ราคาก๊าซ NGV...โจทย์ที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ

ในแต่ละปีประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในปริมาณสูงกว่า 43,000 ล้านลิตร ซึ่งต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศไปเป็นมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาทต่อปี ภาครัฐจึงเริ่มมีแนวคิดที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในรูปแบบต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ก๊าซ NGV จึงเป็นพลังงานทางเลือกประเภทหนึ่งที่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ได้รับการส่งเสริมให้ใช้มากขึ้นโดยภาครัฐได้วางเป้าหมายการใช้ก๊าซ NGV ในยานยนต์ประเภทต่างๆ เพื่อให้ในปี 2555 สามารถทดแทนการใช้น้ำมันในภาคขนส่งให้ได้ถึง 20% ซึ่งในปี 2551 ที่ผ่านมาการส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ค่อนข้างจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะในด้านจำนวนรถและปริมาณการใช้ก๊าซ NGV เนื่องด้วยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซ NGV มีมากขึ้น

แต่ทว่านับตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปได้ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำอย่างรวดเร็ว โดยคาดกันว่าในปี 2552 นี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการตามเป้าหมาย NGV Roadmap ในปี 2552 เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น ขณะเดียวกันตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในปี 2550 ที่ให้ในปี 2552 ผู้ประกอบการจำหน่ายก๊าซ NGV สามารถปรับขึ้นราคาจำหน่ายไปได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งหากปรับขึ้นราคาก๊าซจะส่งผลกระทบต่อแผน NGV Roadmap ในปี 2552 ที่อาจไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายได้มากนักโดยเฉพาะเป้าหมายปริมาณการใช้ก๊าซ และจำนวนรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV แต่ในทางตรงกันข้ามหากไม่ทำการปรับขึ้นราคาก๊าซ ก็จะส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายก๊าซ NGV ของผู้ประกอบการให้มีขาดทุนสะสมมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้การลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีบริการ และท่อขนส่งก๊าซเพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซ NGV ที่สูงขึ้นในอนาคตเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งต้องล่าช้าออกไปมาก อันจะทำให้เป้าหมายการลดการนำเข้าน้ำมันดิบไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในระยะยาว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่จะบรรลุเป้าหมาย NGV Roadmap ในด้านต่างๆ ตามเป้าหมายในปี 2552 นั้น อาจจะต้องเผชิญกับประเด็นอุปสรรคต่างๆ ทำให้จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งการดำเนินการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ประกอบด้วยทางเลือกที่มีความเป็นได้ที่สำคัญ 2 ทางเลือก ได้แก่

ทางเลือกที่ 1 : หากจะดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมาย NGV Roadmap…ตรึงราคาก๊าซก็เป็นสิ่งจำเป็น
ในปี 2552 ซึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว และราคาน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในระดับต่ำ หากภาครัฐต้องการให้การใช้ก๊าซ NGV เป็นไปตาม Roadmap เดิม ภาครัฐก็มีความจำเป็นที่จะต้องตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ต่อไป เพื่อรักษาส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซ NGV และน้ำมันสำเร็จรูปให้อยู่ในระดับที่สูง เพื่อรักษาแรงจูงใจของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซไปแล้วให้ไม่ลดปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ลงมากนัก ขณะเดียวกันเพื่อไม่ให้กลุ่มรถยนต์ที่ยังไม่ได้ติดตั้งชะลอแผนการติดตั้งออกไปนานมากนัก นอกจากนั้นภาครัฐยังจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซ NGV อย่างต่อเนื่อง เช่น ให้เงินอุดหนุนค่าติดตั้งระบบก๊าซ NGV ให้มีค่าติดตั้งที่ต่ำลงมาก เป็นต้น

