ธุรกิจไทย – ฮ่องกง ปี 2551 ... จับตาการลงทุนและการท่องเที่ยว

ที่ผ่านมา ฮ่องกงถือเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แม้ว่าในปี 2549 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของฮ่องกงจะอยู่ในอันดับที่ 38 ของโลก แต่รายได้ต่อหัวของประชากรฮ่องกงก็สูงถึง 38,127 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ในช่วงปี 2547-2549 จีดีพีของฮ่องกงมีการขยายตัวในอัตราร้อยละ 8.5, 7.1 และ 6.8 ตามลำดับ ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าแนวโน้มการขยายตัวในระยะหลายปีที่ผ่านมา ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2550 จีดีพีของฮ่องกงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 6.1 เฉพาะในไตรมาส 2 จีดีพีของฮ่องกงขยายตัวสูงถึงร้อยละ 6.6 อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 3 ปี 2550 จีดีพีของฮ่องกงขยายตัวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 6.2 เนื่องจากการลงทุนมีการขยายตัวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.0 จากเดิมที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 10.0 ในไตรมาสก่อนหน้า คาดว่าในปี 2550 จีดีพีของฮ่องกงจะสามารถรักษาระดับอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 6.1

ปัจจุบันเศรษฐกิจของฮ่องกงยังต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอยู่ค่อนข้างมาก ด้วยมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงถึงร้อยละ 340 ของจีดีพี สินค้านำเข้าและส่งออกของฮ่องกงไม่น้อยกว่าร้อย 30 เป็นสินค้าที่ค้าระหว่างจีนและประเทศที่สาม โดยอาศัยฮ่องกงเป็นช่องทางผ่านด่านสินค้า ดังนั้นเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่องในปี 2551 จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเกื้อหนุนการส่งออกจากไทยไปฮ่องกง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2551 คาดว่าเศรษฐกิจฮ่องกงจะยังเผชิญกับความเสี่ยงนานัปการจากปัจจัยภายนอก อาทิ การชะลอตัวของเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฮ่องกง ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพของสหรัฐฯ ปัญหาความผันผวนของตลาดหุ้นและการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ รวมถึงการที่รัฐบาลจีนมีการดำเนินนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศลดการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลในทางลบต่อเศรษฐกิจของฮ่องกง ทำให้คาดว่าจีดีพีของฮ่องกงในปี 2551 อาจขยายตัวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 5.0 จาก 6.1 ในปี 2550 นี้ ปัจจัยด้านลบเหล่านี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยไปฮ่องกงในปี 2551 และการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงอีกด้วย

อัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญฮ่องกง

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เงินเหรียญสหรัฐมีการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ทำให้ในช่วงเดือน ม.ค. 2549 – พ.ย. 2550 เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐถึงร้อยละ 14.5 ในทางกลับกัน เงินเหรียญฮ่องกงกลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐร้อยละ 0.4 เนื่องจากทางการฮ่องกงได้ดำเนินนโยบายการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญฮ่องกงกับเงินเหรียญสหรัฐเพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางการค้าระหว่างประเทศ และในเดือน พ.ย. 2550 อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินเหรียญฮ่องกงอยู่ที่ 7.79 เหรียญฮ่องกง / เหรียญสหรัฐ เห็นได้ว่าในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนการส่งออกของไทยในรูปของเงินเหรียญสหรัฐได้เพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างมากในขณะที่ต้นทุนการส่งออกของฮ่องกงในรูปของเงินเหรียญสหรัฐยังอยู่ในภาวะทรงตัว ซึ่งส่งผลให้ฮ่องกงได้เปรียบไทยในด้านของต้นทุนการส่งออกไปยังประเทศที่สาม

