น้ำยาปรับผ้านุ่ม...ปรับตัวเอง

หากจะมีใครพูดถึงผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม หรือที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ เรียกกันติดปากว่า “น้ำยาปรับผ้านุ่ม” นั้น ถ้าเดินไปเคาะประตูตามบ้านเรือนหรือแม้แต่คอนโดมิเนียมซึ่งกำลังผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร รับรองว่าร้อยทั้งร้อยต้องเจอบ้านหรือครัวเรือนที่ใช้สินค้าดังกล่าว แถมยังอาจจะได้พบเจออีกว่าผู้บริโภคมีการใช้สินค้าดังกล่าวในหลากหลายลักษณะ เช่น มีการซื้อใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าหนึ่งกลิ่น โดยอาจจะเป็นยี่ห้อเดียวกันหรือต่างยี่ห้อ ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามความชอบของแต่ละท่าน

ยิ่งในยุคสมัยนี้ที่เป็นยุคของเทรนด์เกี่ยวกับสินค้าประเภท DIY (Do-It-Yourself) กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ประกอบกับการที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมีแนวโน้มที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในหลายๆ ทาง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะนิ่งงันขณะนี้ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะมีผู้ที่นำสูตรผลิตภัณฑ์หลายๆ ชนิดออกมาเผยแผ่ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ น้ำยาล้างจาน เจลทำความสะอาดมือ หรือแม้กระทั่งน้ำยาปรับผ้านุ่มเอง เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำไปผลิตขึ้นเพื่อใช้เองในครัวเรือน จนกระทั่งบางท่านที่หัวใสหรือมีหัวการค้าก็อาจจะนำไปประกอบเป็นวิชาชีพหรือเป็นอาชีพเสริมเพื่อช่วยในการหารายได้เพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง

แล้วผู้ผลิตสินค้าน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีตรายี่ห้อหรือเจ้าของแบรนด์จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็นการมองข้ามสิ่งเหล่านี้ที่ทางการตลาดเราอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคทางธุรกิจที่เกิดจากปัจจัยภายนอก (Possible Threat) ในอนาคต

คำตอบหนึ่งสำหรับคำถามข้างต้นคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการทำความเข้าใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของสินค้าประเภทดังกล่าว ซึ่งทีมงานวิจัยของบริษัท ฟาร์อีสท์ ดีดีบี ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นกับผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงล้วน ที่มีอายุระหว่าง 20 - 40 ปี จำนวนทั้งหมด 200 คน ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยเป็นการทำการศึกษาผ่านทาง Insights Springboard ซึ่งเป็นเครื่องมือการศึกษาเบื้องลึกของผู้บริโภคที่สามารถทำให้เข้าใจเกี่ยวกับทัศนคติ และความต้องการของผู้บริโภคและสังคมแวดล้อมได้อย่างลึกซึ้ง

พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ ลอยัลตี้ไม่สูง
- ใช้เพียงทีละยี่ห้อในช่วงเวลาหนึ่งๆ แต่จะเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆ 62%
- ใช้ยี่ห้อเดียวประจำโดยไม่คิดจะเปลี่ยนยี่ห้อ 24%
- ใช้หลายยี่ห้อสลับไปมาในช่วงเวลาเดียวกัน 8%
- ไม่ค่อยคำนึงถึงยี่ห้อ จะเป็นยี่ห้อไหนก็ได้ 6%

ผลจากการสำรวจในครั้งนี้พบว่า มีบางประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสินค้าประเภทดังกล่าว นั่นก็คือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (62%) ไม่ค่อยมีความจงรักภักดีต่อตราสินค้าและมีแนวโน้มสูงเกี่ยวกับการเปลี่ยนยี่ห้อน้ำยาปรับผ้านุ่มไปเรื่อยๆ เมื่อใช้ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งหมด ซึ่งในตอนแรกทีมงานวิจัยมองว่าอาจจะเป็นเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อนำข้อมูลสถิติมาวิเคราะห์เพิ่มเติมก็พบว่า ในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 31-40 ปีของการศึกษาในครั้งนี้ ก็มีพฤติกรรมค่อนข้างจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี หรืออาจจะเรียกว่าไม่แตกต่างกันเลยก็ว่าได้ ซึ่งมองดูแล้วคงไม่ใช่งานที่ง่ายนักสำหรับนักการตลาดที่จะทำให้ผู้บริโภคจงรักภักดีเลือกใช้ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งเป็นประจำโดยไม่เปลี่ยนใจเลย บางทีต่อไปนี้การออกผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่มสูตร/กลิ่นใหม่ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ายังคงอยากจะใช้ยี่ห้อนั้นๆ ต่อไป อาจจะไม่ใช่คำตอบเดียวทั้งหมดของการเป็นแบรนด์หรือยี่ห้อที่เข้าใจผู้บริโภค

