กมลพร วรกุล “สื่อต้องเลือกข้าง”

คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีสำหรับบรรดาคอข่าวยามเช้าของเวทีพันธมิตรฯ กับน้ำเสียงสดใส ใบหน้าสวยคมของเธอผู้นี้ หลายคนเรียกเธอว่า “น้องเก๋” หรือ กมลพร วรกุล สาวน้อยจากเมืองลำปาง

หลังจากเรียนที่มหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล สาขาเอกโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ เธอก็เข้าไปทำงานที่บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ สายโปรดักส์ชั่น หรือสายผลิต รวมทั้งงานประชาสัมพันธ์ ซึ่งทำให้มีโอกาสติดต่อกับสื่อมวลชน ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำงานเป็น “นักสื่อสารมวลชน”

“พอมีเวลาว่างจึงไปเรียนเสริมเพิ่มเติมคอร์สผู้ประกาศข่าว นักพากย์ และดีเจ พอบริษัทไทยเดย์ด็อทคอมเปิดรับสมัครพนักงาน ตอนนั้นตั้งใจมาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวเขียนข่าวทีวี แต่พอผ่านการเทสต์ลองอ่านข่าว ประกอบกับหน้าตาดี เลยทำให้กลายไปอยู่ในกลุ่มผู้ประกาศข่าวรุ่นแรก”

แม้ต้องผันตัวเองมาเป็นผู้ประกาศข่าว ASTV ช่อง News1 แต่เธอก็มีหน้าที่หลัก คือ รายงานข่าวจากรถถ่ายทอดสดจากทำเนียบและรัฐสภา กระทั่งมีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเมื่อปี 2548 ทำให้มีโอกาสมาทำงานเป็นพิธีกรภาคสนามของการชุมนุมเป็นครั้งแรก โดยเป็นพิธีกรบนเวทีคู่กับสำราญ รอดเพ็ชร หรือบางกรณีเมื่อพิธีกรหลักอย่างแอน-จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ และแอ้ม-สโรชา พรอุดมศักดิ์ ไม่อยู่ เธอคนนี้ก็จะทำหน้าที่แทน

หลังจากมีรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ส่งผลให้เธอต้องกลับไปทำงานหน้าตามเดิมที่สถานี ASTV กระทั่งล่าสุดเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้นัดรวมตัว และเคลื่อนไหวใหญ่กันอีกครั้ง เธอถูกเรียกตัวให้มาช่วยงานพิธีกรอีก และความมุ่งมั่น ทุ่มเท อย่างไม่หวั่นเกรง เธอไม่ทำให้คนรอบข้างต้องผิดหวัง

“เนื่องจากความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลหุ่นเชิด ขายชาติ ซึ่งมีทักษิณหนุนหลังอยู่ ผู้ใหญ่จึงเรียกให้มาช่วยทำงาน อาจเห็นว่าเด็กคนนี้ค่อนข้างเอาตัวรอดได้ บวกกับท่าทางคล่องแคล่ว ว่องไวลุยๆ อีกอย่างเราไม่ค่อยกลัวว่าจะกระทบเรื่องงานหรือไม่ เพราะทำงานขึ้นตรงกับเครือผู้จัดการแห่งเดียว ส่วนรายการอื่นๆ ที่เค้าเคยจ้างและอึดอัดเมื่อเราขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เราก็ยอมถอนตัวให้ และมาทำที่นี่” เธออธิบายให้ฟัง

เธอเล่าต่อไปว่า เริ่มมาทำงานในเวทีพันธมิตรฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่มีการถ่ายทอดสด ทำงานร่วมกับเก๋-อุษณีย์ กันสองคน และช่วงที่ขึ้นรถเคลื่อนที่ไปกับพี่ปอง-อัญชลี ไพรีรัก ได้เกิดเหตุการณ์กลุ่มสมุน นปก.ได้ระดมปาก้อนหินขึ้นมาบนรถที่เธอทำงานอยู่

