ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ : ลดภาระค่าครองชีพได้เพียงระดับหนึ่ง

จากผลการประชุมของคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551 เห็นชอบให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีกครั้ง หลังจากที่ได้มีการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปแล้วตั้งแต่จังหวัดละ 1-7 บาท เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา แต่จะปรับเพิ่มในอัตราเท่าไหร่ยังไม่ได้ข้อสรุป

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้มีการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีกครั้งในปี 2551 เนื่องจากราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยทั่วไปปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงส่งผลทำให้ภาระค่าครองชีพในส่วนของการเดินทางมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551(ม.ค.-มี.ค.) ได้เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 5.0 เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2550 ที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.4 เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนีราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 6.8 เปรียบเทียบกับช่วงระยะเดียวกับปีก่อนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1

ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือดัชนีราคาสินค้าหมวดยานพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสารที่เป็นพลังขับเคลื่อนผู้คนในสังคมได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.2 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อนที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.9 ส่งผลทำให้ผู้ใช้แรงงานตามโรงงานและมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำต้องกระเม็ดกระแหม่ในการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีผลทำให้อุปสงค์รวมของประเทศมีแนวโน้มลดลงได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม องค์กรผู้ใช้แรงงานต่างๆได้พยายามเรียกร้องให้ทางการประกาศปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของบรรดาผู้ใช้แรงงาน โดยมีการเรียกร้องให้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราที่เท่ากันทั้งหมดทั่วประเทศวันละ 9 บาท

โดยองค์การผู้ใช้แรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้

1.ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 9 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจความเป็นอยู่ปัจจุบัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะพิจารณาปรับให้เป็นของขวัญในวันแรงงานแห่งชาตินี้

2.ให้รัฐบาลจัดตั้งโรงพยาบาลประกันสังคมเป็นของตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการบริการผู้ประกันตน

3.ให้รัฐบาลออก พ.ร.บ.คุ้มครองคนงานที่รับงานไปทำที่บ้าน เนื่องจากสภาพปัจจุบันมีแรงงานที่รับงานไปทำที่บ้านจำนวนมากแต่ยังขาดการคุ้มครองดูแลไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยในการทำงาน ค่าจ้างสวัสดิการ เป็นต้น

4.ให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เนื่องจากปัจจุบันคนงานติดเชื้อ บาดเจ็บตายจากการทำงานเป็นจำนวนมากเหตุมาจากสภาพแวดล้อมและสารเคมีในการทำงาน

5.ให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 ในประเด็นการให้ความคุ้มครองแรงงานในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน เป็นต้น

ขณะเดียวกันในส่วนของนายจ้างจะพบได้ว่าการขอปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องใช้แรงงานไร้ฝีมือเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันมีแรงงานที่ทำงานในโรงงานและสถานประกอบการทั่วประเทศจำนวน 8.5 ล้านคน (แรงงานในระบบประกันสังคม) ซึ่งค่าจ้างของแรงงานเหล่านี้มักจะถูกกำหนดตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราค่าจ้างอ้างอิง (Reference Wage Rate)

นอกจากนั้นยังมีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งที่ทำงานอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอีกประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ก็ทำงานโดยใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเหมือนกัน

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ : ใช้กับแรงงานใหม่
สำหรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ที่กฎหมายกำหนดเป็นอัตราค่าจ้างสำหรับแรงงานใหม่ไร้ฝีมือ (Unskilled Labor) ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน และมีอายุการทำงานไม่เกิน 1 ปี โดยปัจจุบันมีแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณปีละ 5-6 แสนคน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานไร้ฝีมือ ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ายังมีแรงงานจำนวนมากที่ได้รับเงินค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแม้จะทำงานเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม

ซึ่งจากการสำรวจของกระทรวงแรงงานพบว่ามีแรงงานทั่วประเทศที่ทำงานโดยได้รับค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมากถึงประมาณ 3 ล้านคน โดยเป็นแรงงานไทยประมาณ 2 ล้านคน และแรงงานต่างด้าวประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำงานแบบลูกจ้างรายวันในสถานประกอบการขนาดเล็ก

ดังนั้นเมื่อพิจารณาผลกระทบของการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแล้วจะพบได้ว่า สถานประกอบการขนาดเล็กได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากต้นทุนจะสูงขึ้น เพราะใช้แรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก

สำหรับสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องสถานประกอบการเหล่านี้ส่วนใหญ่จ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว

ผลกระทบค่าจ้างขั้นต่ำต่อเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศ

จากการศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ถ้ามีการปรับค้าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 1 บาทจะส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าทั่วไปร้อยละ 0.02 (กรณีที่คิดเฉพาะต้นทุนของค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นในส่วนของแรงงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ)

ซึ่งถ้ามีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 4 บาท จะส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าทั่วไปร้อยละ 0.08
และถ้ามีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 9 บาท จะส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าทั่วไปร้อยละ 0.18

ซึ่งผลกระทบของการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่มีต่อราคาสินค้าทั่วไปค่อนข้างน้อย แต่เนื่องจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราอ้างอิงที่สถานประกอบการนำไปใช้ในการจ่ายค่าจ้างให้กับแรงงาน ขณะเดียวกันฝ่ายแรงงานก็จะใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นมาตรฐานในการขอปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานทั่วไปด้วย

ดังนั้นการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจึงจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่นๆทางเศรษฐกิจด้วย เช่น ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แรงจูงใจการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ(Foreign Direct Investment) รวมไปถึงผลกระทบจากการเพิ่มสูงขึ้นของต้นทุนการผลิตอันจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นในที่สุด

ความเห็นเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นเกี่ยวกับการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ดังนี้

1.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้เฉพาะหน้า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจจะช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้แก่แรงงานและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากภาวะราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงคงไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานได้ทั้งหมด เนื่องจากตัวแปรสำคัญของปัญหาอยู่ที่ราคาน้ำมันทะยานเพิ่มสูงขึ้นมาก ขณะที่ราคาวัตถุดิบ และสินค้าอาหารมีการปรับราคาสูงขึ้นผันแปรตามราคาในตลาดโลก

2.ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับสภาวะต้นทุนสูงขึ้น ในสภาวะปัจจุบันจะพบได้ว่าที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาจากต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการปรับขึ้นค่าแรงจะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของการจ้างงานที่ใช้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงกว่าในอดีตมาก เนื่องจากแรงงานมีการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สูงขึ้น ทำให้แรงงานสามารถเข้าทำงานประเภทใช้ฝีมือและได้รับเงินเดือนสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

3.รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาราคาสินค้าแพงจะส่งผลทำให้มีความคาดหวังว่ารัฐบาลน่าจะมีมาตรการทางด้านนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยจะต้องเร่งดำเนินนโยบายเพิ่มอำนาจซื้อให้แก่ประชาชนโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันในด้านต้นทุนเช่นนี้ ผลที่จะเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายการเงินและการคลังในการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจจะมีข้อจำกัด เนื่องจากการปรับขึ้นค่าจ้าง อาจจะเป็นเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการนำไปใช้เป็นเหตุผลในการปรับขึ้นราคาสินค้าให้สูงขึ้นไปอีก ซึ่งคงต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องดูแลสอดส่องให้การปรับราคาสินค้าของผู้ประกอบการอยู่ในกรอบที่สมเหตุสมผลและยอมรับได้

ตามที่องค์กรแรงงานได้เรียกร้องให้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้เพิ่มสูงขึ้น โดยคณะกรรมการค่าจ้างได้มีมติอนุมัติให้ปรับเพิ่มไปแล้ว และในขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการค่าจ้างแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ โดยคาดว่าคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำจะมีการนำเสนออัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มใหม่เพื่อเป็นของขวัญให้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2551 นี้

หวังว่า แรงงาน ผู้สร้างโลกคงจะได้รับข่าวดีและมีความสุขทั่วหน้ากันทุกคน

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
(เริ่มใช้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2551)
วันละ/บาท จังหวัด
194 กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร
193 ภูเก็ต
175 ชลบุรี
170 สระบุรี
165 ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา ระยอง
163 ระนอง
162 พังงา
160 กระบี่ เพชรบุรี
159 เชียงใหม่
158 จันทบุรี ลพบุรี
157 กาญจนบุรี
156 ราชบุรี สิงห์บุรี
155 ปราจีนบุรี สมุทรสงคราม สระแก้ว
154 ตรัง เลย อ่างทอง
152 ประจวบคีรีขันธ์ ลำพูน สงขลา
150 ขอนแก่น ชุมพร ตราด นครนายก นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ บุรีรัมย์ พัทลุง เพชรบูรณ์ สตูล สุราษฎร์ธานี หนองคายอุดรธานี อุทัยธานี
149 กำแพงเพชร ชัยนาท ลำปาง สุโขทัย สุพรรณบุรี
148 กาฬสินธุ์ นครพนม นราธิวาส ปัตตานี พิษณุโลก มุกดาหาร ยะลา สกลนคร หนองบัวลำภู
147 ตาก มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และอุตรดิตถ์
146 ชัยภูมิ เชียงราย พิจิตร แพร่ ศรีสะเกษ
145 อำนาจเจริญ อุบลราชธานี
144 น่าน พะเยา

