ถอดรหัสหวยชาเชียว…ใครรวยเปรี้ยงกว่ากัน ?

ชำแหละแคมเปญ “ลุ้นรหัสชิงโชคทอง” ที่ อิชิตัน และ โออิชิ ใช้ระเบิดศึกสงครามชาเขียว ใช้กติกาคล้ายลุ้นหวย “ส่งรหัสรู้ผลทันที” กระตุ้นลูกค้าต่างจังหวัดและรากหญ้า ทั้งคู่ต่างเกทับบลัฟแหลก แจกถี่ แจกมากกว่า อาศัยว่าต้นทุนต่ำกำไรเพียบ มาดูว่าเกมนี้ใครจะรวยเปรี้ยงกว่ากัน ระหว่างอิชิตัน โออิชิ

แคมเปญลุ้นรหัสชิงทอง มือถือ ที่ทั้ง โออิชิ และ อิชิตัน ต่างงัดออกมาสู้รบชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน ถือเป็นแคมเปญเดือดแห่งปีของตลาดชาเขียว โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่ถือว่าเป็นช่วงขายสำคัญของชาสำเร็จรูปและน้ำดื่มทุกประเภทที่จะเปิดสงครามการตลาดกันเต็มพิกัด

เริ่มจาก อิชิตัน นำแคมเปญ “ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง อิชิตัน 60 วัน 60 ล้าน” ออกสู่ตลาด เมื่อปลายปีที่แล้ว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 ถึงธันวาคม 2555 จุดเด่นของแคมเปญนี้คือ การให้ส่งรหัสจากฝาและกล่องชาเชียวมาชิงโชคและรู้ผลทันทีภายในช่วงเย็น

ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด ออกมาเปิดเผยว่า ผลที่ได้รับจากการออกแคมเปญในครั้งนั้น ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดอิชิตันเพิ่มขึ้นชั่วคราว (เฉพาะสี่เดือน) ตุลาคม 2555 ต่อเนื่องถึงมกราคม 2556 เพิ่มเป็น 40% แซงหน้าโออิชิที่ครองส่วนแบ่ง 38% และยังทำยอดขายได้ถึง 1,200 ล้านบาท

แต่ความร้อนแรงแคมเปญลุ้นรหัสรวยเปรี้ยงของคู่แข่งในครั้งนั้น ทำให้ “โออิชิ” ออกมาเอาคืน ด้วยการออกแคมเปญ “รวยซ้ำรวยซ้อน ลุ้นง่ายทุกวัน ได้ทั้งล้านได้ทั้งรถ” ด้วยการแจกมากกว่า โดยระยะการออกแคมเปญของโออิชิเริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2555 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2556 ใช้งบการตลาด 150 ล้านบาท

ถึงแม้แคมเปญยังไม่หมดดี ล่าสุด “โออิชิ” รีบชิงออกมาเตะสกัดคู่แข่ง ด้วยการประกาศเปิดตัวแคมเปญ “รหัสโออิชิ ลุ้นรวยทุกชั่วโมง” เริ่มเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2556 โดยนำแคมเปญมาปรับใหม่ชนิดเกทัพบลัฟแหลกคู่แข่งอย่าง “อิชิตัน” ซึ่งครั้งนี้ โออิชิ เพิ่มงบเป็น 250-300 ล้านบาท

เริ่มด้วยการแจกรางวัลที่ถี่ขึ้นเยอะขึ้น โดยแจกทองมูลค่า 10,000 บาท ให้ลุ้นทุกชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น 8 ครั้งต่อวัน และลุ้นรางวัลทองคำ 1 ล้านบาททุกวัน วันละ 1 รางวัล รวม 60 วัน และเพิ่มรางวัลจาก 55 รางวัล เป็น 2,466 รางวัล มูลค่ารางวัลเพิ่มเป็น 90 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 50 ล้านบาท