อย่างไรก็ตามทางการฮ่องกงก็ได้ตระหนักถึงปัญหาจากการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญฮ่องกงกับเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจำพวกน้ำมันดิบและอาหาร ในส่วนของอาหาร ปัจจุบัน 1/3 ของอาหารที่ฮ่องกงบริโภคเป็นสินค้าที่นำเข้าจากจีน การอ่อนค่าลงของเงินเหรียญฮ่องกงสวนทางกับแข็งค่าของเงินหยวนจีนได้เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของฮ่องกง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าทางการฮ่องกงอาจพิจารณาผ่อนปรนระบบการตรึงอัตราแลกเปลี่ยน โดยเปิดให้เงินเหรียญฮ่องกงมีการเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้นจากเดิมที่เคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 7.75-7.85 เหรียญฮ่องกงต่อเหรียญสหรัฐฯ ส่วนในระยะยาว ยังมีความเป็นไปได้ว่าทางการฮ่องกงอาจหันมาใช้ระบบตะกร้าเงินที่อิงกับเงินสกุลอื่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสกุลเงินหยวนของจีน นอกจากนี้ทางการฮ่องกงยังอาจพิจารณาทางเลือกอื่นเช่นการปล่อยลอยตัวค่าเงินแบบมีการจัดการหรือ Managed Float ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการกับปัญหาเงินเฟ้ออันเนื่องมาต้นทุนนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ประเด็นการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญฮ่องกงจะเป็นประเด็นสำคัญที่ยังคงต้องติดตามต่อไป

การผงาดขึ้นของเศรษฐกิจจีนและความท้าทายต่อฮ่องกง

หลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงสามารถเติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน แต่ฮ่องกงก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากจีนซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ในอดีตจวบจนปัจจุบันฮ่องกงเป็นเมืองท่าทางธุรกิจที่สำคัญของโลก และเป็นประตูทางการค้าที่เชื่อมต่อระหว่างจีนกับต่างประเทศ เช่นมีการนำเข้าสินค้าที่ผลิตไปจีนเพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สาม หรือนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อส่งต่อไปยังจีนผ่านฮ่องกง เป็นต้น อย่างไรก็ตามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่จีนได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก รัฐบาลจีนได้มีการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น โดยจีนเองก็ได้มีการพัฒนาเมืองท่าหลายๆแห่ง อาทิ เซี่ยงไฮ้ ต้าเหลียน กวางเจา ฯลฯ เมืองท่าเหล่านี้นับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น กอปรกับกฎระเบียบทางการค้าที่เอื้ออำนวยต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างจีนกับประเทศที่สามโดยตรง ทำให้ฮ่องกงในฐานะเมืองที่เคยเป็นจุดผ่านของสินค้าระหว่างจีนกับประเทศที่สามเริ่มลดความสำคัญลงไป นอกจากนี้ ฮ่องกงในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากจีนเช่นกัน อาทิ มหานครเซี่ยงไฮ้ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของจีน และกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก

รัฐบาลฮ่องกงก็ได้เล็งเห็นถึงการแข่งขันจากจีน และได้เร่งวางกลยุทธ์ให้ฮ่องกงสามารถแข่งขันกับจีนได้มากขึ้น โดยเน้นเพิ่มบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของจีนตอนใต้ รวมถึงการเป็นผู้ให้บริการและที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการจีนและผู้ประกอบการชาติอื่นที่ต้องการขยายตลาดเข้าสู่ประเทศจีน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้วางแผนยกระดับฮ่องกงให้เป็นผู้ให้บริการและที่ปรึกษาทางการเงินระดับโลก โดยอาศัยความได้เปรียบของระบบการค้าการลงทุน รวมถึงตัวบทกฎหมายทางการค้าและธุรกิจที่มีความโปร่งใสมากกว่าจีน

แม้ว่าฮ่องกงยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากจีนที่นับวันจะมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการค้าโลก แต่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าฮ่องกงจะยังมีบทบาทสำคัญในฐานะประตูการค้า(Gateway) ระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ ต่อไปในอนาคต เนื่องจากฮ่องกงก็มีความได้เปรียบในด้านของระบบตลาดเสรีที่มีการพัฒนามาก่อนจีน รวมถึงระบบการเงินที่มีเสถียรภาพและเป็นสากล อีกทั้งยังมีตัวบทกฎหมายทางธุรกิจที่มีความโปร่งใส เป็นต้น จะทำให้ฮ่องกงมีความได้เปรียบเมืองคู่แข่งที่สำคัญ อาทิ เซี่ยงไฮ้ กวางเจา เสิ่นเจิ้น ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน จีนได้เปิดช่องให้ฮ่องกงมีสิทธิพิเศษทางการค้ากับจีนในด้านต่างๆ โดยการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างฮ่องกง-จีน หรือ Mainland and Hong Kong Closer Economic Partnership Arrangement (CEPA) ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจในอุตสาหกรรมทั้งภาคการค้าและการบริการของฮ่องกง ซึ่งรวมไปถึงธุรกิจการจัดแสดงสินค้า ธุรกิจธนาคาร การซื้อขายหลักทรัพย์ การท่องเที่ยว ฯลฯ

