ปาล์มน้ำมัน : พืชเศรษฐกิจ…ที่น่าจับตามอง

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่น่าจับตามอง นอกจากจะเป็นพืชน้ำมันที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคและเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกหลายอุตสาหกรรม เช่น สบู่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน เนยเทียม ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น นอกจากนี้ในอนาคตปาล์มน้ำมันยังจะมีบทบาทสำคัญในการใช้ผลิตไบโอดีเซล ซึ่งคาดว่าจะเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันในอนาคตอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯได้ร่วมมือกับจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญ ในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดที่จะเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีมากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและเพียงพอกับการผลิตไบโอดีเซล โดยการส่งเสริมปลูกปาล์มพันธุ์ดีแทนในที่สวนยางเก่า และต้นปาล์มอายุมาก รวมทั้งที่นารกร้าง นอกจากนี้ยังจะเน้นส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับการขยายตัวของความต้องการผลผลิตปาล์มน้ำมันสำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทนในอนาคต

การผลิตปาล์มน้ำมันในตลาดโลก

ปัจจุบันมีประเทศที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 42 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนับว่าแตกต่างจากพืชน้ำมันประเภทอื่นๆที่มีการปลูกกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก เนื่องจากพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมในการปลูกปาล์มน้ำมันจะอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 10 องศาเหนือ-ใต้เส้นศูนย์สูตร หรืออย่างสูงไม่เกิน 20 องศาเหนือ-ใต้เส้นศูนย์สูตร การผลิตปาล์มน้ำมันขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันหลักของโลกคือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิต 21.1 ล้านไร่และ 15.0 ล้านไร่ตามลำดับ หรือคิดเป็นร้อยละ 31.3 และ 22.2 ของพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันรวมของโลก ส่วนประเทศไทยยังนับว่ามีปริมาณการผลิตน้อยมาก โดยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 1.4 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.02 ของพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตของโลก อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าสนใจคือ การเพิ่มผลผลิตทะลายปาล์มน้ำมันของไทยเฉลี่ยต่อไร่ในช่วงปี 2530-2545 เพิ่มสูงกว่าประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายอื่นๆ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อพื้นที่ของไทยน่าจะมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นได้อีกจนใกล้เคียงกับมาเลเซียในช่วงระยะ 3-6 ปีข้างหน้า

ในบรรดากลุ่มพืชที่ให้น้ำมันที่สำคัญในตลาดโลกมี 4 พืช คือ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง เรปซีดและทานตะวัน เมื่อเทียบราคาต้นทุนการผลิตแล้วจะพบว่าปาล์มน้ำมันมีต้นทุนการผลิตต่ำ เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้นมีโอกาสเสี่ยงต่อผลกระทบจากภัยธรรมชาติน้อย เมื่อเทียบกับพืชอายุสั้นอื่นๆ ลงทุนเพียงครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานประมาณ 20 ปี นอกจากนี้การที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทุกปีนั้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ปาล์มน้ำมันมีต้นทุนการผลิตต่ำผลผลิตต่อพื้นที่สูง ราคาซื้อขายในตลาดไม่สูง เสี่ยงต่อการเสียหายจากภัยธรรมชาติน้อย สามารถผลิตในปริมาณมากเพื่อรองรับความต้องการของการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกได้ พื้นที่ปลูกได้ในโลกนี้มีจำกัด ประเทศไทยอยู่ตรงจุดที่ได้เปรียบและสามารถปลูกได้ดี ประกอบกับน้ำมันปาล์ม ประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด อุดมด้วยวิตามินอี และวิตามินเอ ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้สามารถสกัดและนำมาใช้ประโยชน์เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมที่ใช้โอเลฟินเป็นวัตถุดิบ และอื่นๆ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้อีกหลากหลาย

ผลผลิตเพิ่ม…ตามยุทธศาสตร์ขยายพื้นที่ปลูก

ในปี 2547 เนื้อที่ให้ผลปาล์มน้ำมัน 1.869 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 3.9 หรือเพิ่มขึ้น 69,358 ไร่ ผลผลิตประมาณ 5.28 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 371,987 ตันหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในปัจจุบันที่มีความต้องการน้ำมันปาล์มประมาณ 10.81 ล้านตันต่อปี

