กล้วยไม้ไทยก้าวไกลในเวทีโลก...การส่งออกปี 2551 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10

กล้วยไม้จัดเป็นสินค้าไม้ดอกไม้ประดับซึ่งเป็นที่นิยมสูงในตลาดโลกและเป็นสินค้า Product Champion ที่สำคัญของไทย ทั้งนี้ธุรกิจการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ของไทยสามารถสร้างรายได้นำเงินเข้าสู่ประเทศได้เป็นจำนวนมาก และการส่งออกกล้วยไม้ของไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง สำหรับความต้องการกล้วยไม้ตัดดอกยังคงมีมากขึ้นโดยเฉพาะการใช้สำหรับประดับอาคารสถานที่และใช้ตกแต่งอาหารในธุรกิจบริการ โรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารต่างๆ ทั้งนี้ไทยเองมีจุดแข็งในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกเมืองร้อนที่มีสัดส่วนสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกมาโดยตลอด ขณะที่การผลิตกล้วยไม้ของไทยยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายประการจากปัญหาต้นทุนการผลิตและต้นทุนค่าขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะราคาน้ำมันที่ทยอยปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืช และความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ประเทศคู่ค้านำมาบังคับใช้ในการนำเข้าสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศของตน แต่หากภาครัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างร่วมมือผลักดันและเร่งจัดตั้งศูนย์กลางการผลิตและปรับปรุงสายพันธุ์กล้วยไม้ ตลอดจนเป็นศูนย์รวมการซื้อขาย และพัฒนาบุคลากรด้านกล้วยไม้เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ทั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจกล้วยไม้ของไทยให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน อันจะเป็นการสร้างโอกาสดีในการขยายตลาดส่งออกกล้วยไม้ของไทยไปยังต่างประเทศให้กว้างขวางขึ้น ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ของไทยปี 2551 จะขยายตัวในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 93.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีตลาดส่งออกสำคัญคือ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ส่วนตลาดที่ไทยมีศักยภาพส่งออกสูงคือ ตลาดจีนและอาเซียน จากอานิสงส์การเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน

ตลาดการค้ากล้วยไม้
ไทยครองสัดส่วนส่งออกกล้วยไม้อันดับ 1 ของโลก

สำหรับมูลค่าการค้ากล้วยไม้ของโลกปี 2550 สูงกว่า 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,337 ล้านบาท) โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกอันดับหนึ่งของโลกโดยเฉพาะกล้วยไม้เมืองร้อน และในปี 2550 ไทยมีสัดส่วนส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกสูงถึงร้อยละ 70 ของตลาดโลก รองลงมาได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น

การส่งออกกล้วยไม้ของไทยเติบโตดี...ปี 2550 ส่งออกถึง 85.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้ทั้งประเทศในปี 2550 รวม 20,739 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้รวม 20,535 ไร่ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 1-2 ต่อปี ทั้งนี้จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกกล้วยไม้มากที่สุด 5 อันดับแรกคือ กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และสมุทรสาคร นอกจากนี้ยังมีการเพาะปลูกกล้วยไม้ในจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ กาญจนบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรีและชลบุรี เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มีทำเลเหมาะสมในการปลูกกล้วยไม้ทั้งสภาพภูมิอากาศและแหล่งน้ำที่มีสภาพเหมาะสม การคมนาคมขนส่งที่สะดวก สำหรับปริมาณผลผลิตกล้วยไม้ของไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 45,000 ตัน โดยมีการขยายตัวของผลผลิตต่อปีร้อยละ 1-2 โดยในปี 2550 ไทยมีปริมาณการผลิตกล้วยไม้รวม 45,937 ตัน ขยายตัวจากปีก่อนเล็กน้อยร้อยละ 1.5

สำหรับตลาดกล้วยไม้สามารถแบ่งได้เป็นความต้องการใช้ภายในประเทศสัดส่วนร้อยละ 50 สัดส่วนที่เหลือร้อยละ 50 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ในปี 2550 ไทยมีการส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้คิดเป็นมูลค่า 85.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหากพิจารณาสัดส่วนการส่งออกสามารถแบ่งเป็นมูลค่าส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกสัดส่วนร้อยละ 86 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium) รองลงมาเป็น สกุลม็อคคาร่า อะแรนด้า อะแรนเธอรา อะแรคนิส ออนซิเดียม แวนด้า และซิมบิเดียม เป็นต้น และสัดส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 14 เป็นการส่งออกต้นกล้วยไม้ และส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ Phalaenopsis และ Cymbidium ซึ่งหากพิจารณามูลค่าการส่งออกกล้วยไม้โดยรวมของไทยยังคงเติบโตโดยลำดับ สำหรับปี 2551 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยมีมูลค่าการส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้รวมกัน 13.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกับปีก่อนร้อยละ 15.7

