ค่าเงินบาท จุดตายเศรษฐกิจไทย

สถิติมีไว้ให้ทำลาย แต่บางสถิติสำหรับบางอย่างหากถูกทำลายบ่อย ๆ อาจเกิดหายนะขึ้นมาได้ เหมือนอย่างที่เกิดกับภาวะเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น “จุดตาย” ที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยอาจต้องล่มสลายลง

วิกฤตการณ์ค่าเงินบาทครั้งนี้ จะเป็นเช่นเดียวกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นักธุรกิจทุกคนต้องรู้ เพื่อการเตรียมพร้อมขององค์กร สำหรับ “จุดยืน”ของธุรกิจ ที่ต้องรู้ทั้งภาพด้านลึก และระดับกว้าง ระดับเศรษฐกิจมหาภาค

ปัญหาค่าเงินบาทเริ่มชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2549 จนวันที่ 19 มีนาคม 2550 ที่ค่าเงินบาทเปิดตลาดแตะระดับ 34.82-34.84 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 9 ปีครึ่ง

การทำนิวไฮยังไม่หยุดยั้งในวันถัดมา จนมีการคาดการณ์ว่าเงินบาทอาจแข็งค่าไปอยู่ที่ 32 บาท !!!! ในไม่ช้า

สาเหตุที่ “ค่าบาทแข็ง” ต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เกิดขึ้นจากปัจจัยใด และมาตรการการเข้า “สกัด” ของแบงก์ชาติ มีมาตรการใดบ้าง แน่นอนมีมากกว่า 1 แต่เหตุใดจึงยังไม่ได้ผล สุดท้ายผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบจาก “บาทแข็ง” ควรช่วยเหลือตัวเองรับมืออย่างไร POSITIONING มีคำตอบ

สาเหตุปั่น “บาทแข็ง”

“เงินบาท” ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ มีความหมายถึง “เงินบาท” เป็นที่ต้องการเหมือนสินค้าที่มีผู้ต้องการมาก ก็มักมีราคาสูงขึ้น ในที่นี้คือค่าเงินบาทมีราคาสูงขึ้น เปรียบเทียบได้ว่าจากเดิมที่ต่างชาติเคยใช้เงินเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกเงินบาทได้ถึง 40 บาท แต่ปัจจุบันต้องใช้มากกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ถึงจะแลกได้ 40 บาท

สาเหตุที่ทำให้ “เงินบาท” เป็นที่ต้องการมาก จนแข็งค่าขึ้นมี 5 ปัจจัยคือ

1. ความไม่สมดุลของภาวะเศรษฐกิจโลก (Global Imbalance)
สาเหตุหลักของความไม่สมดุลในปัจจุบัน มาจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาชะลอตัว คาดจีดีพีในปี 2007 จะอยู่ในระดับ 2% เท่านั้น อันเนื่องมาจากการบริโภคชะลอตัว และในด้านเศรษฐกิจมหภาคที่ขาดดุลการคลัง ขาดดุลการค้า และส่งผลไปถึงดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลถึงเดือนละ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คนเริ่มไม่มั่นใจในการถือครองเงินดอลลาร์ แม้จะไม่ขาย แต่ก็หลีกเลี่ยงที่จะถือเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียขยายตัวดี โดยเฉพาะจีน และอินเดีย นำมาสู่สาเหตุที่ 2 คือการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ

2. การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ
ไม่ว่าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลงตามภาวะความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก หรือเพราะความจงใจของสหรัฐฯ เอง แต่ขณะนี้ค่าเงินดอลลาร์ได้อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ

3. การเพิ่มขึ้นของดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จากยอดการส่งออก และดุลบริการที่เพิ่มขึ้น นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้นในตลาด เพราะเมื่อผู้ส่งออกรับรายได้มาเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ต้องแลกกลับเป็นเงินบาท

4. การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ
ปัจจัยนี้ “ธาริษา วัฒนเกส” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เหตุผลว่าเพราะโลกปัจจุบันมีการเชื่อมโยงทางการเงินสูง และประเทศไทยเอง ก็เปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้สะดวก แต่เพราะเป็นประเทศเล็ก ระบบการเงินเริ่มพัฒนา โดยผู้ร่วมตลาดยังไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือทางการเงิน และป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน จึงเปราะบางต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่รวดเร็ว และมีจำนวนสูง

แหล่งที่เงินทุนต่างประเทศไหลเข้า หากเป็นเงินทุนเพื่อลงทุนขยายธุรกิจ หรือตั้งโรงงาน เมื่อเข้ามาแล้ว แลกเป็นบาทมาลงทุน เกิดโรงงาน เกิดการจ้างงาน จ่ายผลตอบแทน หมุนเวียนกลับไปยังผู้ลงทุนเป็นดอลลาร์ จะไม่เป็นปัญหา แต่ภาวะความเป็นจริงคือ อัตราการลงทุนของภาคเอกชนไม่สูงนัก โดยเติบโตไม่ถึง 10% จากเดิมที่เคยเติบโตเกิน 20% ต่อปี

ข้อมูลจากแบงก์ชาติที่เฝ้าจับตาการไหลข้าวของเงินทุนต่างชาติ ยังพบว่ามีการไหลเข้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 และเร่งตัวมากขึ้นในปี 2549 ส่วนหนึ่งเพื่อซื้อกิจการสื่อสารขนาดใหญ่ บางส่วนมาร่วมทุนกับเอกชนไทยและสถาบันการเงิน และที่แบงก์ชาติจับตามาตลอดคือไหลเข้าเพื่อการเก็งกำไร รวม 2 ปี ไหลเข้าถึง 16,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

5. การเก็งกำไร
การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติยังพุ่งไปยังตลาดหุ้น แม้ไม่คึกคักนัก แต่ก็มีส่วนทำให้เกิดการเก็งกำไร เพราะตลาดหุ้นไทยที่ไร้ปัจจัยบวก ทำให้เป้าหมายที่ต่างชาติที่เข้าซื้อสุทธินั้นมี เหตุผลหลัก คือซื้อหุ้นเพื่อนำเงินมาพักไว้ก่อน เมื่อเงินบาทแข็งในระดับหนึ่งแล้ว ก็ขายหุ้น และนำเงินบาทไปแลกเงินดอลลาร์ที่ได้จำนวนมากขึ้น เป็นการกินกำไรส่วนต่างอย่างชัดเจน

การเก็งกำไรจนทำให้บาทแข็งค่าขึ้นมีสัญญาณที่เห็นถึงความผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม 2549 ก่อนที่แบงก์ชาติประกาศมาตรการกันสำรอง 30% โดยค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเป็นทิศทางเดียว (One-way Appreciation) เงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก และมีลักษณะเข้าออกเป็นรายวันในจำนวนที่ผิดปกติ

จากมาตรการกันสำรอง 30% เพื่อจำกัดการถือครองเงินบาทในประเทศ ให้สามารถเคลื่อนไหวในระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงหนึ่ง แต่กลับทำให้เกิดช่องทางการเก็งกำไรเพราะอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างตลาด On Shore และ Off Shore แตกต่างกัน โดยค่าเงินบาทในตลาด Off Shore แข็งกว่าตลาด On Shore

ตลาด On Shore หมายถึงการซื้อขายเงินตราต่างประเทศแลกกับเงินบาท ระหว่างคนไทยด้วยกัน หรือระหว่างคนไทยกับต่างชาติ

ตลาด Off Shore หมายถึงการซื้อขายเงินตราต่างประเทศระหว่างคนต่างชาติด้วยกันเอง

แม้จะมีเกณฑ์กำหนดจำนวนเงินที่สามารถนำออกนอกประเทศได้ แต่ไม่มีใครมั่นใจได้ว่าไม่มีการลักลอบขนเงินออกนอกประเทศไทย หากทำสำเร็จ ณ เดือนมีนาคม อัตราแลกเปลี่ยนในตลาด Off Shore 1 ดอลลาร์เท่ากับ 32-33 บาท ขณะที่อัตรา On Shore อยู่ที่ประมาณ 34-35 บาท ส่วนต่างกำไรอยู่ที่ 1-2 บาทต่อดอลลาร์ (อ่านล้อมกรอบ)