ตั้งแต่ปี 2542 รัฐบาลส่งเสริมให้ขยายพื้นที่ปลูกและสนับสนุนให้ปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีเพื่อทดแทนต้นปาล์มพันธุ์ไม่ดีที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ประกอบกับราคาผลปาล์มน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษา ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรัฐบาลมียุทธศาสตร์อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันปี 2547–2572 เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิต และส่งออกน้ำมันปาล์มเคียงคู่ผู้นำในระดับโลกอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย รวมทั้งนโยบายกำหนดให้ปาล์มน้ำมันเป็นแหล่งพลังงานทดแทนของประเทศ ตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้ 10 ล้านไร่ในปี 2572 โดยจะปลูกเพิ่มปีละ 400,000 ไร่ แบ่งระยะเวลาดำเนินการเป็น 5 ระยะๆละ 5 ปี ในช่วง 5 ปีแรกตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั่วประเทศจาก 2.04 ล้านไร่ในปี 2547 เป็น 3.67 ล้านไร่ ในปี 2552 คาดการณ์ผลปาล์มสดเพิ่มขึ้นเป็น 6.54 ล้านตัน หรือคิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 1.18 ล้านตัน โดยจะดำเนินการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีในเขตนาร้าง 0.888 ล้านไร่ ไร่ร้าง 0.156 ล้านตัน และปลูกปาล์มน้ำมันแทนยางพาราในเขตที่ไม่เหมาะสมในการปลูกยางพารา 0.462 ล้านไร่ และจะเร่งรัดพัฒนาสวนปาล์มน้ำมันเดิมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมจากการแปรรูปอย่างง่ายเป็นการแปรรูปมูลค่าสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อทดแทนพลังงานที่มีราคาแพงในขณะนี้ นอกจากนี้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งชาติเพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแบบครบวงจร รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเมืองปาล์มน้ำมันเพื่อเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันทั่วประเทศ เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาวิจัยหรือทดสอบว่าจะสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้หรือไม่ ยกเว้นในเขตจังหวัดภาคใต้และภาคตะวันออก ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาทดสอบแล้วว่าสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้เหมาะสมทั้งในด้านพื้นที่ ลักษณะของดินและปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ดังนั้นหากจะขยายการปลูกปาล์มน้ำมันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคเหนือ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาวิจัยถึงความเหมาะสมของพื้นที่สภาพดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะความเพียงพอของปริมาณน้ำฝน

ทั้งนี้ปาล์มน้ำมันเหมาะสมกับการปลูกในเขตที่มีฝนตกชุก หากนำไปปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีช่วงแล้งยาวนาน ทำให้มีความเสี่ยงต่อสภาพต้นปาล์มโตช้าและให้ผลผลิตต่ำ ซึ่งเคยมีการศึกษาปาล์มน้ำมันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสรุปว่าการปลูกปาล์มน้ำมันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะให้น้ำมันปาล์มเพียงร้อยละ 10-12 ต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำ เมื่อเทียบกับการปลูกในภาคใต้และภาคตะวันออกที่ให้น้ำมันประมาณร้อยละ 19-20 ต่อกิโลกรัม เท่ากับว่าความคุ้มทุนแตกต่างกันมาก นอกจากนี้หากมีการปลูกมากจะมีปัญหาล้นตลาดได้ รวมทั้งหากสนับสนุนให้ปลูกกันมากในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้จากพื้นที่เหล่านี้มีต้นทุนสูงขึ้นอีก

ความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม…หลากอุตสาหกรรมรองรับ

เมื่อได้ผลผลิตทะลายปาล์มน้ำมันเกษตรกรส่งเข้าโรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบ หลังจากนั้นโรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบส่งต่อให้กับโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบของหลากหลายผลิตภัณฑ์ทั้งด้านบริโภคและอุปโภค โดยอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปาล์มน้ำมันจำแนกออกได้เป็น 8 ประเภทคือ อุตสาหกรรมเพื่อการบริโภคในรูปของน้ำมันพืช(มีสัดส่วนร้อยละ 58.6 ของปริมาณน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ทั้งหมด) โดยน้ำมันปาล์มมีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันพืชในประเทศไทยร้อยละ 66 รองลงมาเป็นส่วนแบ่งการตลาดของน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าวและอื่นๆ เท่ากับร้อยละ 17 , 5 และ 12 ตามลำดับ อุตสาหกรรมสบู่(ร้อยละ 10.1) อุตสาหกรรมของว่างและขนมขบเคี้ยว(ร้อยละ 9.4) อุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป(ร้อยละ 6.4) อุตสาหกรรมนมข้นหวานและนมจืด(ร้อยละ 4.8) อุตสาหกรรมครีมเทียม(ร้อยละ 1.4) อุตสาหกรรมเนยขาวและเนยเทียม(ร้อยละ 1) และอุตสาหกรรมอุปโภคอื่นๆ เช่น พลาสติก เครื่องสำอาง น้ำมันหล่อลื่น ยางรถยนต์ เป็นต้น (ร้อยละ 8.3)

ปัจจุบันไทยผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณปีละ 700,000-800,000 ตัน โดยการบริโภคส่วนใหญ่เป็นน้ำมันพืช ที่เหลือใช้สำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยการบริโภคภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ต่อปี ขณะที่การผลิตเพิ่มขึ้นนั้นไม่เป็นไปตามสัดส่วน ซึ่งจะทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบได้ในอนาคต แนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาถูกกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ และยังไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางและหลากหลาย

สถานภาพการผลิตปาล์มน้ำมันของไทยนั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้ต้องพึ่งพิงการนำเข้าภายใต้การอนุมัติเป็นครั้งคราว ซึ่งทางรัฐบาลกำหนดข้อจำกัดด้านปริมาณและระยะเวลานำเข้าในแต่ละปี รวมทั้งการนำเข้าภายใต้โควตาการเปิดตลาดตามพันธผูกพันกับองค์การการค้าโลก อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติแล้วความต้องการน้ำมันปาล์มส่วนเกินในแต่ละปีได้ถูกชดเชย จากการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศมีส่วนต่างจากราคาน้ำมันปาล์มมาเลเซียสูง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศมีความผันผวน

นอกจากนี้ในระยะหลังผู้ค้าน้ำมันปาล์มบางรายอาศัยการควบคุมที่ไม่เข้มงวดลักลอบนำน้ำมันปาล์มบางส่วนที่นำเข้าเพื่อส่งออกมาขายในประเทศ จากเดิมที่การนำเข้าเพื่อการส่งออกไปยังประเทศที่สาม เช่น จีน พม่า อินเดีย เป็นต้น โดยมีปัจจัยสองประการที่เกื้อหนุนจากราคาน้ำมันปาล์มกลั่นสำเร็จรูปในมาเลเซียมีราคาถูกกว่าน้ำมันปาล์มกลั่นในไทยค่อนข้างมาก และกฎระเบียบต่างๆที่เปิดโอกาสให้หาประโยชน์จากส่วนนี้ได้ เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ปล่อยให้ผู้ค้าบางรายใช้เขตส่งเสริมการส่งออกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม นำเข้าน้ำมันปาล์มเข้ามาขายในประเทศแข่งกับโรงกลั่นน้ำมันปาล์มในประเทศ เป็นต้น นับว่าเป็นช่องทางที่ทำให้การนำเข้าน้ำมันปาล์มมากขึ้นอย่างผิดปกติโดยเฉพาะในปี 2546 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปาล์มในประเทศกระเทือนเป็นลูกโซ่ตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ และเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งในการแก้ปัญหาดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์เรียกประชุมส่วนราชการและเอกชนกำหนดว่าตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2547 กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มต้องรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบในประเทศด้วย นับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และจะช่วยบรรเทาปัญหาความผันผวนของราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มในประเทศ

การแปรรูปน้ำมันปาล์ม การใช้ประโยชน์เนื้อไม้จากต้นปาล์ม และวัสดุพลอยได้อื่นๆในไทยยังมีการวิจัยและพัฒนาน้อยมาก ซึ่งเท่ากับว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยในด้านการแปรรูปเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่านั้นยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาเลเซีย ซึ่งหากไทยสามารถแก้ไขจุดอ่อนนี้ได้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย นอกจากนี้ปาล์มน้ำมันนับว่าเป็นพืชน้ำมันที่มีความโดดเด่น เนื่องจากในปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากน้ำมันปาล์มในประเทศมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพืชน้ำมันประเภทอื่นๆ รวมทั้งยังเป็นพืชน้ำมันที่สร้างรายได้ในการส่งออกสูงที่สุดในบรรดาพืชน้ำมันทั้งหมดอีกด้วย อย่างไรก็ตามน้ำมันปาล์มที่สกัดจากเมล็ดในยังไม่มีการใช้ประโยชน์ในประเทศ ทั้งๆที่เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพเหมาะสำหรับนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่นเดียวกับน้ำมันมะพร้าว ดังนั้นไทยควรหันมาพัฒนาการใช้ประโยชน์จากน้ำมันปาล์มที่สกัดจากเมล็ดใน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์แทนการส่งออก

ไบโอดีเซล…พลังงานทดแทนจากน้ำมันปาล์ม

ไบโอดีเซลได้จากการเอาน้ำมันพืชมาผสมกับแอลกอฮอล์ การทดลองใช้ไบโอดีเซลมีการศึกษามานานแล้ว และในหลายประเทศได้ผลิตเป็นการค้าแล้ว เช่น ประเทศในแถบยุโรปและแคนาดาจะใช้น้ำมันจากเรปซีด(rapeseed) สหรัฐฯใช้จากถั่วเหลือง มาเลเซียนำน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตเป็นไบโอดีเซลใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลได้ เป็นต้น การนำน้ำมันปาล์มผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วนที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้สามารถลดการใช้น้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ได้ประมาณการความต้องการไบโอดีเซลทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านตันในปี 2545 เป็น 18 ล้านตัน ในปี 2563 ซึ่งกระทรวงพลังงานของไทยได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการผลิตไบโอดีเซล 176 ล้านลิตรในปี 2549 และ 722 ล้านลิตรในปี 2554

กระบวนการนำน้ำมันปาล์มมาทำไบโอดีเซลเป็นเรื่องที่ไม่สลับซับซ้อน เพราะใช้ได้ทั้งน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ โดยเฉพาะการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพียงแค่เติมสารปรุงแต่ง ตามหลักการทางเคมีก็จะได้ไบโอดีเซลประมาณร้อยละ 78-80 ซึ่งไปใช้เป็นน้ำมันดีเซลหรือผสมน้ำมันดีเซลใช้กับรถยนต์หรือเครื่องจักรกลต่างๆได้อีกร้อยละ 20 จะได้กรีเซอรัล(Glyceral)นำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ต่างๆได้อีก เช่น อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น