การส่งออกกล้วยไม้ของไทยตลาดหลักอยู่ในญี่ปุ่น
ปัจจุบันกล้วยไม้ตัดดอกของไทยเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดต่างประเทศ โดยตลาดส่งออกกล้วยไม้ที่สำคัญของไทย มีสัดส่วนหลักคือ ญี่ปุ่นร้อยละ 31.9 รองลงมาเป็น ตลาดสหรัฐฯ สัดส่วนร้อยละ 21.0 สหภาพยุโรปร้อยละ 15.8 จีนร้อยละ 7.6 กลุ่มอาเซียนร้อยละ 3.0 ที่เหลือร้อยละ 20.7 เป็นตลาดอื่นๆ
สำหรับตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การส่งออกยังคงขยายตัวในทุกตลาด โดยในปี 2550 การส่งออกกล้วยไม้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีนและอาเซียน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 30 สำหรับปี 2551 (ม.ค.-ก.พ.) มูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ของไทยมีการขยายตัวในตลาดญี่ปุ่นร้อยละ 29.0 จีนร้อยละ 10.0 สหรัฐฯร้อยละ 8.7 สหภาพยุโรปร้อยละ 5.3 และตลาดอื่นๆ ร้อยละ 17.9

ตลาดกล้วยไม้ที่สำคัญของโลก
สำหรับประเทศผู้ส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกเมืองร้อนรายสำคัญในตลาดโลก อาทิ ไทย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นต้น ส่วนดอกกล้วยไม้พันธุ์อื่นๆ ประเทศที่ส่งออกมาก คือ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ส่วนการส่งออกต้นกล้วยไม้ ประเทศที่มีส่งออกต้นกล้วยไม้มากที่สุดในโลกคือ ไต้หวัน รองลงมาเป็น ไทย อังกฤษ อิตาลี ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ เป็นต้น

ทั้งนี้ตลาดการค้าดอกกล้วยไม้ระดับโลก ประกอบด้วย ตลาดญี่ปุ่น นับเป็นตลาดนำเข้ากล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากมีความต้องการใช้กล้วยไม้ในงานเทศกาลต่างๆ ของประเทศตลอดทั้งปี โดยมีมูลค่าการนำเข้าดอกกล้วยไม้จากทั่วโลกสูงประมาณ 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีการนำเข้าจากไทยเป็นสัดส่วนหลักร้อยละ 50 รองลงมาเป็น นิวซีแลนด์ ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ตลาดสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมันนี อังกฤษ ออสเตรีย และเบลเยี่ยม เป็นต้น โดยสัดส่วนการนำเข้าจากไทยร้อยละ 50 ที่เหลือนำเข้าจากในกลุ่มสหภาพยุโรปเองโดยนำเข้าจากเนเธอร์แลนด์เป็นหลัก ตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่นำเข้ากล้วยไม้เมืองร้อนจากไทย ส่วนกล้วยไม้พันธุ์อื่นๆ ส่วนใหญ่นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เป็นต้น ตลาดเอเชีย สำหรับประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดส่งออกกล้วยไม้ที่ไทยสามารถขยายตลาดได้อีกมากและมีศักยภาพในการทำตลาดสูง คือ จีน ทั้งนี้ในปี 2550 มูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ไทยไปจีนมีการขยายตัวสูงถึง 2 เท่าจากปี 2548 จากผลของการเจรจาลดภาษีสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับจีนภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนกับจีนซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2547 เป็นต้นไป โดยทยอยลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0 ภายในต้นปี 2549 ส่งผลให้ความต้องการสินค้ากล้วยไม้ของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดอาเซียน สำหรับตลาดที่มีศักยภาพในกลุ่มนี้คือ เวียดนาม ซึ่งมีความต้องการดอกไม้ประดับภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งเพื่อการส่งออกและเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเอง ทำให้เวียดนามมีแนวโน้มความต้องการนำเข้ากล้วยไม้จากไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งปัจจุบันภาครัฐบาลของเวียดนามได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มการส่งออกดอกไม้นานาชนิดทั้งดอกกุหลาบ ดอกเบญจมาศและดอกกล้วยไม้ให้ได้จำนวน 1 พันล้านดอกภายในปี 2553

ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงของกล้วยไม้ไทย
ปัจจัยสนับสนุน

ไทยมีจุดแข็งจากการเป็นประเทศผู้ส่งออกกล้วยไม้สกุลหวายเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้ผู้ผลิตกล้วยไม้ของไทยมีความเข้มแข็งและมีความสามารถในการพัฒนาสายพันธุ์จนเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในตลาดโลก อีกทั้งมีความร่วมมือกันอย่างจริงจังระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนในการค้นคว้าพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของกล้วยไม้ที่สามารถผลิตเป็นต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ อีกทั้งเกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ของไทยมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการเก็บเกี่ยวกล้วยไม้ที่ทันสมัย ตลอดจนมีการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ได้เองอย่างต่อเนื่อง

ภาครัฐให้การสนับสนุนการส่งออกกล้วยไม้อย่างจริงจัง ทั้งนี้รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกล้วยไม้ซึ่งนับเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญของโลก และมีมูลค่าการซื้อขายขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นรัฐบาลโดยความร่วมมือกันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหน่วยงานเอกชนตลอดจนสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงเร่งรัดผลักดันโครงการส่งออกกล้วยไม้ของไทยให้มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 10,000 ล้านบาทโดยมีระยะเวลาการดำเนินการตั้งแต่ปี 2550-2553

ปัจจัยเสี่ยง
แม้มีปัจจัยบวกจากการพัฒนาธุรกิจกล้วยไม้ของไทยหลายประการดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่ตลาดกล้วยไม้ของไทยยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญทั้ง ปัญหาด้านการผลิต ทั้งจากราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนการเพาะปลูกกล้วยไม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาการขยายพื้นที่เพาะปลูกซึ่งยังคงทำได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากที่ดินมีราคาสูงขึ้น ส่วนอีกประเด็นคือ ปัญหาด้านการตลาด โดยเฉพาะปัญหาการผลิตกล้วยไม้ให้ได้ตรงตามมาตรฐานของประเทศผู้นำเข้าโดยเฉพาะปัญหาการตรวจสอบสารเคมีตกค้างที่ใช้ในการรมยากำจัดแมลงเพื่อให้เป็นที่ยอมรับตามหลักสากล ทั้งนี้สามารถแบ่งประเด็นการวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของประเด็นดังกล่าวเป็นดังนี้

ปัญหาราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นโดยเฉพาะต้นทุนราคาเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและค่าระวางขนส่ง ทั้งราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและสารเคมี และปัญหาต้นทุนค่าขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการขนส่งดอกกล้วยไม้ต้องอาศัยการขนส่งทางอากาศ ทำให้ผู้ส่งออกกล้วยไม้ต้องมีต้นทุนค่าระวางในการขนส่งสินค้าสูงขึ้น สำหรับแนวทางที่เหมาะสมที่รัฐควรเร่งแก้ไขคือ การเร่งพัฒนาและปรับปรุงการบริหารจัดการระบบ Logistics ของกล้วยไม้ที่ส่งออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรมีการกำหนดค่าระวางที่เหมาะสมและมีการจัดหาพื้นที่ระวางเพื่อให้เพียงพอและสะดวกในการขนส่งกล้วยไม้ไปยังต่างประเทศ

ปัญหาการขยายพื้นที่เพาะปลูกกล้วยไม้ยังทำได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากราคาที่ดินมีราคาสูงขึ้น อีกทั้งเกษตรกรที่จะเข้ามาทำสวนกล้วยไม้ต้องมีความรู้ความชำนาญในการเพาะปลูกเป็นอย่างดี ดังนั้นแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวภาครัฐจึงควรเร่งส่งเสริมประชาสัมพันธ์การทำสวนกล้วยไม้ที่ถูกหลักตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเร่งพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพผลผลิตกล้วยไม้ให้เพิ่มขึ้น

ปัญหาความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะในสหภาพยุโรป จากมาตรฐานการตรวจสอบสารเคมีตกค้าง Methyl Bromide ที่ใช้ในการรมยาเพื่อกำจัดแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยไฟซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญของสวนกล้วยไม้ ดังนั้นภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาคุณภาพผลผลิตโดยการจัดตั้งเขตการผลิตที่ปลอดจากเพลี้ยไฟ และมีการตรวจรับรองสวนกล้วยไม้ก่อนการส่งออก รวมทั้งการรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันปัญหาความเสียหายของผลผลิตกล้วยไม้ได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในการผลักดันการสร้างมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชให้เป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศ

ปัญหาความต้องการดอกกล้วยไม้ในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขณะที่ปัจจุบันไทยเองยังมีการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้น้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดโลก และการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ชนิดใหม่ต้องใช้ระยะเวลา 1-2 ปีจึงจะสามารถสรุปความต้องการของตลาดได้ ทำให้ไทยมีโอกาสเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับประเทศอื่น ๆ ดังนั้นแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม คือภาครัฐโดยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งจัดสร้างศูนย์เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้อย่างจริงจัง ล่าสุดสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทยกำลังมีความพยายามเสนอให้ภาครัฐเร่งพิจารณานิคมกล้วยไม้เพื่อการส่งออกโดยเร่งคัดเลือกพื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรีที่มีศักยภาพเหมาะสมในการจัดตั้งเป็นนิคมกล้วยไม้สำหรับส่งออกบนพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์กล้วยไม้สกุลต่างๆ ให้มีสีสันแปลกใหม่ตรงกับความต้องการของตลาดส่งออกโดยเฉพาะเนื่องจากกล้วยไม้เป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดโลกสูง

บทสรุป
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปี 2551
มูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ของไทยจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 93.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตลาดหลักยังคงอยู่ในตลาดญี่ปุ่น รองลงมาเป็น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ส่วนตลาดที่มีน่าสนใจและมีศักยภาพสูงโดยเฉพาะในตลาดจีนและตลาดอาเซียน ซึ่งได้รับผลดีจากการทยอยลดภาษีสินค้าเกษตรตามความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจของตลาดกล้วยไม้ไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ไทยมีปัจจัยสนับสนุน จากการที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายเป็นอันดับ 1 ของโลก ทำให้เกษตรกรไทยมีความเข้มแข็งในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งมีความร่วมมือกันของภาครัฐทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหน่วยงานเอกชนตลอดจนสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันเป้าหมายการส่งออกกล้วยไม้ให้มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 10,000 ล้านบาทภายในระยะเวลา 3 ปี

อย่างไรก็ตาม การผลิตกล้วยไม้ของไทยยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายประการทั้งปัญหาด้านการผลิตและด้านการตลาด โดยมีอุปสรรคสำคัญจากปัญหาราคาปัจจัยการผลิตกล้วยไม้และต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐมีความพยายามพัฒนาปรับปรุงการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเร่งกำหนดค่าระวางการขนส่งและจัดหาพื้นที่ระวางอย่างเหมาะสมและเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการขนส่งกล้วยไม้ของไทยไปยังต่างประเทศ และภาครัฐมีการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรในการเพาะปลูกกล้วยไม้ให้เป็นไปตามมาตรฐานตามหลักการสากลเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศผู้นำเข้า โดยความพยายามร่วมกันของหน่วยงานรัฐและเอกชนในการผลักดันและยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชของสินค้ากล้วยไม้ของไทยให้เป็นที่ยอมรับของตลาดโลก รวมทั้งเร่งจัดตั้งโครงการศูนย์กลางกล้วยไม้แห่งชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้อย่างเป็นระบบ ตลอดจนเป็นแหล่งการซื้อขายกล้วยไม้ รวมทั้งเป็นแหล่งที่รวบรวมและพัฒนาบุคลากรด้านกล้วยไม้เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการที่ดีเพื่อรองรับความต้องการกล้วยไม้ของตลาดต่างประเทศที่นับวันจะขยายตัวขึ้น ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจกล้วยไม้ของไทยให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้ต่อไปในระยะยาว และเป็นสร้างโอกาสดีให้แก่การส่งออกกล้วยไม้ของไทยในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศให้กว้างขวางขึ้น