ยิ่งสกัด “บาท” ยิ่งแข็ง

จาก 5 ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ เงินบาทแข็ง ในลักษณะผันผวนในทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แบงก์ชาติต้องหันมาตื่นตัวในการหามาตรการทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะนักเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือนักบริหารของทางการต่างตระหนักดีว่าค่าบาทที่มีราคามากขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้มาจากพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลคือ ไม่ว่าบาทจะอ่อนหรือแข็ง หากอยู่ในลักษณะผันผวนเกินไป ย่อมส่งสัญญาณร้ายต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตเศรษฐกิจของไทยในปี 2540 ที่ไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท จนอ่อนค่าไปแตะเกือบ 50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

บาทแข็งในรอบนี้ “ธาริษา” ระบุชัดเจนว่า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วไม่สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย โดยเปรียบเทียบค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 16.5% ในวันที่ 15 ธันวาคม 2549 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2548 หรือหากเทียบกับเดือนมีนาคม 2550 แข็งค่าขึ้นกว่า 17% ขณะที่เงินสกุลอื่นแข็งค่าไม่สูงเท่าบาท เช่น เงินวอนเกาหลีใต้แข็งค่าขึ้น 9.5% โดยจีดีพีของไทยเติบโตเพียง 4.7% เท่านั้น และที่เห็นชัดเจนคือการเก็งกำไรจนทำให้บาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่คำถามคือ ยิ่งแบงก์ชาติพยายามออกมาตรการ หรือใช้แผนปฏิบัติการอะไร ก็ดูเหมือน “บาท” จะยิ่งดื้อยา แข็งค่าให้เห็นมากขึ้น

เกาไม่ถูกที่คัน

มาตรการที่แบงก์ชาติงัดมาใช้ และเกิดปฏิกิริยารุนแรงคือมาตรการให้ผู้นำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ต้องกันสำรองไว้ 30% จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “ยาแรง” เกินไป เพราะผลทันตาคือดัชนีตลาดหุ้นร่วงจากนักลงทุนเทขายโดยเฉพาะต่างชาติ จนดัชนีดิ่ง และมาร์เก็ตแค็ปหายไป 8 แสนล้านบาท ที่สำคัญยังทำให้เกิดช่องการเก็งกำไรระหว่างตลาด Off Shore และ On Shore มากขึ้น จนกลายเป็นปมปัญหาที่ยิ่งรัดแน่นอยู่จนถึงทุกวันนี้

มาตรการกันสำรอง 30% ไม่ใช่ความพยายามแรกของแบงก์ชาติในการรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้บาทไม่ผันผวน แต่ตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา แบงก์ชาติได้ออกแรงเข้าแทรกแซง โดยลงทุนไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งการออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่องในระบบ และโดยเฉพาะการนำเงินเข้าไปซื้อดอลลาร์ในตลาด เพื่อให้ดอลลาร์ในประเทศลดลง เนื่องมาจากความต้องการคนไม่มั่นใจในการถือดอลลาร์

จนปรากฏให้เห็นในฐานะการเงินของแบงก์ชาติว่ามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่มีระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงของโลก โดยเงินทุนสำรองของไทย ณ 30 ธันวาคม 2547 อยู่ที่ 49,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจนถึง 16 มีนาคม 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 69,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การแทรกแซงเริ่มไม่ได้ผล โดย ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่าหากมองจากมาตรการแทรกแซงที่แบงก์ชาติทำมาตลอดนั้น ถือว่าทำมานานเกินไป ซึ่งความจริงเงินบาทต้องอ่อนค่าลงบ้าง แต่กลับมีสิ่งผิดปกติคือแข็งค่าขึ้นแบบผันผวนเกินไป ซึ่งตามหลักแล้วไม่ว่าค่าเงินอ่อนหรือแข็งจะต้องไม่เร็วหรือผันผวนจนเกินไป การแทรกแซงลักษณะนี้ทำให้นักเก็งกำไรสามารถคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนที่แบงก์ชาติต้องการได้

