กมลพร วรกุล “สื่อต้องเลือกข้าง”

คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีสำหรับบรรดาคอข่าวยามเช้าของเวทีพันธมิตรฯ กับน้ำเสียงสดใส ใบหน้าสวยคมของเธอผู้นี้ หลายคนเรียกเธอว่า “น้องเก๋” หรือ กมลพร วรกุล สาวน้อยจากเมืองลำปาง

หลังจากเรียนที่มหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล สาขาเอกโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ เธอก็เข้าไปทำงานที่บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ สายโปรดักส์ชั่น หรือสายผลิต รวมทั้งงานประชาสัมพันธ์ ซึ่งทำให้มีโอกาสติดต่อกับสื่อมวลชน ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ อยากทำงานเป็น “นักสื่อสารมวลชน”

“พอมีเวลาว่างจึงไปเรียนเสริมเพิ่มเติมคอร์สผู้ประกาศข่าว นักพากย์ และดีเจ พอบริษัทไทยเดย์ด็อทคอมเปิดรับสมัครพนักงาน ตอนนั้นตั้งใจมาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวเขียนข่าวทีวี แต่พอผ่านการเทสต์ลองอ่านข่าว ประกอบกับหน้าตาดี เลยทำให้กลายไปอยู่ในกลุ่มผู้ประกาศข่าวรุ่นแรก”

แม้ต้องผันตัวเองมาเป็นผู้ประกาศข่าว ASTV ช่อง News1 แต่เธอก็มีหน้าที่หลัก คือ รายงานข่าวจากรถถ่ายทอดสดจากทำเนียบและรัฐสภา กระทั่งมีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเมื่อปี 2548 ทำให้มีโอกาสมาทำงานเป็นพิธีกรภาคสนามของการชุมนุมเป็นครั้งแรก โดยเป็นพิธีกรบนเวทีคู่กับสำราญ รอดเพ็ชร หรือบางกรณีเมื่อพิธีกรหลักอย่างแอน-จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ และแอ้ม-สโรชา พรอุดมศักดิ์ ไม่อยู่ เธอคนนี้ก็จะทำหน้าที่แทน

หลังจากมีรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ส่งผลให้เธอต้องกลับไปทำงานหน้าตามเดิมที่สถานี ASTV กระทั่งล่าสุดเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้นัดรวมตัว และเคลื่อนไหวใหญ่กันอีกครั้ง เธอถูกเรียกตัวให้มาช่วยงานพิธีกรอีก และความมุ่งมั่น ทุ่มเท อย่างไม่หวั่นเกรง เธอไม่ทำให้คนรอบข้างต้องผิดหวัง

“เนื่องจากความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลหุ่นเชิด ขายชาติ ซึ่งมีทักษิณหนุนหลังอยู่ ผู้ใหญ่จึงเรียกให้มาช่วยทำงาน อาจเห็นว่าเด็กคนนี้ค่อนข้างเอาตัวรอดได้ บวกกับท่าทางคล่องแคล่ว ว่องไวลุยๆ อีกอย่างเราไม่ค่อยกลัวว่าจะกระทบเรื่องงานหรือไม่ เพราะทำงานขึ้นตรงกับเครือผู้จัดการแห่งเดียว ส่วนรายการอื่นๆ ที่เค้าเคยจ้างและอึดอัดเมื่อเราขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เราก็ยอมถอนตัวให้ และมาทำที่นี่” เธออธิบายให้ฟัง

เธอเล่าต่อไปว่า เริ่มมาทำงานในเวทีพันธมิตรฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่มีการถ่ายทอดสด ทำงานร่วมกับเก๋-อุษณีย์ กันสองคน และช่วงที่ขึ้นรถเคลื่อนที่ไปกับพี่ปอง-อัญชลี ไพรีรัก ได้เกิดเหตุการณ์กลุ่มสมุน นปก.ได้ระดมปาก้อนหินขึ้นมาบนรถที่เธอทำงานอยู่