Digital TV & Media

ทีประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) มีมติ “ไม่ทบทวน” ตามที่ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวนมติของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) ที่กำหนดให้โครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ต้องยุติการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ภายใน 15 วัน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

บริษัทเอซี นีลเส็น ได้รายงานยอดซื้อสื่อโฆษณาในเดือนกันยายน 2557 พบว่า ยอดยอดซื้อสื่อโฆษณาอยู่ที่ 8,651 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกันยายน 2556 มียอดซื้อสื่อโฆษณาอยู่ที่ 9,697ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.79%

Consumer Insight

หญิงสาว อายุระหว่าง 18-25 ปี ถือว่าเป็น “กลุ่มผู้บริโภคเนื้อหอม” ของนักการตลาดที่ต้องการเจาะตลาดมากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์สินค้าต่างๆ แล้ว ยังเป็นวัยที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อสูง และมีอิมแพ็คในการแชร์ข่าวสารของแบรนด์จากการติดโซเชียลมีเดีย แต่สาวๆเหล่านี้ พฤติกรรมที่ยากจะเข้าใจ

เมื่อพฤติกรรมการใช้สื่อหลากหลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน บริษัท ทีเอ็นเอส บริษัทวิจัยการตลาดข้ามชาติ ได้สำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต Connected Life ของไทย พบว่า คนไทยใช้เวลาบนโทรศัพท์มือถือ เข้าอินเทอร์เน็ต ดูทีวี เล่นแท็บเล็ท แต่ให้เวลากับหนังสือพิมพ์ วิทยุ ไม่กี่นาทีต่อวัน

เมื่อยุคที่การ “รีวิวสินค้า” กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธการตลาดออนไลน์ยอดนิยม ที่หลายสินค้านำมาใช้ เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่มักจะเชื่อคำแนะนำจากเพื่อนฝูง และการบอกต่อในโลกออนไลน์มากกว่า “โฆษณา”

Insight

ความนิยมส่ง “สติกเกอร์” ไลน์ ส่งผลให้นักออกแบบ “สติกเกอร์” เป็นหนึ่งช่องทางทำเงินของนักออกแบบมืออาชีพ และสมัครเล่นไปแล้ว

ต้องถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กับการแต่งตั้ง “สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ขึ้นนั่งในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ของบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคข้ามชาติรายใหญ่ ที่มียอดขาย 40,000 ล้านบาทต่อปี ภายใต้ผลิตภัณฑ์ 30 กว่าแบรนด์ที่ทำตลาด เข้าถึงคนไทยทุกครัวเรือน คิดเฉลี่ยแล้วจะมีคนไทยใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์อย่างน้อย 3 ครั้งในหนึ่งวัน

แม้ที่ผ่านมาสหพัฒน์ได้เคยออกฟังก์ชั่นนอลดริ้งก์ในแบรนด์ “i-Healti” มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ดูเหมือนว่าตลาดจะไม่หวือหวา มีส่วนแบ่งการตลาดไปได้ไม่ถึง 5% เท่านั้น จากมูลค่าตลาดรวม 7,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 10% ต่อปี

Strategic Move

ช่วงวันคริสมาสต์ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในเทศกาลที่มีคนส่งของขวัญมากที่สุดอีกเทศกาลหนึ่ง บริษัท เฟดเอ็กซ์ คอร์ป ผู้ให้บริการขนส่งสินค้า ได้คาดการณ์ว่าการขนส่งสินค้าในช่วงเทศกาลวันหยุดจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง

จากแนวคิด Internet for All ของ “ดีแทค” ที่ตั้งเป้าว่าภายในปี 2017 ลูกค้าดีแทคจำนวน 80% จะต้องใช้อินเตอร์เน็ต จากปัจจุบันที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตหรือดาต้าจำนวน 40% เท่านั้น จึงเป็นที่มาของการที่ดีแทคต้องการกระตุ้นการใช้ดาต้าของผู้บริโภค ซึ่งจากอินไซต์ของผู้บริโภคเองนั้น คนส่วนใหญ่กว่า 80% ที่เริ่มมีการใช้ดาต้าเพราะใช้เฟซบุ๊กก่อน