แต่ทว่า การที่รัฐบาลยังคงตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ แม้ว่าจะเป็นการรักษาปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ให้อยู่ในระดับสูงต่อไป และช่วยเหลือผู้ใช้ก๊าซ NGV ให้มีต้นทุนการใช้ไม่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ได้ส่งผลกระทบที่สำคัญต่อผู้ประกอบการ NGV เนื่องจากต้นทุนในการจำหน่ายก๊าซ NGV อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12 บาท (รวมต้นทุนเนื้อก๊าซเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.15 บาท และค่าการตลาด) ขณะที่ราคาจำหน่ายถูกตรึงไว้อยู่ที่กิโลกรัมละ 8.5 บาทเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ทำให้ผู้ประกอบการ NGV ต้องขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซที่นับวันจะยิ่งทวีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ซึ่ง ณ สิ้นปี 2551 ที่ผ่านมา คาดว่าผู้ประกอบการจะมีมูลค่าการขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซ NGV มากกว่า 4,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ยิ่งนานเท่าไร ปัญหาการขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซ NGV ของผู้ประกอบการก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งหากผู้ประกอบการเกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนอีกต่อไป อาจทำให้การดำเนินการตามแผนพัฒนาระบบก๊าซ NGV (NGV Roadmap) ต้องชะลอออกไป เนื่องจากการดำเนินการต้องใช้เงินลงทุนที่สูง ทั้งการขยายจำนวนสถานีบริการที่ต้องลงทุนสูงถึงประมาณ 50 ล้านบาทต่อสถานี การเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งก๊าซ ทั้งจำนวนรถขนส่งก๊าซจากสถานีแม่ไปยังสถานีลูก และการขยายเส้นทางส่งก๊าซทางท่อไปยังภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ที่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งก๊าซที่ล่าช้าออกไปมาก อาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของระบบในอนาคต เมื่อราคาน้ำมันกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ความต้องการใช้ก๊าซ NGV จะมีมากเกินความสามารถของระบบที่จะตอบสนอง จนทำให้การใช้ก๊าซ NGV ขาดความสะดวกมากขึ้นกว่าในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา ดังนั้น หากภาครัฐต้องการให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย NGV Roadmap แล้ว จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายแง่มุม เช่น ชดเชยเงินส่วนต่างราคาก๊าซที่จำเป็นต้องปรับขึ้นแก่ผู้ประกอบการ หรือภาครัฐลงทุนขยายสถานีบริการก๊าซ และแนวท่อก๊าซเอง เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ โดยที่ไม่ส่งกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้ก๊าซ NGV

ทางเลือกที่ 2 : ผ่อนปรนเป้าหมาย NGV Roadmap…ขึ้นราคาก๊าซ รัฐลดการแทรกแซง
แนวทางนี้ภาครัฐจะไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงโครงสร้างระบบก๊าซ NGV มากนัก โดยภาครัฐอาจยอมให้มีการปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ตามมติของที่ประชุมกพช. ได้บ้าง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบก๊าซ NGV ในประเทศตามแผนแม่บทก๊าซ NGV (NGV Roadmap) และเพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซ NGV ใช้ก๊าซด้วยราคาที่สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ในระดับที่ค่อนข้างสูงในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว อาจจะทำให้ปริมาณการใช้ก๊าซ NGV และรถใหม่ที่จะหันมาติดตั้งชะลอตัวลงมาก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากภาครัฐจะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ในปี 2552 อาจพิจารณาปรับขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยการปรับขึ้นควรปรับในช่วงเวลาที่ราคาจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาส่วนต่างราคาก๊าซ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปไว้ โดยอาจปรับขึ้นต่ำกว่าระดับที่ทางผู้ประกอบการเรียกร้อง(กิโลกรัมละ 11 – 12 บาท) เช่น ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 9.5 - 10 บาท เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ และไม่เพิ่มภาระต่อผู้ประกอบการมากนัก อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาก๊าซย่อมสร้างผลกระทบที่ยากจะหลีกเลี่ยงต่อกลุ่มรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ในสองกลุ่มใหญ่ ดังนี้

 กลุ่มรถบ้าน หรือรถขนาดเล็ก เป็นกลุ่มรถยนต์ที่ทางภาครัฐสนับสนุนให้หันมาใช้ก๊าซ NGV ในระยะเริ่มต้นที่ในเวลานั้นราคาน้ำมันได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาวะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหลักอยู่ในระดับต่ำเช่นปัจจุบัน ทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซ NGV และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ลดน้อยลง ประกอบกับความกังวลด้านความปลอดภัย และการดูแลรักษาเครื่องยนต์เมื่อใช้ก๊าซที่จะเป็นการเพิ่มต้นทุน รวมถึงท่าทีรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่สนับสนุนให้รถขนาดเล็กหันมาใช้ก๊าซ NGV มากเท่าไรนัก ด้วยมีพลังงานทางเลือกอื่นให้เลือกใช้อยู่มาก ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ของกลุ่มรถบ้านลดลงได้มาก โดยกลุ่มรถเก่าที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ไปก่อนหน้าอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไปบ้าง โดยหันมาใช้น้ำมันสำเร็จรูปในสัดส่วนที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มรถยนต์เก่าที่คิดจะนำรถไปติดตั้งระบบก๊าซจะมีการติดตั้งที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้น กลุ่มรถยนต์ใหม่ที่มีการติดตั้งระบบก๊าซ NGV จากโรงงาน อาจทำตลาดได้ยากลำบากขึ้น โดยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่สำคัญในภาวะราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ คือ รถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 และอี 85 ซึ่งประชาชนมีความรู้สึกว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทมีความปลอดภัยในการใช้มากกว่า และราคาน้ำมันในปัจจุบันก็ไม่ได้มีส่วนต่างจากราคาก๊าซ NGV มากนัก

