ราคาก๊าซ NGV...โจทย์ที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ

ในแต่ละปีประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในปริมาณสูงกว่า 43,000 ล้านลิตร ซึ่งต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศไปเป็นมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาทต่อปี ภาครัฐจึงเริ่มมีแนวคิดที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในรูปแบบต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ก๊าซ NGV จึงเป็นพลังงานทางเลือกประเภทหนึ่งที่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ได้รับการส่งเสริมให้ใช้มากขึ้นโดยภาครัฐได้วางเป้าหมายการใช้ก๊าซ NGV ในยานยนต์ประเภทต่างๆ เพื่อให้ในปี 2555 สามารถทดแทนการใช้น้ำมันในภาคขนส่งให้ได้ถึง 20% ซึ่งในปี 2551 ที่ผ่านมาการส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ค่อนข้างจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะในด้านจำนวนรถและปริมาณการใช้ก๊าซ NGV เนื่องด้วยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซ NGV มีมากขึ้น

แต่ทว่านับตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปได้ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำอย่างรวดเร็ว โดยคาดกันว่าในปี 2552 นี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการตามเป้าหมาย NGV Roadmap ในปี 2552 เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น ขณะเดียวกันตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในปี 2550 ที่ให้ในปี 2552 ผู้ประกอบการจำหน่ายก๊าซ NGV สามารถปรับขึ้นราคาจำหน่ายไปได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งหากปรับขึ้นราคาก๊าซจะส่งผลกระทบต่อแผน NGV Roadmap ในปี 2552 ที่อาจไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายได้มากนักโดยเฉพาะเป้าหมายปริมาณการใช้ก๊าซ และจำนวนรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV แต่ในทางตรงกันข้ามหากไม่ทำการปรับขึ้นราคาก๊าซ ก็จะส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายก๊าซ NGV ของผู้ประกอบการให้มีขาดทุนสะสมมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้การลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีบริการ และท่อขนส่งก๊าซเพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซ NGV ที่สูงขึ้นในอนาคตเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งต้องล่าช้าออกไปมาก อันจะทำให้เป้าหมายการลดการนำเข้าน้ำมันดิบไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในระยะยาว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่จะบรรลุเป้าหมาย NGV Roadmap ในด้านต่างๆ ตามเป้าหมายในปี 2552 นั้น อาจจะต้องเผชิญกับประเด็นอุปสรรคต่างๆ ทำให้จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งการดำเนินการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ประกอบด้วยทางเลือกที่มีความเป็นได้ที่สำคัญ 2 ทางเลือก ได้แก่

ทางเลือกที่ 1 : หากจะดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมาย NGV Roadmap…ตรึงราคาก๊าซก็เป็นสิ่งจำเป็น
ในปี 2552 ซึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว และราคาน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในระดับต่ำ หากภาครัฐต้องการให้การใช้ก๊าซ NGV เป็นไปตาม Roadmap เดิม ภาครัฐก็มีความจำเป็นที่จะต้องตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ต่อไป เพื่อรักษาส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซ NGV และน้ำมันสำเร็จรูปให้อยู่ในระดับที่สูง เพื่อรักษาแรงจูงใจของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซไปแล้วให้ไม่ลดปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ลงมากนัก ขณะเดียวกันเพื่อไม่ให้กลุ่มรถยนต์ที่ยังไม่ได้ติดตั้งชะลอแผนการติดตั้งออกไปนานมากนัก นอกจากนั้นภาครัฐยังจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซ NGV อย่างต่อเนื่อง เช่น ให้เงินอุดหนุนค่าติดตั้งระบบก๊าซ NGV ให้มีค่าติดตั้งที่ต่ำลงมาก เป็นต้น