เหตุการณ์วันนั้นกลับเป็นสิ่งปลุกเร้าให้กมลพรตัดสินใจช่วยงานภาคสนามอย่างเต็มตัว อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย “หลังจากวันนั้นก็ตัดสินใจว่า เราต้องทำอะไรสักอย่าง เลยโทรไปบอกกับหัวหน้า คือ คุณอัญชลีภรณ์ กุสุมม์ ว่า หนูขอมาทำงานกับเวทีพันธมิตรฯ เต็มตัว เพราะช่วงนั้นที่เวทีพันธมิตรฯ ขาดคนมาก โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงดึก เลยได้ทำงานรายการข่าวช่วงเช้ากับพี่ปอง-อัญชลี ไพรีรัก และทำงานกับพี่อมร ช่วงหลังเที่ยงคืนกระทั่งถึงตี 4 ได้นอนไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องหลับนอนกันในรถ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน”

“พอทุกอย่างลงตัว สถานการณ์ไว้วางใจได้ ก็เริ่มมีน้องๆ ที่ออฟฟิศออกมาช่วยและเปลี่ยนกัน โดยช่วงเช้าหลังจากจัดรายการข่าวกับพี่ปองเสร็จจนถึง 9โมง จากนั้นก็เป็นพิธีกรเวที เพื่อโยนช่วงต่างๆ ทำงานจนถึงเวลาประมาณเที่ยงๆ บ่ายๆ ก็กลับบ้านไปพักผ่อน จนถึงกลางคืนจึงค่อยกลับมาใหม่”

นอกจากหน้าที่พิธีกรแล้ว เธอยังต้องทำงานทั้งด้านหน้าเวทีและหลังเวที “ไม่ได้ทำแค่ประกาศข่าว หรือพิธีกร แต่จะทำงานตั้งแต่ แม่บ้าน คนทำอาหาร เตรียมอาหารให้กับพี่ๆ หรือแกนนำก่อนจะขึ้นเวที รวมไปถึง เพื่อนทีมงานด้วยกัน งานเดินเอกสาร รับบริจาค จัดคิวรายการบนเวที กระทั่งช่วงบ่ายก็จะมีทีมฯ มารับช่วงไปทำต่อ”

แม้ต้องทำงานหนัก แต่เธอยอมรับอย่างเต็มใจว่า “มันเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก เพราะในชีวิตเกิดมาเชื่อว่าคงไม่ได้ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว และมันก็แตกต่างกันมากับการทำงานที่สถานี ASTV ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารายการ 2-3 ชั่วโมง อาทิ สคริปต์ข่าว แต่งหน้าทำผม เช็กข่าวและต้องทำการบ้านเพิ่มเติมเสริมความรู้บ่อยๆ อีกทั้งที่สถานีนิวส์ 1 สอนให้เราทำงานได้ทุกอย่าง ยกเว้นถ่ายภาพ อย่างงานตัดต่อพวกเราก็ทำได้”

กับการทำงานเวทีมัฆวานรังสรรค์ ทำให้เธอได้เรียนรู้ประสบการณ์หลายๆ ด้าน “ทำให้เราต้องเรียนรู้ที่เผชิญกับแรงกดดัน รับมือกันสถานการณ์ และรวดเร็วกับการเปลี่ยนแปลงกับการย้าย หรือสลายการชุมนุม รวมถึงการรับมือกับผู้คนบรรดาผู้ชุมนุม ต้องรู้สึกว่าเค้าเป็นญาติ เป็นพี่ น้อง ลุง ป้า และพ่อแม่

“สำหรับการทำงานในฐานะพิธีกรคู่กับอัญชลีแบ่งบทบาทหน้าที่กันอย่างไร?” ทีมงานถาม เธอตอบว่า “แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง โดยพี่เค้าจะมีบทบาทหน้าที่หลักในการเล่าข่าว โดยมีแหล่งข่าวมาวิเคราะห์มีประเด็นเบื้องหลังรวมไปถึงการพูดโน้มน้าวชักจูงให้ผู้ชุมนุมต่อสู้ ส่วนเราก็มีหน้าที่เสริมรายละเอียดและเก็บรายละเอียดให้ครบตามหน้าหนังสือพิมพ์”

แม้จะทำงานในฐานะพิธีเสริมข้อมูลให้กับรุ่นพี่ แต่เธอก็ทำด้วยความเต็มใจ และที่สำคัญเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับรุ่นพี่มือโปรของวงการเลยทีเดียว และได้อะไรมากกว่าที่คิด

“เพราะพี่ปองเป็นผู้หญิงเก่งมาก รอบรู้ไปหมด ตั้งแต่ ศิลปะ วัฒนธรรม การเมือง และประวัติศาสตร์ มารวมอยู่ในคนเดียว มันทำให้เราเรียนรู้หลายๆ อย่างและแง่คิด และทำให้คิดว่า ผู้หญิงรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้อะไรบ้างให้แง่คิด หลักคิด” เธอบอก