เหตุการณ์วันนั้นกลับเป็นสิ่งปลุกเร้าให้กมลพรตัดสินใจช่วยงานภาคสนามอย่างเต็มตัว อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย “หลังจากวันนั้นก็ตัดสินใจว่า เราต้องทำอะไรสักอย่าง เลยโทรไปบอกกับหัวหน้า คือ คุณอัญชลีภรณ์ กุสุมม์ ว่า หนูขอมาทำงานกับเวทีพันธมิตรฯ เต็มตัว เพราะช่วงนั้นที่เวทีพันธมิตรฯ ขาดคนมาก โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงดึก เลยได้ทำงานรายการข่าวช่วงเช้ากับพี่ปอง-อัญชลี ไพรีรัก และทำงานกับพี่อมร ช่วงหลังเที่ยงคืนกระทั่งถึงตี 4 ได้นอนไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องหลับนอนกันในรถ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน”

“พอทุกอย่างลงตัว สถานการณ์ไว้วางใจได้ ก็เริ่มมีน้องๆ ที่ออฟฟิศออกมาช่วยและเปลี่ยนกัน โดยช่วงเช้าหลังจากจัดรายการข่าวกับพี่ปองเสร็จจนถึง 9โมง จากนั้นก็เป็นพิธีกรเวที เพื่อโยนช่วงต่างๆ ทำงานจนถึงเวลาประมาณเที่ยงๆ บ่ายๆ ก็กลับบ้านไปพักผ่อน จนถึงกลางคืนจึงค่อยกลับมาใหม่”

นอกจากหน้าที่พิธีกรแล้ว เธอยังต้องทำงานทั้งด้านหน้าเวทีและหลังเวที “ไม่ได้ทำแค่ประกาศข่าว หรือพิธีกร แต่จะทำงานตั้งแต่ แม่บ้าน คนทำอาหาร เตรียมอาหารให้กับพี่ๆ หรือแกนนำก่อนจะขึ้นเวที รวมไปถึง เพื่อนทีมงานด้วยกัน งานเดินเอกสาร รับบริจาค จัดคิวรายการบนเวที กระทั่งช่วงบ่ายก็จะมีทีมฯ มารับช่วงไปทำต่อ”

แม้ต้องทำงานหนัก แต่เธอยอมรับอย่างเต็มใจว่า “มันเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก เพราะในชีวิตเกิดมาเชื่อว่าคงไม่ได้ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว และมันก็แตกต่างกันมากับการทำงานที่สถานี ASTV ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารายการ 2-3 ชั่วโมง อาทิ สคริปต์ข่าว แต่งหน้าทำผม เช็กข่าวและต้องทำการบ้านเพิ่มเติมเสริมความรู้บ่อยๆ อีกทั้งที่สถานีนิวส์ 1 สอนให้เราทำงานได้ทุกอย่าง ยกเว้นถ่ายภาพ อย่างงานตัดต่อพวกเราก็ทำได้”

กับการทำงานเวทีมัฆวานรังสรรค์ ทำให้เธอได้เรียนรู้ประสบการณ์หลายๆ ด้าน “ทำให้เราต้องเรียนรู้ที่เผชิญกับแรงกดดัน รับมือกันสถานการณ์ และรวดเร็วกับการเปลี่ยนแปลงกับการย้าย หรือสลายการชุมนุม รวมถึงการรับมือกับผู้คนบรรดาผู้ชุมนุม ต้องรู้สึกว่าเค้าเป็นญาติ เป็นพี่ น้อง ลุง ป้า และพ่อแม่

“สำหรับการทำงานในฐานะพิธีกรคู่กับอัญชลีแบ่งบทบาทหน้าที่กันอย่างไร?” ทีมงานถาม เธอตอบว่า “แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง โดยพี่เค้าจะมีบทบาทหน้าที่หลักในการเล่าข่าว โดยมีแหล่งข่าวมาวิเคราะห์มีประเด็นเบื้องหลังรวมไปถึงการพูดโน้มน้าวชักจูงให้ผู้ชุมนุมต่อสู้ ส่วนเราก็มีหน้าที่เสริมรายละเอียดและเก็บรายละเอียดให้ครบตามหน้าหนังสือพิมพ์”