กลิ่นหอมจางเร็ว ปัญหาอันดับหนึ่ง

จากการสำรวจครั้งนี้พบว่า 73% ของผู้ให้สัมภาษณ์ให้ความเห็นว่าไม่ค่อยมีปัญหาใดที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่ม แต่สำหรับผู้ที่ตอบว่ามีปัญหาจากการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่มนั้นพบว่า ปัญหาหลักๆจะเป็นเรื่องของ “กลิ่นติดไม่นาน/กลิ่นหอมจางเร็ว” นอกจากนั้นยังมีปัญหาย่อยอื่นๆ ที่เกิดจากการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มอีก ยกตัวอย่างเช่น รู้สึกเหนียวตัวเวลาเหงื่อออก (เวลาใส่เสื้อที่ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม), ไม่รู้สึกว่าผ้านุ่มหลังการใช้ (น้ำยาปรับผ้านุ่ม) หรือการที่ต้องแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นเวลานานๆ จึงจะมีกลิ่นหอมติดผ้า เป็นต้น

ปัญหาที่พบจากการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่ม
- กลิ่นติดไำม่นาน (กลิ่นหอมจางเร็ว) 50%
- มีคราบติดเสื้อผ้า หลังจากใช้น้ำยาปรับผ้่านุ่ม 15%
- มีกลิ่นอับชื้นเมือซักตอนกลางคืน 11%
- บรรจุภัณฑ์ (แบบซอง) จับไม่ถนัดมือ 9%
- ใช้แล้วแพ้เป็นผื่น/ ระคายผิว 7%
- มีความเข้มข้นเกินไป ละลายน้ำไม่ดี 6%
- อื่นๆ 16%

n=200

เทรนด์ความเชื่อ ค่านิยมแรง

ในวันนี้ ถ้าเราลองค้นหาข้อมูลตามเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับน้ำยาปรับผ้านุ่ม เราจะพบว่ามีบางเว็บไซต์ที่เสนอขายน้ำยาปรับผ้านุ่มที่แบ่งประเภทของกลิ่นตามวันเกิด เช่น กลิ่นประจำวันจันทร์ หรือกลิ่นประจำวันศุกร์ เป็นต้น ซึ่งในแง่การตลาดแล้ว น่าจะเป็นไอเดียทางการตลาดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามไป เพราะแนวคิดสินค้าดังกล่าวน่าจะมีที่มารวมถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ (Belief) ค่านิยม (Value) และลักษณะวิถีชีวิตของคนไทย (Lifestyle) ณ ระดับหนึ่ง ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ นักการตลาดหรือผู้ประกอบการอาจจะนำแนวคิดเหล่านี้ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อที่จะสร้างจุดขายหรือสิ่งที่แตกต่างจากคู่แข่ง โดยเฉพาะในแง่ของการสื่อสารทางการตลาดที่จะสะกิดใจและทำให้กลุ่มเป้าหมายหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ของเรา และทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกร่วมกับแบรนด์ของเราดังกล่าวโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

น้ำยาปรับผ้านุ่มในอุดมคติ

ทีนี้ลองย้อนกลับมามองที่ตัวผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่มเองว่าคุณสมบัติใดของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ผู้บริโภคมองหาบ้าง โดยหลักๆ แล้วก็คงไม่พ้นเรื่องของการที่น้ำยาปรับผ้านุ่มนั้นต้องให้กลิ่นหอมที่ติดทนนานและประสิทธิภาพในเรื่องของการป้องกันกลิ่นอับชื้นที่อาจจะเกิดกับเสื้อผ้าได้ทุกขณะ