อนึ่งตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไป ฮ่องกงจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการที่จีนได้ขยายการเปิดเสรีภาคสินค้าและบริการภายใต้ข้อตกลงของ CEPA โดยเฉพาะในส่วนของภาคบริการ จีนจะเปิดเสรีภาคบริการให้แก่ฮ่องกงมากขึ้นนอกเหนือจากการให้สิทธิพิเศษแก่ธุรกิจขนส่งทางบกและทางอากาศ อาทิธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการวิจัยตลาดและการบริหารจัดการ ธุรกิจทำความสะอาดอาคาร ธุรกิจถ่ายภาพ ธุรกิจการพิมพ์การแปล รวมถึงธุรกิจจัดการสิ่งแวดล้อมและการกีฬา การเปิดเสรีดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ฮ่องกงในฐานะที่มีความเชี่ยวชาญในภาคบริการ และยังช่วยให้ฮ่องกงสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากธุรกิจต่างชาติที่ต้องการเข้าถึงตลาดของจีนอีกด้วย

การค้าระหว่างไทย – ฮ่องกง ปี 2550

แม้ว่าในปี 2550 เงินบาทของไทยจะมีการแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญฮ่องกง แต่การส่งออกของไทยไปฮ่องกงยังคงสามารถขยายตัวได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของฮ่องกงซึ่งนำโดยการบริโภคภายในประเทศ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี สินค้าที่ไทยสามารถส่งออกไปฮ่องกงคิดเป็นมูลค่ารวม 7,038.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 18.6 สินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมโดยคิดเป็นร้อยละ 90.8 ในขณะที่สินค้าเกษตรกรรมคิดเป็นร้อยละ 5.2 เท่านั้น สินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญที่มีการส่งออกได้แก่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องประดับอัญมณี ด้วยมูลค่าการส่งออก 2,815.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 713.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13.3 และ 121.5

ด้านการนำเข้า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2550 ไทยนำเข้าจากฮ่องกงคิดเป็นมูลค่ารวม 1,209.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 9.7 กลุ่มสินค้าที่ไทยนำเข้าจากฮ่องกงมากที่สุดได้แก่สินค้ากึ่งวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ด้วยมูลค่าการนำเข้า 682.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 21.2 สินค้านำเข้าที่สำคัญในกลุ่มดังกล่าวประกอบด้วยเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ ด้วยมูลค่าการนำเข้า 215.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 42.4

สำหรับแนวโน้มการนำเข้าและส่งออกในปี 2551 ระหว่างไทย – ฮ่องกง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการส่งออกของไทยไปฮ่องกงอาจชะลอตัวลง จากการคาดการณ์ว่าจีดีพีของฮ่องกงจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ส่วนการนำเข้าจากฮ่องกงอาจขยายตัวได้เล็กน้อย เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของไทยจะกระเตื้องขึ้นในปี 2551 หลังมีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2550

การลงทุนจากฮ่องกง - โอกาสที่น่าจับตามอง

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจากฮ่องกงได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างมาก ในปี 2549 โครงการที่มีแหล่งเงินทุนจากฮ่องกงที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI มีมูลค่าโครงการรวม 10,031 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 5 รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และไต้หวัน นอกจากนี้ในช่วงเดือน ม.ค. – ต.ค. 2550 ไทยก็ยังสามารถดึงดูดนักลงทุนจากฮ่องกงให้มาลงทุนในไทยได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเงินบาทจะมีการแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญฮ่องกงก็ตาม โดยในช่วงดังกล่าวโครงการลงทุนจากฮ่องกงที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI มีจำนวนทั้งสิ้น 15 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 10,103 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.4 ทั้งนี้ โครงการที่ได้รับการอนุมัติจำนวนไม่น้อยเป็นโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมภาคบริการ เช่นการผลิตสิ่งทอ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี รวมถึงการตั้งสำนักงานเพื่อดำเนินธุรกิจ ฯลฯ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าการลงทุนจากฮ่องกงในปี 2551 จะยังคงขยายตัวได้ตามภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจฮ่องกงและจีน โดยเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอ อุตสาหกรรมภาคบริการและภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง - ตลาดที่มีศักยภาพสูง