นอกจากนี้ ยังได้ประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ามากที่สุด “สิ่งที่ได้รับจาก 5แกนนำและพี่ๆ ที่ทำงานทุกคน คือ จิตสาธารณะและงานมวลชน เพราะทำงานตรงนี้ มันทำให้เลิกคิดไปเลยว่า จะได้ค่าตอบแทนชั่วโมงละเท่าไหร่ เพราะงานพิธีกร จัดรายการทีวี วิทยุ ค่าตอบแทนคิดเป็นรายชั่วโมง 300 -500 หรือ 1,000 บาท ตามแต่ตกลงกันไป แต่วันนี้รู้สึกเลยว่า เงิน 1 สลึง หรือ 1 บาท หรือแสนบาท ล้านบาท คือน้ำใจอันมหาศาล หล่อเลี้ยงเราอยู่ เพราะเงินเดือนของ ASTV มาจากพวกเขาเหล่านี้ และเขายังมานั่งตากแดด ฝน ร่วมกัน ทำให้คิดว่าต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่ เพื่อตอบแทนน้ำใจพี่น้องพันธมิตรฯ”

กับการทำงานที่ ASTV มาร่วม 5 ปี อะไรทำให้เธอยืดหยัดทำงานจนทุกวันนี้ พิธีกรจากเวทีกู้ชาติ บอกว่า “ทำงานผ่านร้อนผ่านหนาวมามากตั้งแต่ปี 48-49 แต่เพราะเราเชื่อมั่นในตัวคุณสนธิ ศรัทธาในข้อมูลและประสบการณ์ คำสอนตั้งแต่วันแรกและจดจำมาทุกวันนี้ ไม่จะเกิดเหตุการณ์อะไร มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เมื่อวันนั้นเสียอะไรเสียไป แต่อย่าใจเสีย ต้องอยู่ให้ได้ ไม่ว่ารู้สึกท้อแท้ เหนื่อยหน่าย พอหายก็กลับมาสู้ใหม่ เพราะเราเชื่อในสิ่งที่ ASTV กำลังทำอยู่”

ความเชื่อ ความศรัทธาทั้งในบุคคล และหลักการ ทำให้กมลพรได้ต่อยอดความรู้ของตัวเอง เวลานี้เธอกลายเป็นนักศึกษาปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ โดยเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเอเอสทีวี พร้อมกับมุ่งมั่นด้วยว่า ถ้าหากมีโอกาสในอนาคตก็จะเรียนต่อปริญญาเอก ซึ่งหัวข้อที่เธออยากทำมากที่สุด คือ ทฤษฎีสื่อเลือกข้าง

“ตามหลักนิเทศศาสตร์สอนไว้ว่า ให้สื่อ “เป็นกลาง” โดยทั้งสองข้างต้องเท่ากัน ซึ่งต้องม้วนข่าวและสรุปประเด็นให้ได้ โดยเราไม่มีหน้าที่ใส่ความคิดเห็น แต่เมื่อมาทำงานตรงนี้ ไม่รู้สึกอายเลยที่จะเลือกข้าง ไม่ว่าอาจารย์จะบอกว่า เธอเป็นสื่อไม่สามารถเลือกข้าง และต้องเป็นกลาง ซึ่งเราก็บอกกับอาจารย์ว่า วันนี้ความผิด ความชอบ ความชั่ว หรือความดี มันเห็นชัดเจน และหนูไม่เป็นกลาง แต่จะเลือกข้างตามความเชื่อที่เราเห็นว่าถูกต้อง และน้ำหนักวันนี้มันจะสร้างจุดเปลี่ยนของประเทศไทยให้เกิดขึ้น” เธอบอก พร้อมตั้งคำถามต่อไปว่า

“ไม่เข้าใจว่าทำไมสื่อต้องเป็นกลาง ข้อมูลสองด้านเท่ากันเหรอ ได้อย่างไรในเมื่ออีกฝั่งพูดเท็จ ส่วนอีกฝั่งพูดจริง เราก็ต้องกลบข่าวเท็จให้หมด เคยบอกกับอาจารย์ว่า จะพิสูจน์ให้ได้ว่า สื่อเลือกข้างมันมี และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะวันนี้คนประณามเราว่า เป็นขบถสื่อ ไม่เป็นกลาง”

งานนี้ เหล่าบรรดาสาวกพันธมิตรฯ คงต้องเอาแรงเชียร์-เอาใจช่วยเธออีกครั้ง สำหรับการสานไฟแห่งอุดมการณ์ ความเชื่อ และศรัทธาในวิชาชีพที่เธอเลือก เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีสื่อเลือกข้าง ของพิธีกรขวัญใจเวทีพันธมิตรอีกคน !!!