แถมครั้งนี้ยังปรับกติกาใหม่ จากเดิมที่เคยให้ส่งฝาและสลากไปชิงโชค เปลี่ยนมาเอาอย่างกติกาของอิชิตันที่ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญ นั่นคือ การให้ส่งรหัสใต้ฝาและในกล่องยูเอชผ่านมือถือ โทรได้ฟรีทุกเครือข่าย รวมถึงผู้รับรางวัลไม่ต้องจ่ายภาษีหัก ณ ที่จ่าย

โดยยังให้ส่งกล่องยูเอชทีที่ไม่มีรหัส และหูกระป๋อง ของทุกผลิตภัณฑ์ในเครือโออิชิ มาลุ้นทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท เดือนละ 2 รางวัล รวม 6 รางวัล

อนิรุทธิ์ มหธร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ บอกว่า ที่ยังต้องแจกทองเพราะถูกใจลูกค้าต่างจังหวัด และโออิชิคาดหวังว่า แคมเปญนี้จะช่วยให้อัตราการเข้าถึงครัวเรือนในการบริโภคเครื่องดื่มโออิชิเพิ่มเป็น 75% ในปีนี้

ทางด้าน “อิชิตัน” ถึงแม้จะเป็นต้นคิดแคมเปญ เมื่อต้องเจอโจทย์หินที่ยากขึ้นจากคู่แข่งอย่าง “โออิชิ” ที่ตามประกบทุกฝีก้าว ทำให้ “ตัน” ต้องใส่กิมมิกให้กับแคมเปญ “อิชิตัน ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง รีเทิร์น 60 วัน 60 ล้าน” ให้เปรี้ยงขึ้น เแม้ว่าจะไม่แจกถี่เท่ากับโออิชิก็ตาม แต่ต้องช่วงชิงกระแสให้ดังกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด เช่น การเลือก ใบเตย นักร้องสาวลูกทุ่งเจ้าของฉายาสั้นเสมอหู มาร่วมอีเวนต์

อิชิตัน ยังคงใช้จุดเด่นเรื่องส่งรหัสใต้ฝาและกล่องผลิตภัณฑ์ ลุ้นทองคำ 1 ล้านบาท ทุกวัน รวม 60 วัน 60 ล้านบาท และเพิ่มให้ลุ้นไอโฟน 5 อีกวัน 10 เครื่อง รวมมูลค่า 2,245,000 บาท โดยงวดที่ 1, 10, 20, 30, 40, 50, 60 เพิ่มรางวัลไอโฟน 5 เป็นงวดละ 100 เครื่อง

หากไม่ถูกในงวดแรกที่ส่ง เก็บฝาหรือกล่องไว้ลุ้นล้านสุดท้าย และไอโฟน 5 อีก 100 เครื่อง ในวันที่ 3 มิถุนายน 2556 โดยใส่ข้อความในแคมเปญว่า “แจกไอโฟน 5 มากที่สุดในโลก” เพื่อใช้เป็นจุดขายใหม่

ตันเชื่อว่า “หมัดเด็ด” ของแคมเปญครั้งนี้ อยู่ที่ “ไอโฟน 5” เนื่องจากฐานลูกค้าที่เป็นเด็กและคนในต่างจังหวัดมีความต้องการไอโฟนสูงมาก นับเป็นสิบล้านคนที่ไม่มีไอโฟนใช้และอยากได้