จากการขยายตัวของการใช้ดาต้าในปัจจุบันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในแผนธุรกิจของ AIS ในปีนี้และปีหน้าคือ การมี Infrastucture ใหม่ๆ และไม่ได้โฟกัสที่ส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่ต้องไปถึงระดับชุมชน

Social Media Club

เชื่อว่าหลายคนคงจำคุณลุงฝรั่งคนหนึ่งพร้อมกับเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่พบในกรุงเทพฯ กับคลิปวิดีโอ “BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก” ด้วยสำนวนที่เป็นกันเองและมีถ้อยคำทะลึ่งเล็กน้อย แต่ทำให้คนดูรู้สึกสนุกและทำให้เกิดการแชร์ต่อไปมากมายบนโลกออนไลน์

Facebook เปิดตัว FBIQ แหล่งข้อมูลแห่งใหม่ที่ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจผู้คนที่มีความแตกต่างในแง่ของเจเนอเรชั่น สถานที่อยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ และเวลาที่เข้าใช้ ผ่านข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

เมื่อ “เฟซบุ๊ค” ยังเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คครองความนิยมมาเป็นอันดับแรก บรรดาแบรนด์ต่างๆ จึงต้องมุ่งเน้นทำการสื่อสารบนเฟซบุ๊ค แต่การสื่อสารบนเฟซุบุ๊คไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย "บริษัทแอดยิ้ม ออนไลน์ เอเยนซี่" ได้นำเสนอ แนวทางการ การสร้างคอนเทนต์ที่ดีในเฟซบุ๊ค มีจุดร่วมที่ต้องให้ความใส่ใจ ควรคำนึงถึงในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทางเฟซบุ๊ค

Columnist

วันนี้ขออนุญาตพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ควรระวังในการตลาดปี 2015 ก่อนอื่นคงจะเห็นได้ว่า มีปัจจัยมากมายที่ Controls และ Un-controls ซึ่งกำลังพูดถึง ปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

“คนเราก็มีความฝันกันได้ ! และมันจะเป็นยังไง ? หากวันนึงฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา !” ข้อความภาษาจีนที่เขียนบนเสื้อยืดที่บริษัท “อาลีบาบา กรุ๊ป” แจกให้กับพนักงานนับหมื่นในเครือในวันที่หุ้นที่ใช้ชื่อย่อของบริษัท “BABA” เข้าไปเคาะระฆังดังกระหึ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จ

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

“คนเราก็มีความฝันกันได้ ! และมันจะเป็นยังไง ? หากวันนึงฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา !” ข้อความภาษาจีนที่เขียนบนเสื้อยืดที่บริษัท “อาลีบาบา กรุ๊ป” แจกให้กับพนักงานนับหมื่นในเครือในวันที่หุ้นที่ใช้ชื่อย่อของบริษัท “BABA” เข้าไปเคาะระฆังดังกระหึ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จ

7 ปีก่อน เมื่อผู้เขียนกลับจากเมืองจีน หลายคนสงสัยว่าของแปลกๆ อย่างโต๊ะคอมที่แม้นอนบนเตียงก็ยังพิมพ์งานได้ รวมถึงรองเท้าไนกี้รุ่นที่ไม่เคยเห็นในท้องตลาดนั้นข้าพเจ้าได้มาอย่างไร ผู้เขียนจึงตอบไปแค่สั้นๆ ว่า “ช้อปจากเถาเป่า”

การทำอีเว้นท์แจก Sampling สินค้าตัวอย่างคงจะธรรมดาไปแล้วเรียบร้อย ยุคนี้ต้องไฮเทคกว่านั้น ออฟไลน์ หรือออนไลน์ต้องมีครบ

People

การขึ้นนั้งเก้าอี้ใหญ่ของ “สุพัตรา” จึงไม่ธรรมดา เธอเข้าทำงานในยูนิลีเวอร์มา 21 ปี ผ่านทั้งงาน “บู๊ และบุ๋น” ทั้งในไทย และในระดับภูมิภาค

คณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย ประกาศแต่งตั้ง ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ เป็นรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ดูแลสายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริกา

หลังจากซีอีโอคนเดิม กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ประกาศแต่งตั้ง กนิษฐ เมืองกระจ่าง รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร แทน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ. ศ. 2557 เป็นต้นไป

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348