ปัจจุบันในประเทศมีโรงงานต้นแบบไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมันอยู่ 2 แห่ง ดังนี้

1.โรงงานต้นแบบของกองทัพเรือ

ซึ่งมีการวางแผนอนาคตจะวิจัย ผลิต และใช้ไบโอดีเซลอย่างครบวงจร โครงการวิจัยและพัฒนาการใช้ก๊าซเอ็นจีวีกับเครื่องยนต์ดีเซลฯ ของกองทัพเรือ โดยใช้วัตถุดิบจากน้ำมันปาล์มเถื่อนที่ทางกรมศุลกากรยึดได้ ซึ่งมีกำลังผลิตได้ 2 พันลิตร/วัน และอนาคตมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้สูงขึ้น ในระดับ Value chain ให้ครบวงจร เช่น การใช้กรีเซอรัล(Glyceral) คือผลพลอยได้จากการผลิตไบโอดีเซลมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เป็นต้น ในระยะยาวทางกองทัพเรือจะเริ่มปลูกปาล์มตามพื้นที่ฐานทัพริมทะเลต่างๆเพื่อเป็นวัตถุดิบ พร้อมทั้งจะนำโครงการนี้ไปสาธิตเทคโนโลยีให้กับประชาชนและ สหกรณ์ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

2.บริษัทราชา-ไบโอดีเซล จำกัด จังหวัดสุราษฏร์ธานี เ

ป็นของเอกชนที่ต้องการเป็นผู้บุกเบิก โรงงานผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมาตั้งแต่ปี 2544 ช่วงที่วัตถุดิบอย่างมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน มีราคาถูก โดยกองทัพเรือสนับสนุนด้านเทคนิคความรู้ แต่เวลานี้ปัญหาวัตถุดิบมีราคาสูง แต่บริษัทก็จะยังคงผลิตน้ำมันไบโอดีเซลต่อไป เพราะต้องการเป็นบริษัทต้นแบบแห่งแรกที่ผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนของประเทศ รับซื้อน้ำมันที่ใช้แล้ววันละ 20 ตัน ตกกิโลกรัมละ 12–13 บาท ผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ 20,000 ลิตร/วัน เมื่อนำไปผ่านกระบวนการผลิตแล้วจะตกอยู่ที่ราคา 20–25 บาท/ลิตรใช้กับเรือข้ามฟาก 11 ลำ ผสมในสัดส่วนร้อยละ 50–100 แต่ไม่ได้ขายในเชิงพาณิชย์เพราะต้นทุนการผลิตยังอยู่ในเกณฑ์สูง หากอนาคตรัฐบาลสนับสนุนเหมือนญี่ปุ่นที่บังคับให้ประชาชนต้องเก็บน้ำมันพืชที่ใช้แล้วคืนให้กับโรงงานผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โอกาสทางธุรกิจก็จะมีมากขึ้น

การกำหนดยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานมีเป้าหมายให้ใช้ไบโอดีเซลร้อยละ 3 ของการใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมดในปี 2554 หรือวันละ 2.4 ล้านลิตร โดยกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลจะส่งเสริมให้ใช้ไบโอดีเซลในร้อยละ 2 ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในกลุ่มเป้าหมายแรก คือกลุ่มรถบรรทุกโดยกำหนดให้ผสมไบโอดีเซลร้อยละ 2 ซึ่งคิดเป็นปริมาณน้ำมันปาล์มประมาณวันละ 1.6 ล้านลิตร โดยจะบังคับใช้ในพื้นที่เฉพาะในปี 2549-2553 จากนั้นในปี 2554 เป็นต้นไปจะบังคับใช้ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการผลิตไบโอดีเซลเวลานี้คือวัตถุดิบ ถ้าจะใช้น้ำมันไบโอดีเซลทั้งระบบต้องใช้พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันถึง 7 ล้านไร่ จากที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 2 ล้านไร่เท่านั้น ดังนั้นกลยุทธ์การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในการผลักดันโครงการไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน

ต้นทุนการผลิตสูงและการเปิดเขตการค้าเสรี…ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข

แม้ว่าแนวโน้มในอนาคตของปาล์มน้ำมันและอุตสาหกรรมต่อเนื่องนับว่าสดใส เนื่องจากมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลากหลายประเภทรองรับ ทั้งการบริโภคในลักษณะเป็นน้ำมันพืช และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท รวมทั้งความต้องการในธุรกิจไบโอดีเซลเพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทนอีกด้วย ทำให้ไทยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันเพื่อรองรับการขยายความต้องการของน้ำมันปาล์ม แต่ปัญหาสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในอนาคต มีดังนี้

1.ต้นทุนการผลิตอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับมาเลเซีย

เมื่อเทียบกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันเช่นเดียวกัน ไทยยังมีข้อเสียเปรียบในด้านต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า กล่าวคือต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมันอยู่ในระดับต่ำราว 0.8-1.00 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตของไทยสูงถึง 1.85-1.92 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจาก

- ผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดเกิดจากการขยายพื้นที่ปลูก ไม่ได้เกิดจากการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ทั้งนี้เนื่องจากเกือบครึ่งของปาล์มน้ำมันที่ปลูกทั่วประเทศเป็นสายพันธุ์ปาล์มคุณภาพต่ำทั้งในด้านผลผลิตต่อไร่และสัดส่วนการให้น้ำมันที่อยู่ในระดับเฉลี่ยเพียงร้อยละ 15-17 เท่านั้น เมื่อเทียบกับมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตและมีแผนพัฒนาปลูกปาล์มน้ำมันแทนยางพารา มีการลงทุนปลูกสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่และมีโรงสกัดน้ำมันในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งนับเป็นการลงทุนที่ครบวงจร รวมทั้งขยายการลงทุนไปยังอินโดนีเซียอีกด้วย ทำให้มาเลเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนและรายใหญ่ที่สุดของโลก

ข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มมาเลเซีย เริ่มตั้งแต่สภาพอากาศเหมาะสมมีปริมาณน้ำฝนเพียงพอในช่วงที่ปาล์มต้องการ โดยเฉพาะช่วงที่ออกผลปาล์มที่ปลูกเป็น "พันธุ์แท้" มีอัตราการให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยเกือบสองเท่า ผลปาล์มมีเปอร์เซ็นต์การให้น้ำมันสูงในทุกช่วงอายุ และมีการวางแผนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้น โดยมีการโค่นต้นปาล์มทิ้งเมื่ออายุก่อนถึง 20 ปี และปลูกทดแทนอย่างต่อเนื่อง ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีการลงทุนผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่สวนปาล์มน้ำมันไปจนถึงโรงกลั่นน้ำมันภายในบริษัท/กลุ่มบริษัทเดียวกัน จึงสามารถวางแผนการผลิตและควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การที่สวนปาล์มของมาเลเซียมีผลผลิตต่อไร่และเปอร์เซ็นต์การให้น้ำมันสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมันอยู่ในระดับต่ำราว 0.8-1 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตของไทยสูงถึง 1.85-1.92 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นนอกจากมาเลเซียจะเป็นยักษ์ใหญ่ในด้านการผลิตน้ำมันปาล์มโลกแล้ว ยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคาจากกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

- แม้ว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบของไทยปัจจุบันอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมาเลเซีย คือ 11.50 บาทต่อกิโลกรัมและ 10.80 บาทต่อกิโลกรัมตามลำดับ แต่ต้นทุนน้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ของไทยยังสูงกว่า เพราะการผลิตของไทยนั้นเพื่อการบริโภคโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องผลิตน้ำมันปาล์มคุณภาพสูง เนื่องจากต้องแข่งขันกับน้ำมันถั่วเหลืองในตลาดน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคในครัวเรือน กล่าวคือน้ำมันปาล์มของไทยต้องมีการแยกไขออกมากกว่าน้ำมันปาล์มที่ผลิตในมาเลเซีย ทำให้น้ำมันปาล์มของมาเลเซียมีสีเข้มและมีไขปนมากกว่าของไทย แต่เกรดน้ำมันต่ำกว่า

อย่างไรก็ตามข้อได้เปรียบของมาเลเซียคือ มีตลาดผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไขมันพิเศษ(Specialty Fat)และโอเลโอเคมีคอล(Oleochemical) ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มในมาเลเซียมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าผู้ผลิตน้ำมันปาล์มในไทย อย่างไรก็ตามข้อเสียเปรียบของมาเลเซียคือ ราคาน้ำมันดีเซลของมาเลเซียอยู่ในเกณฑ์ต่ำไม่คุ้มที่จะนำมาผลิตไบโอดีเซล แต่ในกรณีของไทยนั้นการนำเอาน้ำมันปาล์มมาผลิตไบโอดีเซลนั้นคุ้มกว่าการแยกไขจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์

ดังนั้นการส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซลจากผลพลอยได้ของน้ำมันปาล์ม เช่น น้ำมันสเตียริน กรดไขมันปาล์ม เป็นต้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ของไทยใกล้เคียงกับมาเลเซียมากยิ่งขึ้นในระยะยาว นอกจากนี้การผลิตไบโอดีเซลจะช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีคอล เนื่องจากไบโอดีเซลจัดเป็นอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีคอลขั้นพื้นฐาน(Basic Oleochemical) และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆจากโอเลโอเคมีคอล ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่น ยา และเครื่องสำอาง