“ยิ่งเป็นเด็กด้วยแล้ว ไอโฟนถือเป็นรางวัลสูงสุด ได้ทองยังไม่เท่ากับได้ไอโฟน 5 ถ้าได้ทองพ่อแม่เก็บหมด แต่ถ้าไอโฟน 5 เขาได้ใช้”
ตัน ยังช่วงชิงกระแสมวลชนโดยเร็ว โดยให้ผู้ส่งรหัสมาเข้าร่วมก่อนบ่าย 2 ของวันที่ 1 มีนาคม รับบัตรชมภาพยนตร์ฟรี 1 เรื่องในเครือเอสเอฟทุกสาขาทั่วประเทศ 2 แสนใบ โดยการนำ SMS แจ้งผลรหัสรวยเปรี้ยงงวดที่ 1 ไปแลกตั๋วที่หน้าโรงภาพยนตร์ ในวันที่ 2 และ 3 มีนาคม 2556
เป็น 2 วันที่ตันเชื่อว่าจะมีคนมาเข้าคิวแลกตั๋วกันกระหึ่มเมือง ช่วงชิงกระแส รับกับแคมเปญที่จะเริ่มต้นเดือนมีนาคม เริ่มส่งรหัสตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 3 มิถุนายน 2556

ตัน มองว่า แม้คู่แข่งจะทำตามแบบหมัดต่อหมัด ก้าวต่อก้าว เขาเชื่อว่าการเป็นคนทำคนแรกจะได้รับการจดจำ และที่สำคัญ คู่แข่งทำแล้วไม่มีทางเหมือน หรือทำได้ไม่ถึง

“การที่ผมลงไปแจกเอง ทำให้ได้ใจมากกว่า จับต้องได้มากกว่า อย่างเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่มองข้ามไม่ได้ อย่าง การประกาศผลแคมเปญ ที่คู่แข่งเลือกประกาศผ่านเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก ยังไงก็ไม่ตอบโจทย์ได้ โดยเฉพาะลูกค้าต่างจังหวัด มือถือเข้าถึงได้มากกว่าคอมพิวเตอร์”

ไม่ว่าแคมเปญชิงโชคของโออิชิ และอิชิตัน ใครจะเหนือกว่ากัน ก็ต้องยอมรับว่าแคมเปญนี้เป็นหมัดเด็ดกระตุ้นให้ฐานลูกค้าขยายตัว โดยเฉพาะต่างจังหวัดที่นิยมเรื่องการเสี่ยงโชค เมื่อนำเรื่องเหล่านี้มาประยุกต์เข้ากับแคมเปญการตลาด ใช้กติกาให้คล้ายกับลุ้นหวย “ส่งรหัสรู้ผลได้ทันที” จึงโดนใจกลุ่มเป้าหมายระดับรากหญ้า

ตัน บอกว่า การออกแคมเปญช่วยกระตุ้นให้คนดื่มชาเขียวมากขึ้นโดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าในต่างจังหวัดที่ยังเป็น “จุดอ่อน” ของอิชิตัน เพราะที่แล้วมาฐานลูกค้าหลักของอิชิตันเป็นคนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ การเข้าถึงลูกค้าต่างจังหวัดซึ่งต้องพึ่งพาช่องทางขายแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ที่เป็นร้านค้าทั่วไป ยังไม่ทั่วถึง

“จากเดิมเข้าถึงช่องทางร้านค้าในต่างจังหวัดได้แค่ 10% แต่พอมีแคมเปญนี้ ทำให้การช่องทางขาย ร้านค้าในต่างจังหวัดเพิ่มเป็น 45% ถ้าตามปกติการจะขยายให้ได้ครอบคลุมต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่พอใช้แคมเปญนี้เราขยายได้แบบก้าวกระโดด แคมเปญครั้งนี้จะทำให้ช่องทางเพิ่มเป็น 60% เมื่อร้านค้าขายมีมากขึ้น โอกาสที่ลูกค้าก็มากขึ้น

นอกจากนี้ ถ้ามองถึงต้นทุนของชาเขียวสำเร็จรูป แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม บอกว่า ค่าผลิตชาเขียวเฉลี่ย 5 บาทต่อขวดเมื่อบวกกับส่วนต้นทุนค่าจัดส่ง และค่าจัดจำหน่าย ค่าการตลาด เฉลี่ย 5 บาทต่อขวด ต้นทุนรวมของชาเชียวจะอยู่ 10 บาท ถ้าอิชิตันตั้งราคา 15 บาท จะมีกำไรเฉลี่ย 5 บาทต่อขวด หรือโออิชิราคา 20 บาท กำไรจะเหลือถึง 10 บาท