การท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่ไทยจะได้รับประโยชน์เช่นกันจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของฮ่องกง ที่ผ่านมาไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ชาวฮ่องกงนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว เฉพาะในปี 2548 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยสูงถึง 438,519 คน จากประชากรทั้งหมด 6.9 ล้านคน และทำให้มีรายได้เข้าประเทศสูงถึง 9.1 พันล้านบาท และในปี 2549 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่เดินทางมาไทยในปี 2549 เพิ่มเป็น 463,339 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.66 อย่างไรก็ตามจากตัวเลขเบื้องต้นคาดว่าในปี 2550 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่เดินทางมาประเทศไทยอาจจะลดลงจากปีก่อน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะการแข็งค่าของเงินบาทซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในไทยสูงขึ้น ในขณะเดียวกันปัญหาทางการเมืองภายในประเทศก็ทำให้ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยลดน้อยลง

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจากฮ่องกงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง จากสถิติในปี 2548 พบว่านักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่อคนต่อวันสูงที่สุดเป็นอันดับที่สามรองจากนักท่องเที่ยวชาวคูเวตและออสเตรีย โดยมีการใช้จ่ายสูงถึง 4,522.24 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงใช้เวลาในไทยเฉลี่ยเพียง 4.60 วัน / คนเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจากประเทศเอเชียตะวันออกอื่นๆ ที่ 5.81 วัน / คน หากไทยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงให้มาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นและนานขึ้น ก็จะสามารถเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น

สรุป

แม้ว่าในปี 2550 เงินบาทของไทยจะมีการแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญฮ่องกง แต่การส่งออกของไทยไปฮ่องกงยังคงสามารถขยายตัวได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของฮ่องกงซึ่งนำโดยการบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรคาดว่าในปี 2551 การส่งออกของไทยไปฮ่องกงอาจชะลอตัวลง จากการคาดการณ์ว่าจีดีพีของฮ่องกงอาจขยายตัวลดลงจากร้อยละ 6.1 ในปี 2550 เหลือเพียงร้อยละ 5.0 ในปี 2551 นี้ อย่างไรก็ตามธุรกิจการค้าระหว่างไทย-ฮ่องกงยังมีโอกาสขยายตัวได้ในด้านการลงทุนและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศควรให้ความสำคัญกับโอกาสทางธุรกิจระหว่างไทย-ฮ่องกงอย่างเร่งด่วน

ในด้านการลงทุน ในปี 2551 ฮ่องกงยังเป็นเศรษฐกิจที่ไทยควรให้ความสำคัญ ถึงแม้ว่าจีดีพีของฮ่องกงจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่ก็ยังเป็นอัตราการขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยอัตราการขยายตัวในระยะยาว ส่วนไทยเองก็อาจได้รับอานิสงค์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของฮ่องกงทั้งในแง่ของการลงทุนที่มีการขยายตัวอย่างอย่างต่อเนื่องในปี 2551 ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าภาครัฐควรวางนโยบายที่ชัดเจนในการดึงดูดการลงทุนจากฮ่องกง โดยให้ความสำคัญต่อโครงการในภาคบริการให้มากขึ้น และเร่งประชาสัมพันธ์โอกาสในการลงทุนในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงอุตสาหกรรมภาคการบริการและโลจิสติกส์ซึ่งเป็นธุรกิจที่ฮ่องกงมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพื่อก่อให้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ส่วนในด้านการท่องเที่ยว แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศจะลดลงในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2550 แต่คาดว่าเสถียรภาพทางการเมืองหลังมีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2550 จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเพิ่มมากขึ้นในปี 2551 อนึ่งนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง จากสถิติในปี 2548 พบว่านักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่อคนต่อวันสูง แม้ว่าช่วงระยะเวลาที่นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงพำนักอยู่ในประเทศไทยจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกอื่นๆ แต่หากไทยสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นและนานขึ้น ก็จะสามารถเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตรงจุดนี้เอง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าภาครัฐควรวางแผนแม่บทเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ และเร่งจัดกิจกรรมและนิทรรศการการท่องเที่ยวเพื่อประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศให้ชาวฮ่องกงได้รู้จัก รวมถึงการเร่งศึกษาและพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยนัก เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงใช้เวลาในประเทศไทยให้ยาวนานยิ่งขึ้น อันจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆได้มากยิ่งขึ้น