Consumer Insight

เมื่อไอจี หรืออินสตราแกรมของเหล่าดารา นักร้องคนดัง ได้กลายเป็นนิยมของแม่ค้าใช้ฝากร้าน เพราะเกือบ 30% ของคนทั่วไป เคยซื้อสินค้าจากร้านค้าพวกนี้มาแล้ว

บริษัทวิจัย ไอดีซี เอเชียแปซิก ได้คาดการณ์ตลาดคอมพิวเตอร์ PC ในเอเชียแปชิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) ในไตรมาส 2 ยังคงเติบโต 2% จากไตรมาสที่ 1 แต่ลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2013 โดยที่มียอดขายรวม 24.3 ล้านเครื่อง นับว่าเป็นยอดที่สูงกว่าที่ IDC คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

บริษัท นีลเส็น ได้รายงานผลการซื้อสื่อโฆษณาระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2557 พบว่า ยอดซื้อสื่อทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน โรงภาพยนตร์ สื่อนอกบ้าน สื่อในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งสื่ออินเทอร์เน็ต มีมูลค่ารวม 49.738 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556 พบว่า ติดลบ 9.38%

Insight

บริหารงานโดย บริษัท ดรีมเฮาส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่
 1. กลุ่มสุวรรณกรุ้ป เจ้าของโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ The Cercle ดูแลภาพรวมธุรกิจรีเทล
 2. คุณระพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ หรือคุณหรีด เซเลบริตี้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ดูแลเรื่องเมนูอาหาร และพัฒนาสูตรอาหาร
 3. กลุ่ม Zhake บริษัททางด้านการตลาด ดูแลทางด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์

นอกจากจำนวนสาขาต้องมากแล้ว การมี “ไซส์” ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ ด้วยเหตุนี้เอง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จึงได้แตกฟอร์แมตร้านค้าใหม่ “ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์” เป็นโมเดลขนาดใหญ่สุด จากที่ท็อปส์เคยเปิดมา

“เพย์ทีวี” ธุรกิจที่ได้ชื่อว่า “ผันผวน” ที่สุด เมื่อ “ซีทีเอช” ควบกิจการ “จีเอ็มเอ็ม แซท” ซ้ำรอย “ไอบีซี” และ “ยูทีวี” ในอดีต 20 ปีที่แล้ว หวังปักหลักสู้ศึก “ทรูวิชั่นส์” ในสังเวียนการแข่งขันที่กำลังพลิกโฉมหน้าไปอีกครั้ง

Strategic Move

เห็นตัวเลขยอดเติบโตสมาร์ทโฟนในไทยที่ GFK คาดการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2557 จะมีมูลค่ารวม 100,000 ล้านบาท หรือมียอดขายรวมอยู่ที่ 11 ล้านเครื่อง หัวเหว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย แบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีและสื่อสารจากจีน เลยไม่รอช้า รีบส่งสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ท อย่างละ 2 รุ่น ออกลงสู่ตลาด ท่ามกลางคู่แข่งที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดในช่วงปลายปี

ได้เวลาที่ โคคา-โคล่า ประเทศไทย จะกลับมาปลุกปั้นแบรนด์น้ำสี “แฟนต้า” ให้กลับมามีชีวิตชีวาในกลุ่มวัยรุ่นอีกครั้ง

เคยปลุกปั้นห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ มาหลายสิบปี รวมทั้งเคยร่วมทุนสร้างห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ที่จัดว่าเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แล้ว แต่มาคราวนี้ ห้างสรรพสินค้าเล็กดูจะเกินไปสำหรับเธอแล้ว เพราะงานนี้ คุณแอ๊ว-ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธาน ตั้งใจปั้น “ดิ เอ็ม ดิสทริค” ให้เป็น “ย่านการค้า” บนถนนสุขุมวิท ให้เหมือนกับ Soho ในนิวยอร์ค หรือ Le Marais ในปารีส หรือ Midtown ในโตเกียว