ที่มา : กระทรวงแรงงาน
รวบรวม : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

Digital TV & Media

มีแนวโน้มผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล 24 ช่อง อาจได้รับผ่อนผันเลื่อนการจ่ายเงินค่าใบอนุญาตที่ได้ประมูลมาใน ปีที่สอง จำนวน 8,124.20 ล้านบาท ออกไปอีก 1 ปี

หลังจาก “ดิจิทัลทีวี” ผ่านครึ่งปีแรกของการดำเนินธุรกิจ คือเริ่มออกอากาศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มาด้วยความทะลักทุเล

บริษัทนีลเส็น ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดเผย 10 แบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดในเดือนมีนาคม 2015 ผลปรากฎว่า โตโยต้า มาเป็นอันดับ 1 ใช้งบไป 171 ล้านบาท ตามมาด้วยเทสโก้ โลตัส ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ใช้งบโฆษณาไป 130 ล้านบาท เครื่องดื่มโค้กใช้ไป 104 ล้านบาท เพื่อรับกับช่วงซัมเมอร์ และบรีสใช้ไป 97 ล้านบาท ตามด้วยผลิตภัณฑ์นม ดูเม็กซ์ ใช้ไป 95 ล้านบาท

Consumer Insight

คนไทย Gen X และ Gen Y ยอม “ลดเงินเดือน” เพื่อแลกกับความยืดหยุ่นในการทำงาน เผยชีวิต ติด“สมาร์ทโฟน” จำเป็นทั้งเรื่องทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว

“ดันน์ฮัมบี้” บริษัทที่ทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ได้เผยผลวิจัยว่าภาคไหนในประเทศไทยนิยมซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์มากที่สุด พบว่าคนไทยใน “ภาคใต้” มีแนวโน้มสูงที่ไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าในช่วงสงกรานต์มากกว่าภาคอื่นๆ โดยที่ดันน์ฮัมบี้ได้ใช้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อ จากจำนวนผู้บริโภคจำนวน 8.2 ล้านคนที่ซื้อสินค้าในเทสโก้ โลตัส

จากผลสำรวจการให้ความสำคัญในการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในปี 2557 ซึ่งจัดทำโดยมาสเตอร์การ์ด (MasterCard Consumer Purchasing Priorities 2014) พบว่าประมาณ 3 ใน 4 ของผู้บริโภคชาวไทยที่อยู่ในการสำรวจ วางแผนท่องเที่ยวพักผ่อนทั้งในประเทศและต่างประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเชียงใหม่และภูเก็ตยังครองแชมป์จุดหมายปลายทางในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด

Insight

หลังผ่านพ้นจากภาวะฝุ่นตลบมาแล้ว ได้เวลาที่ดิจิตอลทีวีต้องเร่งสปีด อัดฉีดรายการกันแบบเต็มพิกัด คราวนี้มาถึงคิวถ่ายทอดสด “กีฬา” ที่ช่องทีวีต่างๆ ใช้เป็น “ทางด่วน” กระชากเรตติ้งผู้ชมพุ่งขึ้นทันที

เจาะลึก...สงครามบริการด้านการเงิน เมื่อ 3 ค่ายโอเปอเรเตอร์มือถือ เอไอเอส ดีแทค และทรู แปลงกายเป็น “ธนาคารบนมือถือ” หรือ “โมบายแบงกิ้ง” เพื่อเป็นช่องทางหารายได้ใหม่ ในยุคที่มือถือกำลังเบ่งบานสุดขีด

“แกร็บแท็กซี่” เป็นอีกหนึ่งรายที่เข้ามาบุกตลาดแท็กซี่ในประเทศไทย ได้เข้ามาทำตลาดได้ 2 ปีแล้ว ในรูปแบบของการเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น ท่ามกลางผู้เล่นในตลาดอีกทั้งหมด 3 ราย ด้วยกัน ได้แก่ อูเบอร์, อีซี่แท็กซี่ และน้องใหม่จากนครชัยแอร์