กระนั้นก็ดี ข้อมูลในส่วนต่อไปนี้ น่าจะช่วยให้นักการตลาดเห็นภาพในมุมอื่นๆ ที่ผู้บริโภคมองและคิดเกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ตนเองอยากจะเลือกใช้ต่อไปในอนาคตได้ ณ ระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในประเด็นของการที่น้ำยาปรับผ้านุ่มนั้นต้อง ‘ไม่ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต ป้องกันผ้าลีบติดตัว” เป็นต้น ซึ่งสำหรับผู้บริโภคบางท่านแล้ว นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่แปลกใหม่เลยเกี่ยวกับที่มาของผ้าลีบติดตัว แต่จะมีสักกี่คนที่รู้และเข้าใจว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการที่เกิดไฟฟ้าสถิต การบ้านหรือโจทย์ที่นักการตลาดจะต้องนำไปทำงานต่อก็คือการหาวิธีการที่จะทำให้สิ่งที่ค้นพบเหล่านี้กลายเป็น “เหตุผล” ใหม่ที่ผู้บริโภคจะเชื่อถือและรักในแบรนด์ของเรา

คุณสมบัติผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่มที่ต้องการ
- มีกลิ่นหอมติดทนนาน 97%
- ป้องกันกลิ่นอับชื้นสำหรับซักตอนกลางคืน 74%
- ปกป้องจากเชื้อแบคทีเรีย 69%
- ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิว 64%
- ถนอมเส้นใย ยืดอายุผ้าให้ใช้งานได้นานยิ่งขึ้น 64%
- ละลายน้ำได้อย่างรวดเร็ว และไม่เป็นไข หรือทิ้งคราบในเครื่องซักผ้า 36%
- มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ ที่ช่วยให้ผิว มือนุ่ม 21%
- ไม่ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต ป้องกันผ้าลีบติดตัว 20%

กลยุทธ์ที่โดนใจ

นอกจากนั้น ทางทีมงานวิจัยยังได้แทรกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการประเมินทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างในหลายๆ ด้าน รวมทั้งกลยุทธ์การตลาดที่กลุ่มเป้าหมายเห็นด้วย เกี่ยวกับการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ ดังนี้

% ของกลุ่มตัวอย่างที่ "เห็นด้วย" กับประเด็นต่างๆเกี่ยวกับน้ำยาปรับผ้านุ่ม
- การมีบรรจุภัณฑ์หลากหลายขนาดให้เลือก ทำให้ดูเป็นยี่ห้อ/แยรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภค 87%
- การใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรเข้มข้น ทำให้ฉันประหยัดเงินมากขึ้น 71%
- ผงซักฟอกที่มีส่วนผสมของน้ำยาปรับผ้านุ่ม จะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดน้อยลง 39%
- พรีเซนเตอร์ที่มีชื่อเสียงจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ 67%
- โฆษณาน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ออกแนวตลก เป็นสิ่งน่าสนใจ 59%

ในหนังสือ “Ten Deadly Marketing Sins” ของฟิลิป คอตเลอร์ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านการตลาดของโลก ได้กล่าวถึงบาปร้ายแรงด้านการตลาดไว้ถึง 10 ประการ ซึ่งบาปทางการตลาดลำดับที่ 3 ที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็คือ “การที่บริษัทไม่กำหนดว่าใครคือคู่แข่งและไม่คอยติดตามตรวจสอบคู่แข่งของตน” และตัวอย่างหนึ่งของบาปลักษณะนี้ก็คือการที่บริษัทให้ความสำคัญกับคู่แข่งบางรายมากเกินจำเป็น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับคู่แข่งบางรายน้อยเกินไปหรือมองคู่แข่งไม่กว้างมากพอ

และเช่นเดียวกัน ทีมงานวิจัยเชื่อและหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้น่าจะให้ประโยชน์แก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ นักการตลาดและนักโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในการที่จะช่วยให้ฉุกคิดและตระหนักถึงสิ่งที่อาจจะเคยเข้าใจว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อย หรือไม่สำคัญและไม่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทรนด์ของสินค้าประเภท DIY หรือแม้แต่กลยุทธ์ทางการตลาดที่สินค้าคู่แข่งประเภทนี้พยายามนำเสนออย่างแตกต่างและแหวกแนว ซึ่งวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ใครเลยจะรู้ว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจจะกลับกลายเป็นหอกข้างแคร่ (และอาจจะพัฒนาเป็นคู่แข่งสำคัญ) ให้กับผู้ผลิตสินค้าน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีตรายี่ห้อหรือเจ้าของแบรนด์ในภายหลังก็ได้