อนึ่ง การวางแผนกระตุ้นการลงทุนและการท่องเที่ยวจากฮ่องกงควรจะเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและปฏิบัติให้เกิดเป็นผลสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไป ควรตระหนักถึงความสำคัญในการวางแผนดังกล่าวสำหรับระยะยาว เพื่อเกื้อหนุนให้การค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างไทย - ฮ่องกงสามารถขยายตัวอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

Digital TV & Media

ทีประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) มีมติ “ไม่ทบทวน” ตามที่ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวนมติของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) ที่กำหนดให้โครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ต้องยุติการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ภายใน 15 วัน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

แบรนด์ที่ใช้สื่อโฆษณาสูงสุดในเดือนตุลาคม 2557 อันดับ 1 เป็นของ วาสลีน บอดี้ สกินแคร์ ด้วยงบซื้อโฆษณา 79 ล้านบาท อันดับ 2 เป็นของ แชมพู เคลียร์ ใช้งบไป 69 ล้านบาท แซงหน้าโตโยต้า ที่หล่นมาอยู่ในอันดับ 3 โดยโตโยต้ารถยนต์นั่ง ใช้งบไป 67 ล้านบาท

Consumer Insight

ผลวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทย ของบริษัท ดันน์ฮัมบี้ ล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยหันมาซื้อสินค้าโดยใช้ปัจจัยด้านความสะดวกซื้อ และซื้อในแต่ละครั้งจะซื้อสินค้าจำนวนไม่มาก

มาดูกันว่า กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหญ่ Generation Power ของไทย วัย 35- 59 ปี กันบ้าง และจากการศึกษาแบบเจาะลึกของ Y&R Thailand ค้นพบ 3 ค่านิยมเด่นของกลุ่มคนไทย ที่นักการตลาดต้องรู้

Insight

ท่ามกลางการแข่งขันของโลว์คอส แอร์ไลน์ในไทย สายการบิน “ไทยสมายล์” ได้วาง Positioning ตัวเองเป็นสายการบินแบบ “ไลท์ พรีเมี่ยม” ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหว่างสายการบินแบบ Full Service และ Low Cost

จากโครงการ LINE ครีเอเทอร์มาร์เก็ต (LINE Creators Market) ที่ให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถส่งผลงานสติกเกอร์ของตนเองเพื่อขายเป็นสติกเกอร์ไลน์ โดยในช่วงเวลา 6 เดือนหลังจากเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.– 7 พ.ย. 2557 ที่ผ่านมา มีรายได้ทะลุ 1,074 ล้านบาท

กลุ่ม Generation Y (Gen Y) เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลสุดๆ ต่อตลาด เพราะมีขนาดใหญ่ คนกลุ่มนี้เกิดใน ค.ศ 1981-2000 โดยมีจำนวนประมาณ 19 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ ที่สำคัญรายได้ค่อนข้างสูงแม้จะอยู่ในวัยหนุ่มสาวอายุเพียง 15-34 ปี และยังมีอัตราการใช้จ่ายต่อรายได้ที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนเจเนอเรชั่นอื่นๆ

Strategic Move

นับเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากที่ กาเกา ทอล์ค (Kakao Talk) แอพแชต จากเกาหลี เข้ามาทดลองตลาดในไทยเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

แม้พฤติกรรมการดูภาพยนตร์ของคนไทยจะสูงขึ้นตามไลฟ์สไตล์คนเมืองก็ตาม แต่เมื่อเทียบอัตราการดูภาพยนตร์ของคนไทยต่อคนต่อปีแล้วมีเพียง 1 เรื่องเท่านั้น และโรงภาพยนตร์ในเมืองไทยยังมีอยู่แค่ 800 โรง

หลังจากประสบความสำเร็จในการ ปั้น 'เอเชียทีค ริเวอร์ฟร้อนท์' บนถนนเจริญกรุงไปแล้ว บริษัท ทีซีซี แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” มองเห็นโอกาสและช่องว่างของการสร้างแหล่งช้อปปิ้ง ที่เรียกว่า 'Community Shopping Center'

Social Media Club

YouTube เว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ยอดนิยมของคนไทย ได้จัดอันดับคลิปวิดีโอที่ยอดนิยมมากที่สุดในปี 2014 โดยวัดผลจากยอดวิวสูงที่สุด โดยที่คอนเท้นต์ยอดนิยมส่วนใหญที่คนไทยคลิ๊กดูมากที่สุดยังคงเป็น “เพลง” “มิวสิควิดีโอ” มากที่สุด