 กลุ่มรถบรรทุก หรือรถขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มรถยนต์ที่เริ่มหันมาใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะในปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2551 มีรถขนาดใหญ่ที่ใช้ก๊าซ NGV คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19% ของรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2550 ที่มีรถขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 12% ของรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ทั้งหมด

ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบการของบรรดารถใหญ่ค่อนข้างมาก เนื่องจากปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ในแต่ละวันของกลุ่มรถใหญ่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาก๊าซ NGV จะปรับขึ้นไปที่กิโลกรัมละ 10 - 11 บาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณการใช้ของรถใหญ่กลุ่มที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ไปก่อนหน้านี้จะยังคงไม่ลดลง เนื่องจากก๊าซ NGV ยังคงเป็นพลังงานทางเลือกที่มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่น แต่คงจะมีผลกระทบต่อกลุ่มรถขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ซึ่งจากการศึกษาพบว่าหากในปี 2552 ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณลิตรละ 22 บาท กลุ่มรถใหญ่ที่ยังไม่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV มีแนวโน้มที่จะชะลอการติดตั้งออกไป เนื่องจากราคาก๊าซ NGV ที่ปรับขึ้นทุกๆ กิโลกรัมละ 1 บาท จะส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนจากติดตั้งระบบก๊าซ NGV ยาวนานขึ้นไปอีกประมาณ 1 เดือน ดังนั้น หากภาครัฐทำการปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ไปเป็นกิโลกรัมละ 11 หรือ 12 บาท จะส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งระบบก๊าซยาวนานขึ้นไปอีกมากกว่า 3 หรือ 6 เดือนตามลำดับ ซึ่งในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบก๊าซ NGV ประมาณ 400,000 – 2,000,000 บาท ถือเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูงที่กลุ่มผู้ใช้รถขนาดใหญ่จะพิจารณาอย่างรอบคอบ อันจะทำให้จำนวนรถยนต์ที่จะหันมาติดตั้งระบบก๊าซ NGV ชะลอตัวลงมาก โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานได้อีกไม่เกิน 3 ปีจะไม่หันมาติดตั้งระบบก๊าซ NGV

บทสรุป
เนื่องจากในปี 2552 คาดว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก การดำเนินการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ก๊าซ NGV ให้เป็นไปตามเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ที่วางไว้ทั้งหมด อาจเป็นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ และสนับสนุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการตรึงราคาก๊าซ NGV เพื่อให้ส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซและราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่แบกรับภาระทางการเงินมานาน โดยการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการจำหน่ายก๊าซต่อไปได้ รวมถึงอาจเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบก๊าซ เช่น ท่อส่งก๊าซ และสถานีบริการ

ในทางตรงกันข้าม หากทางการเลือกที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากขึ้น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความนิยมของประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและกลุ่มรถยนต์ในภาคขนส่ง โดยเฉพาะในยามที่ราคาน้ำมันลดต่ำลง ซึ่งอาจจะทำให้ในปี 2552 ต้องพลาดเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในปี 2552 นี้ ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบน่าจะไม่สูงเท่ากับปี 2551 ทำให้การพลาดเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ในระยะสั้น อาจเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายน่าจะพอยอมรับได้ ในขณะที่ประเด็นที่ภาครัฐควรเร่งเตรียมพร้อมก็คือ ในระยะเวลาอีก 1 – 2 ปีข้างหน้าที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ราคาน้ำมันย่อมปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง ณ ตอนนั้นความต้องการใช้ก๊าซ NGV ย่อมเพิ่มขึ้นมาก อันจะทำให้เป้าหมายจำนวนรถ และการใช้ก๊าซ NGV ทดแทนน้ำมันกลับมาเป็นไปตามเป้าหมายอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากถึงเวลานั้นโครงสร้างระบบก๊าซ NGV ยังคงไม่มีความพร้อม และผู้ใช้ก๊าซยังคงเคยชินกับการใช้ก๊าซอย่างฟุ่มเฟือยตามราคาก๊าซที่ถูกตรึงเอาไว้โดยไม่สะท้อนถึงต้นทุนการใช้ที่แท้จริงเท่าที่ควร ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศในระยะยาว ดังนั้นการกำหนดราคาก๊าซ NGV ที่สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริงมากขึ้นน่าจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่า แม้ว่าจะกระทบต่อเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ในปี 2552 ก็ตาม