Strategic Move

ได้ฤกษ์ดีเดย์เปิดตัว ZenFone 2 สมาร์ทโฟนแฟล็กชิพตัวใหม่จาก Asus ตระกูล ZenFone ได้จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงตาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นการเปิดตัวครั้งแรกในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่มีการเปิดตัวครั้งแรกที่งาน CES 2015 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

สกาย สปอร์ต อิตาเลีย สำนักข่าวดังจากอิตาลี รายงาน บี เตชะอุบล นักธุรกิจหนุ่มชาวไทย เตรียมตัวนั่งเก้าอี้เป็นประธานคนใหม่ของสโมสร เอซี มิลาน ทีมดังแห่งศึก กัลโช เซเรีย อา อิตาลี หลังเตรียมควักเงิน 780 ล้านยูโร (ประมาณ 31,200 ล้านบาท) เทกโอเวอร์ กิจการ “ปิศาจแดง-ดำ” ช่วงสุดสัปดาห์นี้

การขายกิจการสมาร์ทโฟนให้ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เมื่อปี 2013 นั้นมีข้อกำหนดว่า โนเกีย (Nokia) จะไม่สามารถผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ออกมาจำหน่ายได้จนกว่าจะถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2015 ล่าสุดมีข่าวลือสะพัดว่า โนเกียกำลังเตรียมแผนกลับมาเล่นในตลาดสมาร์ทโฟนอีกครั้งช่วงปีหน้า ซึ่งเหลืออีกเพียง 8 เดือนก็จะพ้นกรอบเวลาที่กำหนดไว้

Social Media Club

ใกล้จะถึง 1 พันล้านเข้าไปทุกทีสำหรับวอตซแอป (WhatsApp) แอปพลิเคชันรับส่งข้อความสนทนายอดฮิตที่ฉลองยอดผู้ใช้งานประจำทะลุหลัก 800 ล้านชื่อบัญชีต่อเดือน โดยตัวเลขผู้ใช้ของวอตซแอป 100 ล้านบัญชีล่าสุดนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นในเวลาเพียงไม่เดือนหลังจากที่วอตซแอปเพิ่งโชว์ตัวเลขผู้ใช้ 700 ล้านบัญชี

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) เพราะนับแต่นี้หากใครพลาดทำอุปกรณ์สูญหายหรือถูกขโมย ก็จะสามารถค้นหาพิกัดที่อยู่ของอุปกรณ์นั้นได้แสนง่ายด้วยการเสิร์ชบน Google.com

หลังจากที่มีการเปิดตัว “แอปเปิล วอช” อย่างเป็นทางการแล้ว ทางด้านของ “ไลน์” ก็ได้เผยโฉมหน้าตาของตนเองในแพลตฟอร์มของแอปเปิล วอชเช่นกัน โดยที่จะสามารถเชื่อมต่อกับไอโฟนที่ได้อัปเดตไลน์เป็นเวอร์ชั่น 5.0.2 ขึ้นไป

People

นางคือเจ้าแม่แห่งวงการแต่งหน้าที่แม้แต่ดาราชื่อดังอย่าง แอฟ ทักษอร, พลอย เฌอมาลย์ ฯลฯ ก็ผ่านการเนรมิตให้ดูสวยสง่าเพราะฝีมือการผัดแป้งแต่งหน้าของเธอกันมานักต่อนัก และล่าสุด เหล่าพริตตี้หลากหลายค่ายในงานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด เธอก็เสริมความสวยบนใบหน้าให้แก่เหล่านางฟ้ามอเตอร์โชว์แทบจะหมดทั้งฮอลล์

25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคือวันที่กูเกิลประเทศไทยประกาศต้อนรับหัวหน้าฝ่ายการตลาดคนใหม่นามว่า “ภีท นุชนาฏนนท์” สิ่งที่น่าจับตาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าภีทเป็นใคร แต่อยู่ที่ประสบการณ์ของภีทอาจจะบอกใบ้แนวทางของกูเกิลประเทศไทยในอนาคต

พลิกปูมธุรกิจ “บี เตชะอุบล” ทายาทคนโตแห่งตระกูลเตชะอุบล เจ้าของอาณาจักรคันทรี่ กรุ๊ป ผู้หาญกล้าควักเงินหมื่นล้าน ซื้อปีศาจแดง-ดำ เอซี มิลาน สโมสรฟุตบอลระดับโลกแห่งลีกอิตาลี พบเป็นและเคยเป็นผู้บริหารบริษัทไทยอยู่ 15 บริษัท โดย 5 บริษัทดำเนินกิจการอยู่ ส่วนอีก 10 เลิกกิจการไปแล้ว

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348