ยิ่งเป็นแคมเปญเล่นกับความรู้สึก ความชอบของคนไทยอย่างแคมเปญนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งคุ้มค่าสำหรับอิชิตันและโออิชิ เพราะสร้างดีมานด์ขึ้นมาในตลาดแบบทันทีทันใด เพราะมีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ปกติไม่กินชาเขียว แต่ซื้อเพื่อต้องการชิงโชค

“ถ้าไม่มีแคมเปญอย่างเก่งตลาดชาเขียวโตปีละ 3-5% แต่พอมีแคมเปญตลาด ทำให้ตลาดเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20%ได้ทุกปี อย่างปี 2555 ตลาดชาเขียวโตถึง 30% หรือ 13,000 ล้านบาท” ตันคอนเฟิร์มและบอกถึงทิศทางได้ชัดเจนว่า แคมเปญการตลาดเป็นของคู่กับตลาดชาเขียวไปแล้ว

แต่สิ่งที่ตันต้องยอมรับ คือ การที่เขาจะต้องเผชิญกับคู่แข่งอย่าง “โออิชิ” ที่เหนือกว่าเรื่องฐานเงินทุน และไล่บี้อิชิตันชนิดหายใจรดต้นคอ และที่สำคัญใช้กลยุทธ์ “me too” เมื่ออิชิตันคิดหรือทำแคมเปญออกมา โออิชิก็ทำตามและเกทับให้เหนือกว่า

หมดแคมเปญยอดขายหด
ชนินทร์ เทียนเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไอเบฟเวอเรจ จำกัด ซึ่งทำธุรกิจเครื่องดื่ม ตั้งข้อสังเกตว่า การแข่งขันในเรื่องแคมเปญของชาเขียว เป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภค แต่ซื้อเพื่อต้องการชิงโชคเท่านั้น ดังนั้นหากหมดแคมเปญยอดขายจะตกทันที ทำให้อิชิตันและโออิชิจึงต้องมีแคมเปญออกสู่ตลาดต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคตลอดเวลา

นอกจากนี้ การต่อสู้กันในเรื่องแคมเปญในลักษณะนี้ ยังส่งผลต่อการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เพราะเมื่อผู้ประกอบการนำเงินไปสู้กันที่ตัวแคมเปญเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดเป็นหลัก ทำให้เมืองไทยขาดพัฒนาการ ความหลากหลายในเรื่องของเครื่องดื่มเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
ขึ้นอยู่กับสายป่านใครยาวกว่า

ทางด้าน ดร.ธเนศ ศิริกิจ อาจารย์และนักวิชาการด้านการตลาด มองว่า แคมเปญการตลาดชิงโชคที่โออิชิและอิชิตันนำมาแข่งขันในครั้งนี้ เป็นการแข่งขันแบบ Zero-Zum-Game หรือ การแข่งขันในตลาดที่อยู่ในภาวะอิ่มตัว จึงไม่ได้ทำให้ตลาดขยายตัว แต่เป็นการแย่งชิงลูกค้าจากอีกฝ่ายเป็นหลัก

ภาวะตลาดชาเขียวเริ่มจะทรงตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ “อิชิตัน” ต้องออกแคมเปญเพื่อกระตุ้นความต้องการ ซึ่งตัวแคมเปญไม่ได้มีความแปลกใหม่ หรือเป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ แต่เป็นโปรโมชั่น “ลด แลก แจก แถม” ตามปกติ โดยนำเรื่องคาดหวังของผู้บริโภคคนไทยที่อยากรวยมาประยุกต์เป็นแคมเปญให้มาลุ้นของรางวัลไม่ต่างจากการซื้อ “ลอตเตอรี่” ทำให้เกิดดีมานด์มากระตุ้นให้กระแสชาเขียวที่เริ่มอิ่มตัวให้ขยายออกไป