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจชะลอตัวนี้ หากภาครัฐจะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากขึ้นก็ควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับขึ้นในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น และอาจปรับราคาขึ้นไปเพียงแค่กิโลกรัมละ 9.5 – 10 บาท ซึ่งต่ำกว่าที่ผู้ประกอบการเรียกร้อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซมากนัก ขณะที่การดำเนินการพัฒนาตามแผน NGV Roadmap ก็ไม่น่าจะล่าช้าออกไปมากเนื่องจากผู้ประกอบการจะรับภาระขาดทุนที่น้อยลงกว่าการที่ไม่ปรับขึ้นราคาก๊าซเลย ซึ่งในการที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ภาครัฐควรตรวจสอบและกำกับผู้ประกอบการในการพัฒนาตามแผน NGV Roadmap ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้ทดแทนราคาที่สูงขึ้น ทั้งการเพิ่มสถานีบริการให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากขึ้น และการแยกสถานีบริการสำหรับรถแต่ละขนาดให้มากขึ้นเพื่อความสะดวกในการเข้าใช้บริการ รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของก๊าซให้ได้มาตรฐานเดียวกันในทุกสถานีบริการ

PR Sectors: 
Sectors: 

Digital TV & Media

ทีวีดิจิตอลสร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ และรายเดิม ต่างสรรหาคอนเทนต์เพื่อเป็นแม็คเน็ตเพื่อแย่งชิงเรทติ้งคนดูให้ได้มากที่สุด สำหรับช่อง 5 ในฐานะช่องอนาล็อกเดิม ก็ต้องออกแรงเร่งมือกันหนักหน่อย

เปิดหนังสือ2 ฉบับ เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล ส่งถึงกสทช. ขอยกเลิกทีวีดิจิตอล 2 ช่อง ไทยทีวี และช่องเด็ก LOCA พร้อมทั้งไม่จ่ายค่าสัมปทานงวดที่ 2 เพื่อกลับไปทำ “ทีวีดาวเทียม” ด้านกสทช. ระบุชัด หากยกเลิก ต้องโดนยึดแบงก์การันตี ค่าสัมปทาน 1,976 ล้านบาท

Google ประเทศไทย ได้เปิดเผย YouTube Ads Leaderboard สำหรับช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 เป็นโฆษณาที่คนไทยรับชม และกดแชร์มากที่สุด 10 อันดับ โดยที่อันดับหนึ่งตกเป็นของ โฆษณาชุด “The Reason” จากเจ้าพ่อดราม่า “ไทยประกันชีวิต” ซึ่งเป็นหนังสั้นความยาวกว่า 4 นาที ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสำรวจความเป็นมาของเพลงสรรเสริญพระบารมี

Consumer Insight

ช้อปออนไลน์กำลังเป็นเทรนด์มาแรงในเวลานี้  มาดูกันว่า พฤติกรรมของนักช้อปชาวไทย จากการเปิดเผยของล

รายงานจากฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เผยผลวิจัยพฤติกรรมผู้ขับขี่ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าผู้ขับขี่จำนวนมากยังคงทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การส่งข้อความบนโทรศัพท์มือถือ รับประทานอาหาร เล่นโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่ถ่ายเซลฟี่ ในขณะขับรถ

มาดูกันว่า เทรนด์คนไทยยุคนี้เขามีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างไรกันบ้าง ในงานสัมมนา อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) และไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มาร่วมกัน วิเคราะห์ และเจาะลึกเกี่ยวกับเทรนด์ และพฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบัน ที่เป็นโจทย์ทางการตลาดที่สำคัญ ในการสร้างธุรกิจ และกลยุทธ์องค์กรอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

Insight

แน่นอนว่าวัยเรียนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการหรือต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเองมักสนใจวิธีที่ทำให้ประสบความสำเร็จมากกว่าจะดึงศักยภาพและทักษะของตัวเองออกมาใช้กับธุรกิจ ดังนั้นสำหรับน้องๆ คนไหนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นของตัวเองตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ตามทีมงาน Life on Campus มาดูขั้นตอนดีๆ สู่การเป็นเศรษฐีวัยเรียนกันได้เลย..