Consumer Insight

เทเลนอร์ รีเสิร์ช บริษัทวิจัยภายใต้เทเลนอร์กรุ๊ป พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นคนหนุ่มสาวในไทยและมาเลเซีย นิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการเชื่อมต่อที่หลากหลาย โดยเปิดรับและใช้บริการใหม่ๆ บนโทรศัพท์มือถือเร็วกว่ากลุ่มคนรุ่นเดียวกันในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย

เมื่อไอจี หรืออินสตราแกรมของเหล่าดารา นักร้องคนดัง ได้กลายเป็นนิยมของแม่ค้าใช้ฝากร้าน เพราะเกือบ 30% ของคนทั่วไป เคยซื้อสินค้าจากร้านค้าพวกนี้มาแล้ว

บริษัทวิจัย ไอดีซี เอเชียแปซิก ได้คาดการณ์ตลาดคอมพิวเตอร์ PC ในเอเชียแปชิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) ในไตรมาส 2 ยังคงเติบโต 2% จากไตรมาสที่ 1 แต่ลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2013 โดยที่มียอดขายรวม 24.3 ล้านเครื่อง นับว่าเป็นยอดที่สูงกว่าที่ IDC คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

Insight

ในที่สุด กสทช. ยอมปล่อย ช่อง 3 อนาล็อก ออกอากาศ ผ่านทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวีได้ อ้าง ประกาศ คสช. ฉบับที่ 27/2557

ยุคนี้ ขายเครื่องสำอางค์อย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องให้ลูกค้ามีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ด้วย ทำให้ “ยูทิป” แบรนด์เครื่องสำอางของวัยรุ่น ของค่ายโอสถสภา ที่สามารถ Modernize brand ปรับเปลี่ยนจาก“น้ำยาอุทัยทิพย์” แบรนด์เก่าแก่ มาสู่แบรนด์เครื่องสำอางเจาะใจวัยรุ่นระดับมัธยมอย่างเห็นผลมาแล้ว

บริหารงานโดย บริษัท ดรีมเฮาส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่
 1. กลุ่มสุวรรณกรุ้ป เจ้าของโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ The Cercle ดูแลภาพรวมธุรกิจรีเทล
 2. คุณระพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ หรือคุณหรีด เซเลบริตี้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ดูแลเรื่องเมนูอาหาร และพัฒนาสูตรอาหาร
 3. กลุ่ม Zhake บริษัททางด้านการตลาด ดูแลทางด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์

Strategic Move

นอกจากจะต้องเร่งมือพัฒนา“คอนเท้นท์” เพื่อดึงดูดคนดูแล้ว เรื่องของโฆษณาและประชาสัมพันธ์สำหรับดิจิตอลทีวีก็เป็นเรื่องจำเป็น ล่าสุด “นิวทีวี” ดิจิตอลทีวีของค่ายเดลินิวส์ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด จึงเปิดตัว สติกเกอร์ไลน์ New Boyz (นิวบอยซ์)

แคมเปญชวนบริจาคเงินสุดไวรัลบนโลกออนไลน์ #IceBucketChallengeTH แพร่ขยายเข้าไทยแล้ว โดย 2 ซีอีโอค่ายมือถือของไทย John Eddy Abdullah CEO dtac ตามติดๆ มาด้วยสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO AIS ก็รับคำท้าเช่นกัน

สินค้าหรือบริการยุคนี้ หากต้องการสร้างการรับรู้ให้ถึงกลุ่มคนได้รวดเร็ว การเลือกใช้ ดารา หรือ คนดังมาเป็น “แบรนด์แอมบาสเดอร์” หรือ พรีเซนเตอร์ มาเป็นตัวแทนให้กับแบรนด์ยังเป็นหนึ่งในกลยุทธการตลาดยอดนิยมเสมอมา