เมื่ออิชิตันทำแคมเปญออกมาสร้างกระแสได้ คู่แข่งอย่างโออิชิไม่ยอมน้อยหน้า ต้องออกแคมเปญลักษณะเดียวกันออกมาตอบโต้ เนื่องจากการแข่งขันของระหว่างโออิชิและอิชิตันนั้น เป็นมากกว่าคู่แข่งในธุรกิจปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งอันเกิดจากการที่ตันขายหุ้นให้โออิชิแล้วมาสร้างแบรนด์ชาเชียวอิชิตัน จึงทำให้การแข่งขันของทั้งคู่มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการช่วงชิงลูกค้ามาจากอีกรายเป็นหลัก

ที่สำคัญ ผู้บริโภคเวลานี้ไม่ได้จำว่าใครเป็นคนต้นคิด หรือออกแคมเปญมาก่อนกัน ไม่มีแบรนด์นี้ก็กินแบรนด์นี้ได้ ทดแทนกันได้ 100% ผู้ชนะในเกมนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้มีสายป่านกว่ากันเท่านั้น คือผู้คว้าชัย

เปรียบเทียบแคมเปญ

โออิชิ อิชิตัน
ชื่อแคมเปญ รหัสโออิชิ ลุ้นรวยทุกชั่วโมง อิชิตัน ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง รีเทิร์น 60 วัน 60 ล้าน พร้อมอักรางวัลไอโฟน 5 มากที่สุดในโลก
งบที่ใช้ 250-300 ล้านบาท 180 ล้านบาท
ระยะเวลา มีนาคม-พฤษภาคม 25 ก.พ.-3 มิ.ย.
วิธีแจก แจกทอง 1 ล้านบาท ทุกวัน 60 วัน แจกทอง 1 ล้านบาท ทุกวัน 60 วัน
กลยุทธ
 
 
 
 
แจกทองคำมูลค่า 10,000 บาท ทุกชั่วโมง รวม 8 ครั้ง
ส่งฝาหรือกล่องชิงโชคทองคำ 1 ล้าน ทุกเดือนๆ ละ 2 รางวัล
 
แจกไอโฟน 5 วันละ 10 เครื่อง
งวดที่ 1,10,20,30,40,50,60 แจกไอโฟน 5 เป็นงวดงวดละ 100 เครื่อง
ส่งฝาหรือกล่องชิงโชคล้านและไอโฟน 5 อีก 100 เครื่อง วันที่ 3 มิถุนายน
วิธีชิงรางวัล ส่งรหัสผ่านมือถือ ส่งรหัสผ่านมือถือ
จำนวนรางวัล เพิ่มจาก 55 รางวัลเป็น 2,466 รางวัล 1,290 รางวัล เพิ่มสิทธิพิเศษอีก 2 แสนสิทธิ มูลค่ารางวัล 90 ล้านบาทและมูลค่าสิทธิพิเศษ
มูลค่ารางวัล เพิ่มจาก 50 ล้านบาท เป็น 90 ล้านบาท 30 ล้านบาท
เป้าหมาย เพิ่มอัตราเข้าถึงครัวเรือนจาก 70% เป็น 75% มีผู้ส่งรหัส 50% ของยอดขายหรือ 100 ล้านบาท เพิ่มช่องทางขายผ่าน Traditional เป็น 60%
ยอดขาย กระตุ้นยอดขายโต 30% เพิ่มจาก 45% เป็น 50% ทำยอดขาย 1,500 ล้านบาท

Consumer Insight

เทเลนอร์ รีเสิร์ช บริษัทวิจัยภายใต้เทเลนอร์กรุ๊ป พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นคนหนุ่มสาวในไทยและมาเลเซีย นิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการเชื่อมต่อที่หลากหลาย โดยเปิดรับและใช้บริการใหม่ๆ บนโทรศัพท์มือถือเร็วกว่ากลุ่มคนรุ่นเดียวกันในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย

