ก่อนการออกโรงปลุกสำนึกห่วงโลกร้อนของ “อัล กอร์” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กระแสในประเทศสหรัฐฯและยุโรปได้ตื่นตัวเรื่องโลกร้อนมาแล้วสิบกว่าปีแล้วนับแต่ต้นทศวรรษ 90 ในชื่อ "ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (Greenhouse Effect) และตัวร้ายที่เป็นเป้าหมายต้องกำจัดเพื่อลดภาวะนี้ก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2
ธุรกิจรายแรกๆ ที่เริ่มนำเรื่องนี้มาสร้างแบรนด์และทำ CSR (Corporate Social Responsability) ก็คือสายการบิน British Airways ที่ตรวจวัดปริมาณเชื้อเพลิงและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ตัวเองปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ (Carbon Emissions) แล้วประกาศสู่สาธารณชนเป็นประจำมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 ควบคู่ไปกับการพยายามลดตัวเลขมลภาวะทั้งหลายที่อยู่ในรายงานของการทำธุรกิจ นอกจากนี้ยังปรับปรุงตึกสำนักงานตัวเองให้เป็นตึกประหยัดพลังงานตั้งแต่นั้นมา
เมื่อกระแสโลกร้อนรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขดังกล่าวที่ British Airway ได้จัดทำมานาน ได้เป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการนำมาใช้ประชาสัมพันธ์ขององค์กร ด้วยการแจ้งบอกผู้โดยสารทุกไฟลต์ทันทีหลังบินว่าเที่ยวบินนั้นๆ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปเท่าไร และเมื่อหารจำนวนผู้โดยสารแล้ว แต่ละคนมีส่วนปล่อยก๊าซคนละเท่าไรๆ เลยทีเดียว
ลงมาสู่ภาคพื้นดินกันบ้าง อุตสาหกรรมรถยนต์ซึ่งสื่ออเมริกันยกให้โรงงานรถยนต์เป็น “ผู้ร้าย” อันดับต้นๆ ของปัญหาโลกร้อน ทั้งจากกระบวนการผลิต จนถึงหลังการขายที่รถทั้งหลายก็ออกมาวิ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่บรรยากาศ
แบรนด์รถยนต์อย่างฟอร์ด (Ford) ผู้ผลิตรถสัญชาติอเมริกันก็พยายามแก้เกมโดยออกแคมเปญโฆษณา "Greening the Blue Oval" (โลโก้ฟอร์ดอยู่ในวงรูปไข่สีน้ำเงิน) ซึ่งมีรายละเอียดบอกว่ารถยนต์ของฟอร์ดรุ่น Escape hybrid 4x4 เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้นฟอร์ดยังใส่ระบบโปรแกรมลงในเว็บไซต์ฟอร์ด ให้ผู้ใช้เว็บคนนั้นๆ รู้ถึงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เขาปล่อยสู่บรรยากาศโลก ในรอบ 1 ปี โดยคำนวณจากพฤติกรรมการใช้รถที่กรอกเข้าไป ฟอร์ดอ้างว่าแคมเปญนี้จะดึงลูกค้าฟอร์ดและคนทั่วไปที่เข้าไป ให้มารับรู้เห็นปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และจะทำให้ตื่นตัวช่วยกันแก้ปัญหานี้ไปกับฟอร์ดได้
ขณะเดียวกัน แคมเปญที่แข่งกันเข้มข้นอีกด้านคือบรรดายักษ์ใหญ่เว็บไซต์ระดับโลก Yahoo, Google และ MSN
Yahoo เว็บฟรีอีเมลและเสิร์ชเอนจินออกแคมเปญลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วสหรัฐอเมริกา โดยร่วมกับ Ford จัดกิจกรรมแจกรถแท็กซี่ Ford Escape แก่เมืองที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากที่สุด และแจกหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ 1 แสน 5 หมื่นหลอดแก่ผู้เข้ามาร่วมงาน
ในระดับโลก ยาฮูก็เปิดตัวเว็บไซต์ "Yahoo Green" ที่มีบทความชักชวนให้ผู้อ่านลงมือทำสิ่งต่างๆ เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ เดินทางโดยใช้ระบบขนส่งมวลชน ลดการใช้ถุงพลาสติก นำของเก่ามารีไซเคิล ฯลฯ แล้วนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน กับมียอดสรุปให้เห็นว่ามีผู้เข้าร่วมแล้วกี่คน ช่วยกันทำอะไรไปบ้าง และจะส่งผลช่วยโลกไปแล้วอย่างไร
ยาฮูอ้างอิงว่ามีผู้ใช้บริการทั่วโลกประมาณเดือนละ 500 ล้านคน ดังนั้นแคมเปญของยาฮูจะมีผลช่วยโลกร้อนได้อย่างจริงจัง
ฝ่ายคู่แข่งมาทีหลังดังกว่าอย่างกูเกิล (Google) ก็ดีไซน์หน้าเว็บของตัวเองใหม่ในรูปแบบประหยัดพลังงาน ชื่อว่า "Blackgoogle" ลักษณะเหมือนหน้ากูเกิลปกติทุกอย่าง ยกเว้นแต่พื้นหลังสีขาวเปลี่ยนมาใช้สีดำ ซึ่งทางกูเกิลอธิบายว่าการใช้พื้นหลังสีขาวนั้นกินไฟฟ้าราว 74 วัตต์ต่อชั่วโมง แต่พื้นหลังสีดำจะกินไฟเพียง 59 วัตต์ ประหยัดไปถึง 15 วัตต์ต่อชั่วโมง
หากนับรวมการใช้กูเกิลทั่วโลก 200 ล้านครั้งต่อวัน ก็จะมีการประหยัดไฟ 3 พันล้านวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งกูเกิลยังขอความร่วมมือให้ผู้ใช้เพิ่มลิงค์ BlackGoogle เข้าไปยังบล็อกของตัวเอง และต่อลิงค์ให้แก่เพื่อนๆ เพื่อรณรงค์การประหยัดพลังงานด้วย
ฝ่าย MSN ของไมโครซอฟต์ก็ไม่ยอมแพ้ ร่วมกับ Nokia จัดคอนเสิร์ต Live Earth ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านไป จาก 5 สถานที่ทั่วโลก โดยแถลงข่าวร่วมกับ Al Gore บุรุษที่เป็นสัญลักษณ์ของโลกร้อน เพื่อหาเงินมาเข้ากองทุนที่ตั้งขึ้นแก้ปัญหาโลกร้อนโดยเฉพาะ และยังถ่ายทอดสดออนไลน์ผ่าน msn.com ไปทั่วโลก เพื่อสร้างจิตสำนึก และแน่นอนว่าสร้างแบรนด์ MSN ไปด้วยพร้อมๆ กัน
นอกจากแบรนด์และบริษัทใหญ่ๆ แล้ว ในสหรัฐฯเองกระแสการตลาดโลกร้อนยังไปถึงสินค้าทั่วๆไปและห้างสรรพสินค้าด้วย เช่นน้ำยาซักผ้า Tide Coldwater โฆษณาชูจุดขายว่าใช้ได้กับน้ำเย็นโดยไม่ต้องใช้พลังงานในการทำน้ำร้อน จึงไม่ทำให้โลกร้อนเท่ากับยี่ห้ออื่นๆ ที่ชาวอเมริกันมักจะใช้กับน้ำร้อน ส่วนห้าง Home Depot ก็เพิ่งออกตรา "Earth Friendly" มาแปะรับรองให้กับสินค้าประเภทใดก็ได้ที่วางขายในห้าง ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่มีส่วนทำให้โลกร้อน