การวิจัยจึงชี้ให้เห็นว่าค่าเฉลี่ยของการว่าจ้างตำแหน่งผู้จัดการใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งนาทีในการอ่านเรซูเม่เสียอีก ดังนั้นสิ่งที่เหล่า HR มองหาคืออะไร? และสิ่งที่ผู้สมัครควรหลีกเลี่ยงคืออะไร?

"รู้แล้วต้องช็อก"
"อุทาหรณ์ ที่คุณต้องซึ้งเมื่อรู้ว่า..."
"เตือนภัย xxx ที่คุณต้องทึ่งว่าทำได้ไง"
"ชายคนนี้นอกใจเมีย แต่เมื่อคุณรู้เหตุผลแล้วต้องให้อภัย"
"เมื่อรู้ว่าสามีมีชู้ นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำ"

Strategic Move

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน อาจค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าจะได้ประมูลความถี่ 4G ในช่วงปลายปีนี้ และการที่โอเปอเรเตอร์มือถือ 2 ค่ายเริ่มให้บริการ 4G บนความถี่ 2100 MHz ก่อนรอคอยการประมูลความถี่ 1800 MHz เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครือข่ายในการให้บริการในอนาคตอันใกล้

ระหว่าง Samsung Galaxy S6 edge และ Apple iPhone 6 Plusจะเลือกซื้อสมาร์ทโฟนตัวไหนดี วันนี้ผู้จัดการไซเบอร์ได้รวบรวมคำตอบมาให้โดยใช้วิธีแบ่งตามลักษณะเทรนด์การใช้งานสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ในปัจจุบันได้เป็น 6 ข้อ

วันนี้(21 พ.ค.)ค่ายโตโยต้าเขย่าตลาดปิกอัพเปิดตัวรุ่นใหม่ครั้งแรกในโลก “Hilux REVO” ปฏิวัติใหม่ทั้งรูปลักษณ์หน้าตา โครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง วางตลาด 3 แบบ 33 รุ่นย่อย เปิดราคารุ่นเริ่มต้น 5.69 แสนบาท ตัวบนจัดเต็มอุปกรณ์ต่างๆ เทคโนโลยีทันสมัย และระบบความปลอดภัย เทียบเท่ากับรถ SUV ระดับหรู ตั้งเป้ายอดขาย 14,000 คัน/เดือน

Social Media Club

เมื่อคนไทยใช้เวลากับหน้าจอที่หลากหลาย (มัลติชาแนล) แถมสถิติล่าสุดยังออกมาแล้วว่าคนดู “ยูทิวบ์”สูงสุดในช่วงเวลาไพร์มไทม์ของทีวี คือ ตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 4 ทุ่ม สะท้อนชัดเจน ถึงเทรนด์ในการลงโฆษณาบน “ยูทิวบ์” ที่ต้องมาแน่

ถือเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองของเว็บไซต์ “YouTube (ยูทิวบ์)” เสียจริงๆ เพราะเป็นการครบรอบ 10 ปี ของการก่อนตั้งยูทิวบ์แล้ว ที่ก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 และสำหรับ “ยูทิวบ์ ประเทศไทย” ก็ครบรอบ 1 ปีแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ยังมีสถิติที่น่าสนใจของยูทิวบ์ ประเทศไทยมาฝากอีกด้วย

อินสตาแกรม (Instagram) หรือ IG คือโซเชียลมีเดียที่เป็นแบ่งปันภาพของตัวเองออกไปยังเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ซึ่งถูกจริตกับคนไทยอย่างมาก ทำให้ตอนนี้มีหลายๆ คนหันมาใช้ IG ในการขายของทางออนไลน์แทน บางคนก็ทำงานประจำแต่ก็ไปรับสินค้าจากแหล่งสินค้าต่างๆ มาขายผ่าน IG เป็นรายได้เสริม หรือบางคนก็ขายดิบขายดีจนกลายเป็นรายได้ประจำจนหันมาทำเป็นอาชีพเลย

Columnist

การตลาด ฤดูร้อน ต้อง Speed Advantage “ใคร ไว กว่าได้ เปรียบ” ในสมรภูมิ การแข่ง กำลัง ร้อน แรง เหมือนฤดูร้อน