เมื่อไอจี หรืออินสตราแกรมของเหล่าดารา นักร้องคนดัง ได้กลายเป็นนิยมของแม่ค้าใช้ฝากร้าน เพราะเกือบ 30% ของคนทั่วไป เคยซื้อสินค้าจากร้านค้าพวกนี้มาแล้ว

บริษัทวิจัย ไอดีซี เอเชียแปซิก ได้คาดการณ์ตลาดคอมพิวเตอร์ PC ในเอเชียแปชิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) ในไตรมาส 2 ยังคงเติบโต 2% จากไตรมาสที่ 1 แต่ลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2013 โดยที่มียอดขายรวม 24.3 ล้านเครื่อง นับว่าเป็นยอดที่สูงกว่าที่ IDC คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

Insight

ในที่สุด กสทช. ยอมปล่อย ช่อง 3 อนาล็อก ออกอากาศ ผ่านทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวีได้ อ้าง ประกาศ คสช. ฉบับที่ 27/2557

ยุคนี้ ขายเครื่องสำอางค์อย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องให้ลูกค้ามีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ด้วย ทำให้ “ยูทิป” แบรนด์เครื่องสำอางของวัยรุ่น ของค่ายโอสถสภา ที่สามารถ Modernize brand ปรับเปลี่ยนจาก“น้ำยาอุทัยทิพย์” แบรนด์เก่าแก่ มาสู่แบรนด์เครื่องสำอางเจาะใจวัยรุ่นระดับมัธยมอย่างเห็นผลมาแล้ว

บริหารงานโดย บริษัท ดรีมเฮาส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่
 1. กลุ่มสุวรรณกรุ้ป เจ้าของโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ The Cercle ดูแลภาพรวมธุรกิจรีเทล
 2. คุณระพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ หรือคุณหรีด เซเลบริตี้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ดูแลเรื่องเมนูอาหาร และพัฒนาสูตรอาหาร
 3. กลุ่ม Zhake บริษัททางด้านการตลาด ดูแลทางด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์

Strategic Move

บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม เป็นชื่อค่ายหนังน้องใหม่ ที่เกิดจากการร่วมตัวของ 4 กลุ่มธุรกิจ เพื่อผลิตภาพยนตร์ไทยป้อนทั้งตลาดไทย และต่างประเทศ ทุนจดทะเบียน 175 ล้านบาท

นอกจากจะต้องเร่งมือพัฒนา“คอนเท้นท์” เพื่อดึงดูดคนดูแล้ว เรื่องของโฆษณาและประชาสัมพันธ์สำหรับดิจิตอลทีวีก็เป็นเรื่องจำเป็น ล่าสุด “นิวทีวี” ดิจิตอลทีวีของค่ายเดลินิวส์ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด จึงเปิดตัว สติกเกอร์ไลน์ New Boyz (นิวบอยซ์)

แคมเปญชวนบริจาคเงินสุดไวรัลบนโลกออนไลน์ #IceBucketChallengeTH แพร่ขยายเข้าไทยแล้ว โดย 2 ซีอีโอค่ายมือถือของไทย John Eddy Abdullah CEO dtac ตามติดๆ มาด้วยสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO AIS ก็รับคำท้าเช่นกัน

Social Media Club

หลังจากที่ไลน์ได้เปิดตัวโครงการครีเอเทอร์ มาร์เก็ตตั้งแต่เดือนเมษายน และได้จำหน่ายสติ๊กเกอร์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุดไลน์ได้เปิดเผยยอดขายสติ๊กเกอร์ช่วง 3 เดือนแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม ถึง 7 สิงหาคม 2557 วางขายแล้วทั้งหมดกว่า 10,000 เซ็ต (ณ วันที่ 19 สิงหาคม) ทำรายได้โดยรวมกว่า 1.23 พันล้านเยน (ราว 381 ล้านบาท)