Social Media Club

ถึงแม้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 จบลงไปแล้ว แต่ในแง่ของการตลาด World Cup 2014 ยังเป็นสมรภูมิที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันมากมายควรค่าแก่การศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงการตลาดออนไลน์ ที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่มีความน่าสนใจอย่างมากในยุคนี้เพราะสามารถตอบสนองกระแสในสังคมได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสมกับอีเว้นท์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง

ไลน์ เป็นแชทแอพพลิเคชั่น ที่มักจะมีฟีเจอร์ และฟังก์ชั่นอะไรใหม่ๆ แก่ผู้เสมอ ๆ และไลน์เองก็ได้ทุ่มทำการตลาดอย่างหนักหน่วงเพื่อกระตุ้นยอด Usage และเพิ่มจำนวน User

เทศกาลประกวดโฆษณา Cannes Lions International Festival of Creativity 2014 ที่นอกจากคัดเลือกงานโฆษณาที่โดดเด่นในรอบปี คานส์ ไลอ้อนส์ยังเป็นเวทีที่ชี้นำเทรนด์ของงานโฆษณาและการตลาดในช่วงนั้นๆ

Columnist

ธุรกิจสมัยปัจจุบัน ทุกวันนี้เน้นประเด็นในการสร้าง Brand ของสินค้า ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศ แทบจะเกือบทุกธุรกิจ อาจจะต้องแบ่งงบประมาณในการสร้าง Brand ด้วย

ภูมิทัศน์สื่อ (media landscape) วันนี้เปลี่ยนไปมาก เพราะการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต หรือ สื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้สื่อมวลชน หรือสื่อยุคเก่าต้องปรับตัวในการทำงานและการสื่อสารเพื่อเข้าถึงมวลชนในลักษณะที่ต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

ปัญหาโลกแตกที่คนส่วนใหญ่ที่ไม่เลือกซื้อของออนไลน์คือ “ไม่ได้ลอง” (โดยเฉพาะกับสินค้าเสื้อผ้า รองเท้า) ได้ถูกแก้ไขแล้วด้วยฟีเจอร์ใหม่อย่าง “ลองก่อน(ผ่อน)จ่ายทีหลัง” โดยเว็บอี-คอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของจีนอย่าง “เถาเป่า (Taobao)” และ “เทียนเมา (Tmall)” ในเครืออลีบาบา กรุ๊ป ที่ต่างก็รับเอาไอเดียนี้ไปปรับใช้ในแบบที่ถูกกับสารบบของตัวเอง

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอากาศร้อนๆ ต้องคู่กับเครื่องดื่มเย็น ส่วนใหญ่ที่เห็นการแข่งขันแรงๆ ในเมืองไทย เป็นแค่โปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ในต่างประเทศการทำแคมเปญครอบคลุมไปถึงสื่ออื่นๆ ด้วย และสื่อนอกบ้านก็เป็นที่นิยมในการทำแคมเปญเช่นกัน

Snicker เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ เวลาออกแคญอะไรใหม่ๆ ว่าแคมเปญนั้นจะสร้างแต่กระแสอย่างเดียว จนลืมคำนึงถึงกระแสสังคมที่ตามมาหรือแปล่า จึงทำให้แบรนด์มีภาพที่ติดลบในสายตาของผู้บริโภคบางกลุ่มอยู่บ้าง

ผู้อ่านไม่ได้ตาฝาดไปหรอก “โค้ก” หรือว่า Coca Cola แบรนด์น้ำดำที่พวกเราคุ้นเคยกันนี่แหละ กำลังจะผลิตยาทาเล็บออกมาขายจริงๆ โดยงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Coca Cola กับ OPI ( Odontorium Products Inc.,) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาทาเล็บ ผลิตยาทาเล็บที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบสีจากไลน์เครื่องดื่มของโค้ก

People

เป็นที่คุ้นตาคุ้นตาดีกันอยู่แล้วสำหรับ "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" ซีอีโอ วัย 52 ปี คนล่าสุดของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส

วัชร วัชรพล ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของ "ไทยรัฐ" ก้าวขึ้นคุมบังเหียน “ไทยรัฐทีวี” ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของหนังสือพิมพ์หัวสีรายใหญ่กระโดดลงมาเล่นธุรกิจทีวีเต็มตัว

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488