2.ผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี

เนื่องจากปัจจุบันไทยสามารถผลิตปาล์มน้ำมันได้ในระดับที่เพียงพอกับการใช้ในประเทศเท่านั้น ซึ่งในบางปียังต้องพึ่งพาการนำเข้า (ในบางปีก็ส่งออกด้วยแต่นับว่าเป็นปริมาณที่น้อยมาก) ดังนั้นอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยอยู่ในลักษณะของการตั้งรับเพื่อปรับตัวให้สามารถแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตทั้งจากน้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลือง กล่าวคือ การเปิดเขตการค้าเสรีกรณีอาฟต้าทำให้ผู้ที่เกี่ยวกับกับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในประเทศได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน รองลงมาคือ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ นอกจากนี้ในอนาคตการเปิดเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการผลิตปาล์มน้ำมัน เนื่องจากอาจจะได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเมล็ดและน้ำมันถั่วเหลืองที่สหรัฐฯเป็นประเทศที่ผลิตได้มากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตามจากการเปรียบเทียบการผลิตปาล์มน้ำมันระหว่างไทย อินโดนีเซียและมาเลเซียแล้วพบว่า ปัจจุบันผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของไทยสูงกว่าอินโดนีเซีย แต่ยังต่ำกว่ามาเลเซีย การเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปน้ำมันปาล์มและวัสดุพลอยได้อื่นๆจากปาล์มน้ำมันเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์นั้นยังเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทย เนื่องจากไทยไม่มีการแปรรูปน้ำมันปาล์มแยกระหว่างน้ำมันปาล์มและน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม ทำให้การใช้ประโยชน์น้ำมันปาล์มของไทยยังไม่กว้างและสร้างมูลค่าเพิ่มได้เท่ากับมาเลเซีย

ผลประกอบการของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบและโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ยังอยู่ในระดับที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับมาเลเซีย เนื่องจากทั้งราคาน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับมาเลเซีย แต่ในระยะยาวการที่ราคาผลปาล์มดิบที่เกษตรกรขายได้ของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันของไทยเสียเปรียบเกษตรกรมาเลเซีย อย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบของไทยต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อลดส่วนต่างระหว่างราคาทะลายปาล์มสด ราคาน้ำมันปาล์มดิบ และราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ให้อยู่ในระดับที่ทุกขั้นตอนการผลิตสามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของมาเลเซีย

ศักยภาพในอนาคต…ฝากความหวังกับยุทธศาสตร์การพัฒนา

ปาล์มน้ำมันนับว่าเป็นพืชน้ำมันที่ยังคงมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการบริโภคโดยตรงในรูปของน้ำมันพืช และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบ อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพและโอกาสในการใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบ ซึ่งอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบนั้นเพื่อทดแทนไขมันจากสัตว์ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปริมาณคลอเรสเตอรอล ทดแทนการใช้น้ำมันพืชที่มีราคาแพง และใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ น้ำมันปาล์มมีความได้เปรียบน้ำมันพืชประเภทอื่นๆ เนื่องจากเป็นน้ำมันพืชที่ประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด ซึ่งอุตสาหกรรมที่มีโอกาสและศักยภาพคือ อุตสาหกรรมอาหารหลากหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมนมแปลงไขมัน อุตสาหกรรมผลิตเนยโกโก้เทียม อุตสาหกรรมน้ำมันสำหรับฉีดพ่นผลิตภัณฑ์ประเภทขนมขบเคี้ยว คุกกี้และบิสกิต อุตสาหกรรมไขเทียมและน้ำมันสำหรับผลิตเนยเทียมและเนยขาว เป็นต้น

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ทั้งภาครัฐบาลและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มต้องเร่งแก้ไข คือ

1.การพัฒนาเพื่อยกระดับเปอร์เซนต์การสกัดน้ำมันปาล์มดิบ

เนื่องจากโดยปกติการสกัดน้ำมันปาล์มดิบของไทยจะอยู่ในระดับร้อยละ 14-16 ในขณะที่มาเลเซียนั้นมีการสกัดน้ำมันปาล์มดิบร้อยละ 17-19 ซึ่งในการยกระดับการสกัดน้ำมันปาล์มดิบนี้ต้องเริ่มตั้งแต่เกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะพันธุ์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ส่วนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดน้ำมันของโรงงาน

2.การจัดรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลปริมาณการผลิต การส่งออก การนำเข้า และราคาผลิตภัณฑ์หลักอย่างเป็นระบบ

และมีการจำแนกผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกับมาเลเซีย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการวางแผนกำหนดนโยบายปาล์มน้ำมันของไทย เนื่องจากในปัจจุบันไทยยังขาดข้อมูลที่เป็นข้อมูลพื้นฐานของปาล์มน้ำมัน เช่น ข้อมูลน้ำมันปาล์มดิบไม่สามารถจะทราบได้ว่าเป็นน้ำมันปาล์มดิบที่สกัดจากเนื้อปาล์มชั้นนอก(หีบแยก) หรือสกัดจากผลปาล์มรวมกัน(หีบรวม) ส่วนข้อมูลที่ระบุว่าเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์นั้นควรมีการแยกประเภทน้ำมันเช่นเดียวกับมาเลเซีย โดยแยกเป็น RBD Plam Olein , RBD Plam Stearin ,PFAD (Plam Fatty Acid Destillate) และมีการเก็บข้อมูลราคาแยกด้วยเช่นกัน ซึ่งน้ำมันแต่ละประเภทนั้นนำไปใช้สำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องแยกประเภทกัน การแยกข้อมูลประเภทของน้ำมันปาล์มแต่ละประเภทอย่างชัดเจนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยได้อีกมาก