สติกเกอร์ปกติอาจธรรมดาไปแล้ว ถึงคิวสติกเกอร์ดุ๊กดิ๊กได้ เอไอเอส ชิงเปิดให้โหลด สติกเกอร์ “อุ่นใจ ดุ๊กดิ๊ก” หรือ Animate Sticker ในวันพรุ่งนี้ (อังคาร 19 สิงหาคม 57)

ถึงแม้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 จบลงไปแล้ว แต่ในแง่ของการตลาด World Cup 2014 ยังเป็นสมรภูมิที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันมากมายควรค่าแก่การศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงการตลาดออนไลน์ ที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่มีความน่าสนใจอย่างมากในยุคนี้เพราะสามารถตอบสนองกระแสในสังคมได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสมกับอีเว้นท์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง

Columnist

ธุรกิจสมัยปัจจุบัน ทุกวันนี้เน้นประเด็นในการสร้าง Brand ของสินค้า ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศ แทบจะเกือบทุกธุรกิจ อาจจะต้องแบ่งงบประมาณในการสร้าง Brand ด้วย

ALS ย่อมาจาก Amyotrophic Lateral Sclerosis คือ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และหลายๆ คนรู้จักโรคนี้ผ่านกิจกรรม “ยอมเปียกเพื่อการกุศล” หรอ “IceBucketChallange” ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์ทางสังคมเพื่อระดมเงินบริจาคสมทบมูลนิธิ `Amyotrophic Lateral Aclerosos’ (ALS) หรือ ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อโรค Lou Gehrig’s

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ชื่อของแบรนด์เสื้อผ้าหรู “ Burberry” ตกเป็นข่าวดังทั้งในและนอกวงการแฟชั่น นั่นก็เพราะว่าแบรนด์ได้งัดลากกลุยุทธ์ทางการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าหลากวัยที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน คือ พิศมัยความไฮเทคนั่นเอง

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอากาศร้อนๆ ต้องคู่กับเครื่องดื่มเย็น ส่วนใหญ่ที่เห็นการแข่งขันแรงๆ ในเมืองไทย เป็นแค่โปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ในต่างประเทศการทำแคมเปญครอบคลุมไปถึงสื่ออื่นๆ ด้วย และสื่อนอกบ้านก็เป็นที่นิยมในการทำแคมเปญเช่นกัน

Snicker เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ เวลาออกแคญอะไรใหม่ๆ ว่าแคมเปญนั้นจะสร้างแต่กระแสอย่างเดียว จนลืมคำนึงถึงกระแสสังคมที่ตามมาหรือแปล่า จึงทำให้แบรนด์มีภาพที่ติดลบในสายตาของผู้บริโภคบางกลุ่มอยู่บ้าง

ผู้อ่านไม่ได้ตาฝาดไปหรอก “โค้ก” หรือว่า Coca Cola แบรนด์น้ำดำที่พวกเราคุ้นเคยกันนี่แหละ กำลังจะผลิตยาทาเล็บออกมาขายจริงๆ โดยงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Coca Cola กับ OPI ( Odontorium Products Inc.,) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาทาเล็บ ผลิตยาทาเล็บที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบสีจากไลน์เครื่องดื่มของโค้ก

People

เป็นที่คุ้นตาคุ้นตาดีกันอยู่แล้วสำหรับ "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" ซีอีโอ วัย 52 ปี คนล่าสุดของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส

วัชร วัชรพล ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของ "ไทยรัฐ" ก้าวขึ้นคุมบังเหียน “ไทยรัฐทีวี” ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของหนังสือพิมพ์หัวสีรายใหญ่กระโดดลงมาเล่นธุรกิจทีวีเต็มตัว

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488