แม้จะทำงานในฐานะพิธีเสริมข้อมูลให้กับรุ่นพี่ แต่เธอก็ทำด้วยความเต็มใจ และที่สำคัญเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับรุ่นพี่มือโปรของวงการเลยทีเดียว และได้อะไรมากกว่าที่คิด

“เพราะพี่ปองเป็นผู้หญิงเก่งมาก รอบรู้ไปหมด ตั้งแต่ ศิลปะ วัฒนธรรม การเมือง และประวัติศาสตร์ มารวมอยู่ในคนเดียว มันทำให้เราเรียนรู้หลายๆ อย่างและแง่คิด และทำให้คิดว่า ผู้หญิงรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้อะไรบ้างให้แง่คิด หลักคิด” เธอบอก

นอกจากนี้ ยังได้ประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ามากที่สุด “สิ่งที่ได้รับจาก 5แกนนำและพี่ๆ ที่ทำงานทุกคน คือ จิตสาธารณะและงานมวลชน เพราะทำงานตรงนี้ มันทำให้เลิกคิดไปเลยว่า จะได้ค่าตอบแทนชั่วโมงละเท่าไหร่ เพราะงานพิธีกร จัดรายการทีวี วิทยุ ค่าตอบแทนคิดเป็นรายชั่วโมง 300 -500 หรือ 1,000 บาท ตามแต่ตกลงกันไป แต่วันนี้รู้สึกเลยว่า เงิน 1 สลึง หรือ 1 บาท หรือแสนบาท ล้านบาท คือน้ำใจอันมหาศาล หล่อเลี้ยงเราอยู่ เพราะเงินเดือนของ ASTV มาจากพวกเขาเหล่านี้ และเขายังมานั่งตากแดด ฝน ร่วมกัน ทำให้คิดว่าต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่ เพื่อตอบแทนน้ำใจพี่น้องพันธมิตรฯ”

กับการทำงานที่ ASTV มาร่วม 5 ปี อะไรทำให้เธอยืดหยัดทำงานจนทุกวันนี้ พิธีกรจากเวทีกู้ชาติ บอกว่า “ทำงานผ่านร้อนผ่านหนาวมามากตั้งแต่ปี 48-49 แต่เพราะเราเชื่อมั่นในตัวคุณสนธิ ศรัทธาในข้อมูลและประสบการณ์ คำสอนตั้งแต่วันแรกและจดจำมาทุกวันนี้ ไม่จะเกิดเหตุการณ์อะไร มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เมื่อวันนั้นเสียอะไรเสียไป แต่อย่าใจเสีย ต้องอยู่ให้ได้ ไม่ว่ารู้สึกท้อแท้ เหนื่อยหน่าย พอหายก็กลับมาสู้ใหม่ เพราะเราเชื่อในสิ่งที่ ASTV กำลังทำอยู่”

ความเชื่อ ความศรัทธาทั้งในบุคคล และหลักการ ทำให้กมลพรได้ต่อยอดความรู้ของตัวเอง เวลานี้เธอกลายเป็นนักศึกษาปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ โดยเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเอเอสทีวี พร้อมกับมุ่งมั่นด้วยว่า ถ้าหากมีโอกาสในอนาคตก็จะเรียนต่อปริญญาเอก ซึ่งหัวข้อที่เธออยากทำมากที่สุด คือ ทฤษฎีสื่อเลือกข้าง