มาตรการลดดอกเบี้ย เพื่อหวังกระตุ้นการลงทุน และลดแรงจูงใจของเงินทุนไหลเข้าที่จะมาเก็งกำไรจากดอกเบี้ย โดยมีเสียงเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของแบงก์ชาติ ที่จะประชุมกันในเดือนเมษายนนี้ ลดแรงไปถึง 1% นั้น อาจได้ผลในระยะสั้นเท่านั้น แต่ กนง.คงตัดสินไม่ง่ายนัก เพราะปัจจัยราคาน้ำมัน ที่อาจส่งผลถึงเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และพื้นฐานความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทยยังเป็นสิ่งที่แบงก์ชาติต้องคำนึงถึง

“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” เจ้าหน้าที่แบงก์ชาติยังได้เขียนบทความเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของแบงก์ชาติว่าประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเล็ก พบว่าการขึ้นดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ย ในทางปฎิบัติอาจไม่ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป เพราะส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยมีส่วนที่เป็น Risk Premium, แต่ละประเทศมีความเข้มข้นในการเข้าแทรกแซงค่าเงินต่างกัน และการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศ

“แบงก์พาณิชย์” ต้องสงสัย ?

ความพยายามของแบงก์ชาติเริ่มชัดเจน และมองหาต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง เล็งไปที่ธนาคารพาณิชย์ ที่นิ่งเฉยมาโดยตลอดกับภาวะเงินบาทแข็งค่าขึ้น

“แบงก์ชาติยอมรับว่า มีธนาคารพาณิชย์มีพฤติกรรมการหาประโยชน์จากค่าเงินบาท จึงได้ขอความร่วมมือไปยังสมาคมธนาคารไทย ให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลกันเอง รวมทั้งขอข้อมูลการรายงานการถือครองเงินตราต่างประเทศ”

คำให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าแบงก์ชาติ ที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมชัดเจนของธนาคารพาณิชย์ที่ควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับบาทที่แข็งค่าขึ้น หลังต้องสงสัยว่าทำกำไรจากค่าเงินไปแล้วจำนวนมาก

นอกจากการให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลกันเองแล้ว การเรียกนายธนาคารมาหารือที่แบงก์ชาติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2550 ธนาคารพาณิชย์ยังได้รับการตอกย้ำว่าแบงก์ชาติขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศไทย ไม่ให้ร่วมมือในการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยการเทขายเงินดอลลาร์ด้วย โดยให้ธนาคารพาณิชย์รายงานสถานะการดำรงเงินตราต่างประเทศต่อแบงก์ชาติอย่างตรงเวลา และรายงานอย่างต่อเนื่อง

จากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 ที่เลขาธิการ สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ส่งหนังสือลับเฉพาะถึงธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศไทย เพื่อขอความร่วมมือในการดูแลค่าเงินบาท ใจความว่า เนื่องด้วย ธปท.ให้ธนาคารพาณิชย์ ปรับการดำรงสถานะการดำรงเงินตราต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้เท่ากับวันที่ 1 มกราคม 2550 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 มีนาคม 2550 และขอให้รายงานสถานะการดำรงเงินตราต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 22-27 มีนาคมนี้ ขึ้นตรงกับผู้ว่าการธนาคารธปท.ในวันถัดไป