ไตรมาสที่ 4 ก่อนย่างขึ้นศักราชใหม่ 2558 เหล่านักการตลาดบนโซเชียลมีเดียต่างได้รับข่าวร้ายว่าในเดือนมกราคม ปีหน้าเฟซบุ๊กจะดำเนินการปรับลดการมองเห็นโพสต์ในเพจธุรกิจ (Business Page) ลง ส่งผลให้บรรดาโพสต์ประเภทฮาร์ดเซลหรือเน้นขายของเกินเหตุ (Overly Promotional) จะถูกพบเห็นได้น้อยลงอีก

เหล่านักการตลาดต่างหันหาโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ในการเริ่มต้นสานความสัมพันธ์ และสนทนาแลกเปลี่ยนกับผู้บริโภคโดยให้ความสำคัญกับงานในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่องๆ ทั้งการทุ่มเทงบประมาณ และบุคลากร ทว่า ผลการศึกษาของบริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์กลับชี้ให้เห็นว่า แบรนด์ทั้งหลายอาจเสียทั้งเงินและเวลาไปเปล่าๆ

Columnist

การแข่งขันในการตลาดปัจจุบัน ต้องมีระบบมาตรฐาน “คุณภาพ” “คุณธรรม” (Quality and Ethics)

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

กิจกรรมปกติของห้างต่างๆ ทั่วโลกคือ จัดเทศกาลชื่อแปลกๆ เพื่อมีเป้าหมายคือ ลดราคาสินค้าและชวนคนมาเดินห้างให้เยอะขึ้น แต่ไม่ว่าจะ Midnight Sales หรือ Clearance Sales ก็แล้ว ไม่มีห้างไหนในโลกที่วันเดียวจะสร้างยอดขายได้เป็นแสนล้านบาท!

Global Wrap

กิจกรรมปกติของห้างต่างๆ ทั่วโลกคือ จัดเทศกาลชื่อแปลกๆ เพื่อมีเป้าหมายคือ ลดราคาสินค้าและชวนคนมาเดินห้างให้เยอะขึ้น แต่ไม่ว่าจะ Midnight Sales หรือ Clearance Sales ก็แล้ว ไม่มีห้างไหนในโลกที่วันเดียวจะสร้างยอดขายได้เป็นแสนล้านบาท!

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

Global Trend

ไอดีซี เผยตลาดแท็บเล็ตในปีนี้มีอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าเป้าอย่างเห็นได้ชัด มีการเติบโตเพียงแค่ 7.2% เท่านั้น เมื่อเทียบการเติบโตแบบปีต่อปี ลดลงจาก 52.5% ในปี 2013 ถือเป็นตัวเลขที่เยอะพอสมควร

การจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก (Best Global Brand)ในปี 2014โดยบริษัทอินเตอร์แบรนด์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ระดับโลก ยังพบด้วยว่า แบรนด์ที่เข้ามาติดอันดับในปีนี้เป็นครั้งแรก ประกอบไปด้วย ดีเอชแอล (อันดับ 81) แลนด์โรเวอร์ (อันดับที่ 91) เฟดเด็กซ์ (อันดับที่ 92) หัวเหว่ย (อันดับที่ 94) และฮูโก้ บอส (อันดับที่ 97)

ผู้เขียนได้อ่านบทความธุรกิจของจีนทราบว่า 1 ใน 10 ของแบรนด์ในใจพนักงานออฟฟิศ อันดับหนึ่ง คือ “วีแชต (WeChat)” แอปฯ แชตสีเขียวที่คนจีนใช้กันทั้งประเทศ (มิใช่แบรนด์เครื่องดื่มใดๆ อีกต่อไป) ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็หนีไม่พ้นแบรนด์ระดับโลกอย่างแอ๊ปเปิ้ล ไนกี้ ฯลฯ และก็มีแบรนด์หนึ่งที่สะดุดตาผู้เขียนคือ “ชุ่นเฟิง (顺丰)” ซึ่งที่โลโก้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ว่า SF

People

บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ประกาศแต่งตั้ง “ปิย สมุทรโคจร” ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน เป็นต้นมา

หลังจาก เฟ้นหาบุคคลมานั่งเก้าอี้ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทอสมท จำกัด (มหาชน) มาแทน "เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์" ที่ยื่นลาออกไปเมื่อ 12 มิถุนายน 2557

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348