นอกจากนี้ข้อมูลที่สำคัญเช่นกันคือข้อมูลต้นทุนการผลิต ตั้งแต่ระดับการผลิตปาล์มน้ำมัน การสกัดน้ำมันปาล์ม และการกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดนโยบายพัฒนาปาล์มน้ำมันของไทย ดังนั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์นับว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทั้งระบบของไทย

บทสรุป

ปาล์มน้ำมันจัดว่าเป็นพืชน้ำมันที่มีอนาคตสดใสและมีแนวโน้มการขยายตัวของความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับบรรดาพืชน้ำมันอื่นๆ เนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ต้องการปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบ ทั้งน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ การวางยุทธศาสตร์ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล นับว่าเป็นขยายอุตสาหกรรมรองรับปาล์มน้ำมันในการใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทน อย่างไรก็ตามไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขันที่จะรุนแรงมากขึ้นจากน้ำมันปาล์มนำเข้าเมื่อไทยต้องเปิดเสรีทางการค้า โดยนอกจากการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อรองรับการผลิตไบโอดีเซลแล้ว ไทยยังมีโอกาสในการปรับการผลิตปาล์มน้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของการเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ การเพิ่มเปอร์เซนต์การให้น้ำมัน การแยกประเภทของน้ำมันปาล์ม(น้ำมันจากเนื้อและเมล็ดใน) ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะเป็นการขยายประเภทของอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันปาล์มในประเทศได้อีกอย่างหลากหลาย

Digital TV & Media

ทีประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) มีมติ “ไม่ทบทวน” ตามที่ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวนมติของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) ที่กำหนดให้โครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ต้องยุติการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ภายใน 15 วัน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

แบรนด์ที่ใช้สื่อโฆษณาสูงสุดในเดือนตุลาคม 2557 อันดับ 1 เป็นของ วาสลีน บอดี้ สกินแคร์ ด้วยงบซื้อโฆษณา 79 ล้านบาท อันดับ 2 เป็นของ แชมพู เคลียร์ ใช้งบไป 69 ล้านบาท แซงหน้าโตโยต้า ที่หล่นมาอยู่ในอันดับ 3 โดยโตโยต้ารถยนต์นั่ง ใช้งบไป 67 ล้านบาท

Consumer Insight

ผลวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทย ของบริษัท ดันน์ฮัมบี้ ล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยหันมาซื้อสินค้าโดยใช้ปัจจัยด้านความสะดวกซื้อ และซื้อในแต่ละครั้งจะซื้อสินค้าจำนวนไม่มาก

มาดูกันว่า กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหญ่ Generation Power ของไทย วัย 35- 59 ปี กันบ้าง และจากการศึกษาแบบเจาะลึกของ Y&R Thailand ค้นพบ 3 ค่านิยมเด่นของกลุ่มคนไทย ที่นักการตลาดต้องรู้

Insight

ท่ามกลางการแข่งขันของโลว์คอส แอร์ไลน์ในไทย สายการบิน “ไทยสมายล์” ได้วาง Positioning ตัวเองเป็นสายการบินแบบ “ไลท์ พรีเมี่ยม” ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหว่างสายการบินแบบ Full Service และ Low Cost

จากโครงการ LINE ครีเอเทอร์มาร์เก็ต (LINE Creators Market) ที่ให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถส่งผลงานสติกเกอร์ของตนเองเพื่อขายเป็นสติกเกอร์ไลน์ โดยในช่วงเวลา 6 เดือนหลังจากเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.– 7 พ.ย. 2557 ที่ผ่านมา มีรายได้ทะลุ 1,074 ล้านบาท

กลุ่ม Generation Y (Gen Y) เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลสุดๆ ต่อตลาด เพราะมีขนาดใหญ่ คนกลุ่มนี้เกิดใน ค.ศ 1981-2000 โดยมีจำนวนประมาณ 19 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ ที่สำคัญรายได้ค่อนข้างสูงแม้จะอยู่ในวัยหนุ่มสาวอายุเพียง 15-34 ปี และยังมีอัตราการใช้จ่ายต่อรายได้ที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนเจเนอเรชั่นอื่นๆ

Strategic Move

นับเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากที่ กาเกา ทอล์ค (Kakao Talk) แอพแชต จากเกาหลี เข้ามาทดลองตลาดในไทยเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

แม้พฤติกรรมการดูภาพยนตร์ของคนไทยจะสูงขึ้นตามไลฟ์สไตล์คนเมืองก็ตาม แต่เมื่อเทียบอัตราการดูภาพยนตร์ของคนไทยต่อคนต่อปีแล้วมีเพียง 1 เรื่องเท่านั้น และโรงภาพยนตร์ในเมืองไทยยังมีอยู่แค่ 800 โรง