ปรับตัวรับมือ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับค่าเงินบาทที่มีผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ส่งออก และผู้รับรายได้ ค่าจ้างเป็นเงินดอลลาร์ แต่ก็มีผู้ที่ได้รับประโยชน์ คือผู้นำเข้าที่ซื้อในต้นทุนถูกลง สำหรับผู้ได้รับผลกระทบเพราะเงินดอลลาร์ที่ได้รับมาแล้ว เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทได้รับเงินน้อยลง จึงเกิดคำถามในกลุ่มผู้ส่งออกว่าควรปรับตัว และหาทางป้องกันต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไร นอกเหนือจากการเรียกร้องให้รัฐเข้าแทรกแซงค่าเงินเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ว่าค่าเงินกลับมาอ่อนตัวลง แต่เมื่ออ่อนได้ก็แข็งค่าขึ้นได้อีก การรับมือเพื่อให้เกิดเสถียรภาพกับฐานะการเงินของตัวเองจึงน่าจะเป็นมาตรการที่ดีที่สุด

มาตรการเฉพาะหน้า คือการทำป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ถือว่าคุ้มค่ากว่า, ตกลงกับคู่ค้าในการกำหนดราคาที่ชัดเจน และการกำหนดราคาสินค้าเป็นเงินสกุลอื่น ที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับมาตรการระยะยาวนั้น ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกควรเริ่มวางแผนการทำกำไรเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มยอดขายและลดต้นทุน การหาตลาดใหม่ การเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน

มาตรการเหล่านี้ถูกเรียกร้องจากทางการให้ผู้ส่งออกปรับนำมาใช้มาโดยตลอด แต่ไม่บรรลุผล เพราะเห็นได้จากเมื่อค่าบาทแข็งอย่างรวดเร็ว ผู้ส่งออกก็เริ่มเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือ หรือหามาตรการแก้ไข จนมีการระบุกันว่าหากค่าบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องหลุดไปอยู่ที่ 32-33 บาท จะมีบริษัทปิดกิจการมากมาย ส่งผลให้คนตกงานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

บทเรียนจากค่าเงินบาท ไม่ว่าจะค่าเงินบาทอ่อน หรือค่าเงินแข็งอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน น่าจะเป็นบทเรียนอีกบทหนึ่ง และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวในภาคธุรกิจไทยอีกครั้ง ก่อนที่จะสายเกินไปสำหรับเศรษฐกิจประเทศไทย

นโยบายการเงินของไทยแบ่งเป็น 3 ช่วง

ช่วงแรก (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2-มิถุนายน 2540 )
การผูกค่าเงินบาทกับค่าเงินสกุลอื่นหรือกับตะกร้าเงิน (Pegged Exchange Rate) ช่วงแรกผูกค่าเงินไว้กับสกุลอื่นหรือทองคำ ต่อมาช่วงพฤศจิกายน 2527-มิถุนายน 2540 ผูกค่าเงินบาทกับตะกร้าเงิน

ภายใต้ระบบตะกร้าเงิน ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Equalization Fund : EEF) จะเป็นผู้ประกาศและปกป้องค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในแต่ละวัน สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงนี้ มุ่งเน้นให้ปัจจัยภายในประเทศสอดคล้องกับการกำหนดค่าเงิน ภายใต้ระบบดังกล่าวเป็นสำคัญ

ช่วงที่สอง (กรกฎาคม 2540-พฤษภาคม 2543)
การกำหนดเป้าหมายทางการเงิน (Monetary Targeting) หลังจากที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนมาเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 นั้น ประเทศไทยขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(International Monetary Fund : IMF) และกำหนด Policy Anchor แบบใหม่ คือ Monetary Targeting ซึ่งกำหนดเป้าหมายทางการเงิน อิงกับกรอบการจัดทำโปรแกรมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และเม็ดเงินจากภาคต่างประเทศ หรือ ดุลการชำระเงิน และให้ได้ภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและระดับราคาตามที่กำหนดไว้ (Ultimate Objectives) ทำให้แบงก์ชาติสามารถกำหนดเป้าหมายฐานเงินรายไตรมาสและรายวัน เพื่อใช้เป็นหลักในการบริหารสภาพคล่องรายวัน เพื่อปรับสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงิน มิให้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างผันผวนจนเกินไป