“ตามหลักนิเทศศาสตร์สอนไว้ว่า ให้สื่อ “เป็นกลาง” โดยทั้งสองข้างต้องเท่ากัน ซึ่งต้องม้วนข่าวและสรุปประเด็นให้ได้ โดยเราไม่มีหน้าที่ใส่ความคิดเห็น แต่เมื่อมาทำงานตรงนี้ ไม่รู้สึกอายเลยที่จะเลือกข้าง ไม่ว่าอาจารย์จะบอกว่า เธอเป็นสื่อไม่สามารถเลือกข้าง และต้องเป็นกลาง ซึ่งเราก็บอกกับอาจารย์ว่า วันนี้ความผิด ความชอบ ความชั่ว หรือความดี มันเห็นชัดเจน และหนูไม่เป็นกลาง แต่จะเลือกข้างตามความเชื่อที่เราเห็นว่าถูกต้อง และน้ำหนักวันนี้มันจะสร้างจุดเปลี่ยนของประเทศไทยให้เกิดขึ้น” เธอบอก พร้อมตั้งคำถามต่อไปว่า

“ไม่เข้าใจว่าทำไมสื่อต้องเป็นกลาง ข้อมูลสองด้านเท่ากันเหรอ ได้อย่างไรในเมื่ออีกฝั่งพูดเท็จ ส่วนอีกฝั่งพูดจริง เราก็ต้องกลบข่าวเท็จให้หมด เคยบอกกับอาจารย์ว่า จะพิสูจน์ให้ได้ว่า สื่อเลือกข้างมันมี และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะวันนี้คนประณามเราว่า เป็นขบถสื่อ ไม่เป็นกลาง”

งานนี้ เหล่าบรรดาสาวกพันธมิตรฯ คงต้องเอาแรงเชียร์-เอาใจช่วยเธออีกครั้ง สำหรับการสานไฟแห่งอุดมการณ์ ความเชื่อ และศรัทธาในวิชาชีพที่เธอเลือก เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีสื่อเลือกข้าง ของพิธีกรขวัญใจเวทีพันธมิตรอีกคน !!!

Consumer Insight

ในยุคดิจิตอลที่สมาร์ทโฟนกำลังครอบคลุมพื้นที่การใช้งานอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว ภาพของพ

เด็กวัยรุ่นยุคนี้ ติดหนึบออนไลน์ ดูหนังฟังเพลงบนยูทิวบ์ แชร์และส่งคลิป เล่นโซเชียลมีเดีย หาข้อมูลสินค้า ตามเซเลบบนอินสตราแกรม มาดูกันว่า แบรนด์ จะต้องทำอย่างไรจึงจะโดนใจ

มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้เปิดเผยถึงสำรวจตัวชี้วัดแนวโน้มของผู้บริโภคด้านการช้อปปิ้งออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้ทำการสำรวจใน 25 ตลาด ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2556 ประกอบไปด้วยการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมจำนวน 7,010 คนจาก 14 ตลาด เกี่ยวกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์

Insight

จากหนังสือการ์ตูน สู่สติกเกอร์ไลน์ การเดินทางของการ์ตูนไทยที่ผันตัวจากโลกใบเก่ามาสู่โลกดิจิตอล เป็นกรณีศึกษาให้กับคนไทยที่อยากขาย “สติกเกอร์ผ่านไลน์” ควรทำอย่างไร

ปั้นยังไงให้กลายเป็น “ฟีเวอร์” เกม “คุกกี้รัน” ที่ไลน์ยอมทุ่มงบอัดฉีดการตลาดทุกกระบวนท่า ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ออกแคมเปญชิงรถ จับมือพันธมิตรสร้างยอดขยายฐานลูกค้า ปูทางพลิกจากแชตแอปพลิเคชั่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มบนมือถือ

หลายครั้งที่ อาจารย์ ได้ยิน คำว่า ปฏิรูป การศึกษา ไทยพูดกัน บ่อย พูดกันจนชิน พูดกันมานาน และไม่ ทราบ ว่า ปฏิรูปแบบไหน ที่เรียก ว่า ปฏิรูป และต้อ ปฏิรูปมากน้อยแค่ไหน

Strategic Move

ท่ามกลางกระแสของดิจิตอลทีวีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันแล้วไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสถานี ผู้ผลิตรายการ มีเดียเอเยนซี่ ในฟากของผู้เก็บข้อมูลของผู้ชมรายการอย่างนีลเส็น ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการวัดความนิยมในรายการหรือเรตติ้งเช่นเดียวกัน