Social Media Club

หลังจากที่ไลน์ได้เปิดตัวโครงการครีเอเทอร์ มาร์เก็ตตั้งแต่เดือนเมษายน และได้จำหน่ายสติ๊กเกอร์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุดไลน์ได้เปิดเผยยอดขายสติ๊กเกอร์ช่วง 3 เดือนแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม ถึง 7 สิงหาคม 2557 วางขายแล้วทั้งหมดกว่า 10,000 เซ็ต (ณ วันที่ 19 สิงหาคม) ทำรายได้โดยรวมกว่า 1.23 พันล้านเยน (ราว 381 ล้านบาท)

สติกเกอร์ปกติอาจธรรมดาไปแล้ว ถึงคิวสติกเกอร์ดุ๊กดิ๊กได้ เอไอเอส ชิงเปิดให้โหลด สติกเกอร์ “อุ่นใจ ดุ๊กดิ๊ก” หรือ Animate Sticker ในวันพรุ่งนี้ (อังคาร 19 สิงหาคม 57)

ถึงแม้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 จบลงไปแล้ว แต่ในแง่ของการตลาด World Cup 2014 ยังเป็นสมรภูมิที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันมากมายควรค่าแก่การศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงการตลาดออนไลน์ ที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่มีความน่าสนใจอย่างมากในยุคนี้เพราะสามารถตอบสนองกระแสในสังคมได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสมกับอีเว้นท์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง

Columnist

ธุรกิจสมัยปัจจุบัน ทุกวันนี้เน้นประเด็นในการสร้าง Brand ของสินค้า ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศ แทบจะเกือบทุกธุรกิจ อาจจะต้องแบ่งงบประมาณในการสร้าง Brand ด้วย

ภูมิทัศน์สื่อ (media landscape) วันนี้เปลี่ยนไปมาก เพราะการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต หรือ สื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้สื่อมวลชน หรือสื่อยุคเก่าต้องปรับตัวในการทำงานและการสื่อสารเพื่อเข้าถึงมวลชนในลักษณะที่ต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ชื่อของแบรนด์เสื้อผ้าหรู “ Burberry” ตกเป็นข่าวดังทั้งในและนอกวงการแฟชั่น นั่นก็เพราะว่าแบรนด์ได้งัดลากกลุยุทธ์ทางการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าหลากวัยที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน คือ พิศมัยความไฮเทคนั่นเอง

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอากาศร้อนๆ ต้องคู่กับเครื่องดื่มเย็น ส่วนใหญ่ที่เห็นการแข่งขันแรงๆ ในเมืองไทย เป็นแค่โปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ในต่างประเทศการทำแคมเปญครอบคลุมไปถึงสื่ออื่นๆ ด้วย และสื่อนอกบ้านก็เป็นที่นิยมในการทำแคมเปญเช่นกัน

Snicker เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ เวลาออกแคญอะไรใหม่ๆ ว่าแคมเปญนั้นจะสร้างแต่กระแสอย่างเดียว จนลืมคำนึงถึงกระแสสังคมที่ตามมาหรือแปล่า จึงทำให้แบรนด์มีภาพที่ติดลบในสายตาของผู้บริโภคบางกลุ่มอยู่บ้าง

ผู้อ่านไม่ได้ตาฝาดไปหรอก “โค้ก” หรือว่า Coca Cola แบรนด์น้ำดำที่พวกเราคุ้นเคยกันนี่แหละ กำลังจะผลิตยาทาเล็บออกมาขายจริงๆ โดยงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Coca Cola กับ OPI ( Odontorium Products Inc.,) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาทาเล็บ ผลิตยาทาเล็บที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบสีจากไลน์เครื่องดื่มของโค้ก

People

เป็นที่คุ้นตาคุ้นตาดีกันอยู่แล้วสำหรับ "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" ซีอีโอ วัย 52 ปี คนล่าสุดของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส

วัชร วัชรพล ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของ "ไทยรัฐ" ก้าวขึ้นคุมบังเหียน “ไทยรัฐทีวี” ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของหนังสือพิมพ์หัวสีรายใหญ่กระโดดลงมาเล่นธุรกิจทีวีเต็มตัว

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488