ช่วงที่สาม (23 พฤษภาคม 2543-ปัจจุบัน)
การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) แบงก์ชาติได้พิจารณาปัจจัยต่างๆ ในระบบการเงิน ทั้งปัจจุบันและในอนาคตแล้วเห็นว่า การใช้ปริมาณเงินเป็นเป้าหมายจะมีประสิทธิผลน้อยกว่าการใช้เงินเฟ้อเป็นเป้าหมาย เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจไม่มีเสถียรภาพ นอกจากนี้ การที่ระบบการเงินในประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการสินเชื่อของภาคเอกชน รวมทั้งความสามารถของระบบการเงิน ในการขยายสินเชื่อในแต่ละช่วงมีความไม่แน่นอน แบงก์ชาติจึงเปลี่ยนมาใช้อัตราเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบันแทน

การดำเนินนโยบายการเงิน ในกรอบ Inflation Targeting นั้น แบงก์ชาติดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน โดยอาศัยอำนาจผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชุดแรกขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2543 โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมจำนวน 9 ท่าน ในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคา ตลอดจนพัฒนากรอบ Inflation Targeting ให้ เหมาะสมกับประเทศไทย

*หมายเหตุ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการแบงก์ชาติยืนยันข่าวลือที่ว่าแบงก์ชาติยืนยันว่าไม่มีนโยบายตรึงค่าเงินบาทที่ 36 บาทดอลลาร์สหรัฐ (Fixed Exchange Rate) หรือกำหนดช่วงความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท (กึ่งลอยตัว) โดยระบุว่า ธปท.ไม่มีแนวคิดจะเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ หรือการกำหนดช่วงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เนื่องจากไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของไทย เพราะการผูกติดค่าเงินกับสกุลใดสกุลหนึ่งจะส่งผลทำให้ต้องผูกติดดอกเบี้ยไว้ด้วย และไม่สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยไปตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศ

“แบงก์ชาติไม่เคยมีการศึกษาที่จะกลับไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เพราะระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวเป็นระบบที่ใช้กันเป็นการทั่วไปเกือบทั้งโลก หากกลับไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ก็เท่ากับเป็นการประกันราคาสินค้า ณ จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ที่จะเกิดวิกฤติมาก ยกตัวอย่างการผูกติดค่าเงินไว้กับดอลลาร์ภายใต้ Currency Board เช่นเดียวกับฮ่องกง จะทำให้ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยไปตามสหรัฐฯ และจะต้องปรับราคาไปด้วย

Digital TV & Media

ทีประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) มีมติ “ไม่ทบทวน” ตามที่ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวนมติของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) ที่กำหนดให้โครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ต้องยุติการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ภายใน 15 วัน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

3 ข้อเสนอช่อง 3 ยื้อจอดำ ข้อเสนอที่ช่อง 3 ได้ยื่นเสนอต่อประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  เพื่อขอทบทวนมติของ บอร์ด กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท.

Consumer Insight

หญิงสาว อายุระหว่าง 18-25 ปี ถือว่าเป็น “กลุ่มผู้บริโภคเนื้อหอม” ของนักการตลาดที่ต้องการเจาะตลาดมากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์สินค้าต่างๆ แล้ว ยังเป็นวัยที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อสูง และมีอิมแพ็คในการแชร์ข่าวสารของแบรนด์จากการติดโซเชียลมีเดีย แต่สาวๆเหล่านี้ พฤติกรรมที่ยากจะเข้าใจ

เมื่อพฤติกรรมการใช้สื่อหลากหลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน บริษัท ทีเอ็นเอส บริษัทวิจัยการตลาดข้ามชาติ ได้สำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต Connected Life ของไทย พบว่า คนไทยใช้เวลาบนโทรศัพท์มือถือ เข้าอินเทอร์เน็ต ดูทีวี เล่นแท็บเล็ท แต่ให้เวลากับหนังสือพิมพ์ วิทยุ ไม่กี่นาทีต่อวัน