ใกล้คลอดเต็มที่ “เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่” โครงการระดับ “ลักชัวรี่ รีเทล ของกลุ่มเซ็นทรัล มีกำหนดเปิดในวันที่ 8 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โครงการเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ วัย 39 ปี ที่รับงานระดับบิ๊กโปรเจค จึงต้องนัดแถลงข่าวเล่าความคืบหน้าให้สื่อมวลชนได้ฟังกัน

หลังจากที่เป็นกระแสไวรัลอยู่บนโลกออนไลน์เมื่อหลายวันก่อน เมื่อมีคนพบเห็นผู้พันแซนเดอร์ ฟรือคุณลุงเคนตักกี้ บุคคลสำคัญประจำร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเคเอฟซี มาโผล่อยู่กลางกรุงเทพฯ

Global Trend

Snicker เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยันทำแคมเปญไวรัลบนโลกออนไลน์อย่างมาก ซึ่งบางแคมเปญก็ได้ผล แต่บางแคมเปญก็ได้รับผลวิพากย์วิจารณ์ในด้านลบมากเช่นกัน

เมื่อปีที่ผ่านมาคงได้เห็นแบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง Burger King สร้างความประหลาดใจแก่ผู้บริโภคไม่น้อย โดยการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Fries King พร้อมทั้งเปลี่ยนโลโก้ รวมทั้งป้ายหน้าร้าน เพียงเพื่อจะโปรโมทโปรดักส์เฟรนช์ฟรายส์สูตรใหม่ของทางร้าน

หลังจากที่กำลังจะมีแคมเปญใหญ่ระดับโลก Earth Hour 2014 ปิดไฟช่วยโลก ในวันเสาร์ที่ 29 มีนาคมนี้ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะลังเลในการปิดสวิตช์ไฟ เพราะอาจจะพลาดกิจกรรมอะไรบางอย่าง หรือโปรแกรมทีวีรายการโปรดไปได้

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Social Media Club

หลังจากค่ายการ์ตูนไทย “บรรลือสาส์น ทำสติ๊กเกอร์“ขายหัวเราะ” วางขายใน “ไลน์”จนมียอดโหลดทะลุ 150,000 ไปแล้ว ล่าสุด ไลน์ได้เปิดตัว สติ๊กเกอร์การ์ตูนบ่นบ่น หรือ “Bonbonmonja’s Daaily Life

สาวกไลน์เตรียมเฮ เมื่อไลน์เปิดตัว LINE Creators Market เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วไปครีเอตสติ๊กเกอร์เป็นของตัวเอง แล้วนำมาขายใน LINE Store ได้แล้ว!

ชื่อของ “โต้วป้าน (Douban, 豆瓣) ”ที่แฟนประจำคอลัมน์นี้คงคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะปีก่อนเราเคยเขียนถึงในหัวข้อ “Douban เต็งหนึ่งอาณาจักรบันเทิงไฮเทค แห่งแดนมังกร”

People

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ผ่าโมเดล 2 รายการในโลกออนไลน์ “เสือร้องไห้” กับคลิปเด็ด ประวัติศาสตร์การแดนซ์ของไทย แชร์กระจายด้วยยอด 4 แสนวิว และคลิปสไตล์ “มัน ฮา เกรียน” แบบ “เฟ็ดเฟ่” ที่กำลังฝ่าคลื่นดิจิตอล แจ้งเกิดคลิปที่โดนใจวัยรุ่นไปเต็มๆ

ดังได้ใจ “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข” กับบทบาทคุณชายพุฒิภัทร แห่งวังจุฑาเทพ ละครดังที่ผลักดันหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน จนกลายเป็นกระแส “เจมส์ จิ” ถูกนำไปเทียบกับซุปตาร์ดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แถมแบรนด์ดังยังรุมตอมคว้าไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยค่าตัวหลัก 10 ล้านอัพ

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488