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

ที่เมืองจีนวันนี้ “WeChat (วีแชต)” ถือเป็นแอปแชตหนึ่งเดียวที่มีที่ในหน้าจอแรกของสมาร์ทโฟนผู้ใช้ทั่วประเทศ จากข้อมูลของ Global Web Index เผยว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา วีแชตโต 100% โดยประเทศที่ฮิตใช้แอปนี้แบบสุดๆ นอกจากจีนก็คือ มาเลเซีย ฮ่องกง อินเดีย และอินโดนีเซีย ถือเป็นสินค้าอินเทอร์เน็ตจากจีนรายแรกที่รุกได้ทั่วโลกจริงๆ

Global Trend

เพราะเป็นผู้สนับสนุนหลักของภาพยนตร์เรื่อง The Avengers ภาคล่าสุด แฟนๆ โทนี่ สตาร์ก จึงได้ยลโฉมสมาร์ทโฟนจากซัมซุง “Galaxy S6 Edge” เวอร์ชันพิเศษในธีม “ไอรอนแมน” ที่มาพร้อมแท่นชาร์จไร้สายดีไซน์เดียวกับ “Arc Reactor” ที่ปรากฏอยู่บนหน้าอกของไอรอนแมนด้วย

ซานฟรานซิสโกร้อนแรงอีกแล้ว หลังยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยีเตรียมเปิดเวที “Google I/O 2015” งานคอนเฟอเรนซ์ประจำปีสำหรับนักพัฒนาที่จัดขึ้นโดย “กูเกิล” (Google) โดยในปีนี้อาจมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ ทั้งในส่วนของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และอุปกรณ์ Gadget ด้วย

ทั้งแฟนคลับคิตตี้แคท และผู้คน ต่างแห่แหนมากินอาหารสัมผัสบรรยากาศน่ารักคิกคุอาโนเนะของภัตตาคารเฮลโล คิตตี สไตล์จีน แห่งแรกในฮ่องกงเมื่อวันพฤหัสฯที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยทางภัตตาคารฯได้เปิดให้ลูกค้ามากินอาหารรอบชิมลาง โดยมีเมนูเสนอถึง 37 เมนู ก่อนที่จะเปิดภัตตาคารอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิ.ย.นี้

Global Wrap

ประเทศญี่ปุ่นดินแดนในฝันของคนไทย และชาวต่างประเทศทั่วโลก ด้วยความประทับใจในหลายๆ ด้านทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่คนไทยอยากจะไปทำงาน เรียน หรือใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

เซี่ยงไฮ้กำลังจะเป็นเมืองแรกในประเทศจีนที่จะมีแอปพลิเคชั่นของทางการบนโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้เรียกรถแท็กซี่

สถานีวิทยุ NHK จัดประกวดแต่งบทสนทนาบทเรียนภาษาญี่ปุ่น โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเชิญให้เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น

People

เปิดใจ “อีเจี๊ยบ เลียบด่วน” เจ้าของเพจมาแรงแห่งปี ผ่านการ“โฟนอิน”แบบเจาะลึก เป็นครั้งแรก ในงานสัมมนา ฝ่าวิกฤตพิชิตดราม่าในโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งจัดโดย Position Magazine Online ถึงที่มาของ เพจเล่าข่าว ด้วยสำนวนแสบๆ คันๆ มันๆ จนสร้างยอดไลค์ ทะลุล้านแล้ว

จากบทบาทนักธุรกิจ “วัยรุ่นพันล้าน” เจ้าของอาณาจักร “เถ้าแก่น้อย” แบรนด์ที่ทำให้หลายคนรู้จัก “อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์” หรือ “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาได้เพิ่มบทบาทของตนเองด้วยการเป็น “ผู้ลงทุน”

นางคือเจ้าแม่แห่งวงการแต่งหน้าที่แม้แต่ดาราชื่อดังอย่าง แอฟ ทักษอร, พลอย เฌอมาลย์ ฯลฯ ก็ผ่านการเนรมิตให้ดูสวยสง่าเพราะฝีมือการผัดแป้งแต่งหน้าของเธอกันมานักต่อนัก และล่าสุด เหล่าพริตตี้หลากหลายค่ายในงานมอเตอร์โชว์ครั้งล่าสุด เธอก็เสริมความสวยบนใบหน้าให้แก่เหล่านางฟ้ามอเตอร์โชว์แทบจะหมดทั้งฮอลล์

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348