เมื่อยุคที่การ “รีวิวสินค้า” กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธการตลาดออนไลน์ยอดนิยม ที่หลายสินค้านำมาใช้ เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่มักจะเชื่อคำแนะนำจากเพื่อนฝูง และการบอกต่อในโลกออนไลน์มากกว่า “โฆษณา”

Insight

ต้องถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กับการแต่งตั้ง “สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ขึ้นนั่งในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ของบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคข้ามชาติรายใหญ่ ที่มียอดขาย 40,000 ล้านบาทต่อปี ภายใต้ผลิตภัณฑ์ 30 กว่าแบรนด์ที่ทำตลาด เข้าถึงคนไทยทุกครัวเรือน คิดเฉลี่ยแล้วจะมีคนไทยใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์อย่างน้อย 3 ครั้งในหนึ่งวัน

แม้ที่ผ่านมาสหพัฒน์ได้เคยออกฟังก์ชั่นนอลดริ้งก์ในแบรนด์ “i-Healti” มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ดูเหมือนว่าตลาดจะไม่หวือหวา มีส่วนแบ่งการตลาดไปได้ไม่ถึง 5% เท่านั้น จากมูลค่าตลาดรวม 7,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 10% ต่อปี

ในศึกดิจิตอลทีวีอาร์เอสได้ส่งช่อง 8 ลงสมรภูมิไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ถึงคราวที่อาร์เอสจะต้องลุยศึกในตลาดทีวีเคเบิ้ลและแซทเทิลไลท์ ที่ปัจจุบันครองตลาดถึง 70% จากภาพรวมธุรกิจทีวีทั้งหมดในประเทศไทย โดยอาร์เอสดัน “ช่อง 2” เป็นหัวหอกหลักในการทำตลาด ยังคงใช้จุดแข็งด้านรายการวาไรตี้บันเทิงเรื่องดารา โดยใช้พิธีกรที่มีชื่อเสียงเป็นตัวชูโรงรายการ

Strategic Move

หลังจากแอปเปิลได้ประกาศ กำหนดการวางจำหน่ายไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัส ในไทย วันที่ 31 ตุลาคม 2557 ล่าสุด ค่ายทรูมูฟ เอช ประกาศวางจำหน่าย iPhone 6 และ iPhone 6 Plus อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ตุลาคม 2557

เป็นที่ฮือฮาบนโลกออนไลน์เมื่อมีการแชร์ภาพร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาประชาสงเคราะห์ 23 ที่เปิดบริการใหม่คือ "อาหารตามสั่ง" ที่เป็นอาหารปรุงสด โดยมีเมนูมาตรฐานได้แก่ โจ้ก ข้าวต้ม เมนูข้าว ข้าวผัด เมนูเส้น ทานเล่น และขนม ราคาเริ่มต้นที่ 35 บาท

เมื่อได้รู้ 8 พฤติกรรมของสาวๆ วัย 18-25 ปีกันแล้ว มาดูกรณีศึกษาของ โอเรียนทอล พริ้นเซส แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับผู้หญิง ได้ใช้อินไซต์จากพฤติกรรมส่วนตัวของผู้หญิงที่ว่าผู้หญิงชอบเม้าท์ ชอบนินทา และมักเก็บความลับได้ไม่กี่นาทีเท่านั้น มาเล่าเป็นเรื่องราวผ่านแคมเปญ ซีเคร็ต ลิมิเต็ด อิดิชั่น พร้อมเปิดตัวคอลเล็กชั่นเครื่องสำอาง