หลังจากประสบความสำเร็จในการ ปั้น 'เอเชียทีค ริเวอร์ฟร้อนท์' บนถนนเจริญกรุงไปแล้ว บริษัท ทีซีซี แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” มองเห็นโอกาสและช่องว่างของการสร้างแหล่งช้อปปิ้ง ที่เรียกว่า 'Community Shopping Center'

Social Media Club

YouTube เว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ยอดนิยมของคนไทย ได้จัดอันดับคลิปวิดีโอที่ยอดนิยมมากที่สุดในปี 2014 โดยวัดผลจากยอดวิวสูงที่สุด โดยที่คอนเท้นต์ยอดนิยมส่วนใหญที่คนไทยคลิ๊กดูมากที่สุดยังคงเป็น “เพลง” “มิวสิควิดีโอ” มากที่สุด

ไตรมาสที่ 4 ก่อนย่างขึ้นศักราชใหม่ 2558 เหล่านักการตลาดบนโซเชียลมีเดียต่างได้รับข่าวร้ายว่าในเดือนมกราคม ปีหน้าเฟซบุ๊กจะดำเนินการปรับลดการมองเห็นโพสต์ในเพจธุรกิจ (Business Page) ลง ส่งผลให้บรรดาโพสต์ประเภทฮาร์ดเซลหรือเน้นขายของเกินเหตุ (Overly Promotional) จะถูกพบเห็นได้น้อยลงอีก

เหล่านักการตลาดต่างหันหาโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ในการเริ่มต้นสานความสัมพันธ์ และสนทนาแลกเปลี่ยนกับผู้บริโภคโดยให้ความสำคัญกับงานในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่องๆ ทั้งการทุ่มเทงบประมาณ และบุคลากร ทว่า ผลการศึกษาของบริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์กลับชี้ให้เห็นว่า แบรนด์ทั้งหลายอาจเสียทั้งเงินและเวลาไปเปล่าๆ

Columnist

การแข่งขันในการตลาดปัจจุบัน ต้องมีระบบมาตรฐาน “คุณภาพ” “คุณธรรม” (Quality and Ethics)

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

กิจกรรมปกติของห้างต่างๆ ทั่วโลกคือ จัดเทศกาลชื่อแปลกๆ เพื่อมีเป้าหมายคือ ลดราคาสินค้าและชวนคนมาเดินห้างให้เยอะขึ้น แต่ไม่ว่าจะ Midnight Sales หรือ Clearance Sales ก็แล้ว ไม่มีห้างไหนในโลกที่วันเดียวจะสร้างยอดขายได้เป็นแสนล้านบาท!

Global Wrap

กิจกรรมปกติของห้างต่างๆ ทั่วโลกคือ จัดเทศกาลชื่อแปลกๆ เพื่อมีเป้าหมายคือ ลดราคาสินค้าและชวนคนมาเดินห้างให้เยอะขึ้น แต่ไม่ว่าจะ Midnight Sales หรือ Clearance Sales ก็แล้ว ไม่มีห้างไหนในโลกที่วันเดียวจะสร้างยอดขายได้เป็นแสนล้านบาท!

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

Global Trend

ไอดีซี เผยตลาดแท็บเล็ตในปีนี้มีอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าเป้าอย่างเห็นได้ชัด มีการเติบโตเพียงแค่ 7.2% เท่านั้น เมื่อเทียบการเติบโตแบบปีต่อปี ลดลงจาก 52.5% ในปี 2013 ถือเป็นตัวเลขที่เยอะพอสมควร

การจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก (Best Global Brand)ในปี 2014โดยบริษัทอินเตอร์แบรนด์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ระดับโลก ยังพบด้วยว่า แบรนด์ที่เข้ามาติดอันดับในปีนี้เป็นครั้งแรก ประกอบไปด้วย ดีเอชแอล (อันดับ 81) แลนด์โรเวอร์ (อันดับที่ 91) เฟดเด็กซ์ (อันดับที่ 92) หัวเหว่ย (อันดับที่ 94) และฮูโก้ บอส (อันดับที่ 97)

ผู้เขียนได้อ่านบทความธุรกิจของจีนทราบว่า 1 ใน 10 ของแบรนด์ในใจพนักงานออฟฟิศ อันดับหนึ่ง คือ “วีแชต (WeChat)” แอปฯ แชตสีเขียวที่คนจีนใช้กันทั้งประเทศ (มิใช่แบรนด์เครื่องดื่มใดๆ อีกต่อไป) ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็หนีไม่พ้นแบรนด์ระดับโลกอย่างแอ๊ปเปิ้ล ไนกี้ ฯลฯ และก็มีแบรนด์หนึ่งที่สะดุดตาผู้เขียนคือ “ชุ่นเฟิง (顺丰)” ซึ่งที่โลโก้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ว่า SF

People

บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ประกาศแต่งตั้ง “ปิย สมุทรโคจร” ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน เป็นต้นมา

หลังจาก เฟ้นหาบุคคลมานั่งเก้าอี้ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทอสมท จำกัด (มหาชน) มาแทน "เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์" ที่ยื่นลาออกไปเมื่อ 12 มิถุนายน 2557

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348