Social Media Club

เชื่อว่าหลายคนคงจำคุณลุงฝรั่งคนหนึ่งพร้อมกับเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่พบในกรุงเทพฯ กับคลิปวิดีโอ “BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก” ด้วยสำนวนที่เป็นกันเองและมีถ้อยคำทะลึ่งเล็กน้อย แต่ทำให้คนดูรู้สึกสนุกและทำให้เกิดการแชร์ต่อไปมากมายบนโลกออนไลน์

Facebook เปิดตัว FBIQ แหล่งข้อมูลแห่งใหม่ที่ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจผู้คนที่มีความแตกต่างในแง่ของเจเนอเรชั่น สถานที่อยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ และเวลาที่เข้าใช้ ผ่านข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

เมื่อ “เฟซบุ๊ค” ยังเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คครองความนิยมมาเป็นอันดับแรก บรรดาแบรนด์ต่างๆ จึงต้องมุ่งเน้นทำการสื่อสารบนเฟซบุ๊ค แต่การสื่อสารบนเฟซุบุ๊คไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย "บริษัทแอดยิ้ม ออนไลน์ เอเยนซี่" ได้นำเสนอ แนวทางการ การสร้างคอนเทนต์ที่ดีในเฟซบุ๊ค มีจุดร่วมที่ต้องให้ความใส่ใจ ควรคำนึงถึงในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทางเฟซบุ๊ค

Columnist

กระแสการทำตลาดย้อนยุค Retro Marketing / Retro Brand / Retro-Nova Marketing ในปัจจุบันเห็นการทำตลาดย้อนยุค ซึ่งการตลาดเรียกว่า Retro Marketing แต่อาจารย์ขอใช้คำว่า “Marketing Memory” คือการทำการตลาดกับความรู้สึก กับ ความทรงจำ

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

“คนเราก็มีความฝันกันได้ ! และมันจะเป็นยังไง ? หากวันนึงฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา !” ข้อความภาษาจีนที่เขียนบนเสื้อยืดที่บริษัท “อาลีบาบา กรุ๊ป” แจกให้กับพนักงานนับหมื่นในเครือในวันที่หุ้นที่ใช้ชื่อย่อของบริษัท “BABA” เข้าไปเคาะระฆังดังกระหึ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จ

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

“คนเราก็มีความฝันกันได้ ! และมันจะเป็นยังไง ? หากวันนึงฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา !” ข้อความภาษาจีนที่เขียนบนเสื้อยืดที่บริษัท “อาลีบาบา กรุ๊ป” แจกให้กับพนักงานนับหมื่นในเครือในวันที่หุ้นที่ใช้ชื่อย่อของบริษัท “BABA” เข้าไปเคาะระฆังดังกระหึ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จ

7 ปีก่อน เมื่อผู้เขียนกลับจากเมืองจีน หลายคนสงสัยว่าของแปลกๆ อย่างโต๊ะคอมที่แม้นอนบนเตียงก็ยังพิมพ์งานได้ รวมถึงรองเท้าไนกี้รุ่นที่ไม่เคยเห็นในท้องตลาดนั้นข้าพเจ้าได้มาอย่างไร ผู้เขียนจึงตอบไปแค่สั้นๆ ว่า “ช้อปจากเถาเป่า”

การทำอีเว้นท์แจก Sampling สินค้าตัวอย่างคงจะธรรมดาไปแล้วเรียบร้อย ยุคนี้ต้องไฮเทคกว่านั้น ออฟไลน์ หรือออนไลน์ต้องมีครบ

People

การขึ้นนั้งเก้าอี้ใหญ่ของ “สุพัตรา” จึงไม่ธรรมดา เธอเข้าทำงานในยูนิลีเวอร์มา 21 ปี ผ่านทั้งงาน “บู๊ และบุ๋น” ทั้งในไทย และในระดับภูมิภาค

คณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย ประกาศแต่งตั้ง ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ เป็นรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ดูแลสายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริกา

หลังจากซีอีโอคนเดิม กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ประกาศแต่งตั้ง กนิษฐ เมืองกระจ่าง รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร แทน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ. ศ. 2557 เป็นต้นไป

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348