แต่ทว่า การที่รัฐบาลยังคงตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ แม้ว่าจะเป็นการรักษาปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ให้อยู่ในระดับสูงต่อไป และช่วยเหลือผู้ใช้ก๊าซ NGV ให้มีต้นทุนการใช้ไม่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ได้ส่งผลกระทบที่สำคัญต่อผู้ประกอบการ NGV เนื่องจากต้นทุนในการจำหน่ายก๊าซ NGV อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12 บาท (รวมต้นทุนเนื้อก๊าซเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.15 บาท และค่าการตลาด) ขณะที่ราคาจำหน่ายถูกตรึงไว้อยู่ที่กิโลกรัมละ 8.5 บาทเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ทำให้ผู้ประกอบการ NGV ต้องขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซที่นับวันจะยิ่งทวีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ซึ่ง ณ สิ้นปี 2551 ที่ผ่านมา คาดว่าผู้ประกอบการจะมีมูลค่าการขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซ NGV มากกว่า 4,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ยิ่งนานเท่าไร ปัญหาการขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซ NGV ของผู้ประกอบการก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งหากผู้ประกอบการเกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนอีกต่อไป อาจทำให้การดำเนินการตามแผนพัฒนาระบบก๊าซ NGV (NGV Roadmap) ต้องชะลอออกไป เนื่องจากการดำเนินการต้องใช้เงินลงทุนที่สูง ทั้งการขยายจำนวนสถานีบริการที่ต้องลงทุนสูงถึงประมาณ 50 ล้านบาทต่อสถานี การเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งก๊าซ ทั้งจำนวนรถขนส่งก๊าซจากสถานีแม่ไปยังสถานีลูก และการขยายเส้นทางส่งก๊าซทางท่อไปยังภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ที่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งก๊าซที่ล่าช้าออกไปมาก อาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของระบบในอนาคต เมื่อราคาน้ำมันกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ความต้องการใช้ก๊าซ NGV จะมีมากเกินความสามารถของระบบที่จะตอบสนอง จนทำให้การใช้ก๊าซ NGV ขาดความสะดวกมากขึ้นกว่าในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา ดังนั้น หากภาครัฐต้องการให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย NGV Roadmap แล้ว จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายแง่มุม เช่น ชดเชยเงินส่วนต่างราคาก๊าซที่จำเป็นต้องปรับขึ้นแก่ผู้ประกอบการ หรือภาครัฐลงทุนขยายสถานีบริการก๊าซ และแนวท่อก๊าซเอง เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ โดยที่ไม่ส่งกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้ก๊าซ NGV

ทางเลือกที่ 2 : ผ่อนปรนเป้าหมาย NGV Roadmap…ขึ้นราคาก๊าซ รัฐลดการแทรกแซง
แนวทางนี้ภาครัฐจะไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงโครงสร้างระบบก๊าซ NGV มากนัก โดยภาครัฐอาจยอมให้มีการปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ตามมติของที่ประชุมกพช. ได้บ้าง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบก๊าซ NGV ในประเทศตามแผนแม่บทก๊าซ NGV (NGV Roadmap) และเพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซ NGV ใช้ก๊าซด้วยราคาที่สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ในระดับที่ค่อนข้างสูงในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว อาจจะทำให้ปริมาณการใช้ก๊าซ NGV และรถใหม่ที่จะหันมาติดตั้งชะลอตัวลงมาก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากภาครัฐจะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ในปี 2552 อาจพิจารณาปรับขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยการปรับขึ้นควรปรับในช่วงเวลาที่ราคาจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาส่วนต่างราคาก๊าซ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปไว้ โดยอาจปรับขึ้นต่ำกว่าระดับที่ทางผู้ประกอบการเรียกร้อง(กิโลกรัมละ 11 – 12 บาท) เช่น ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 9.5 - 10 บาท เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ และไม่เพิ่มภาระต่อผู้ประกอบการมากนัก อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาก๊าซย่อมสร้างผลกระทบที่ยากจะหลีกเลี่ยงต่อกลุ่มรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ในสองกลุ่มใหญ่ ดังนี้

 กลุ่มรถบ้าน หรือรถขนาดเล็ก เป็นกลุ่มรถยนต์ที่ทางภาครัฐสนับสนุนให้หันมาใช้ก๊าซ NGV ในระยะเริ่มต้นที่ในเวลานั้นราคาน้ำมันได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาวะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหลักอยู่ในระดับต่ำเช่นปัจจุบัน ทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซ NGV และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ลดน้อยลง ประกอบกับความกังวลด้านความปลอดภัย และการดูแลรักษาเครื่องยนต์เมื่อใช้ก๊าซที่จะเป็นการเพิ่มต้นทุน รวมถึงท่าทีรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่สนับสนุนให้รถขนาดเล็กหันมาใช้ก๊าซ NGV มากเท่าไรนัก ด้วยมีพลังงานทางเลือกอื่นให้เลือกใช้อยู่มาก ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ของกลุ่มรถบ้านลดลงได้มาก โดยกลุ่มรถเก่าที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ไปก่อนหน้าอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไปบ้าง โดยหันมาใช้น้ำมันสำเร็จรูปในสัดส่วนที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มรถยนต์เก่าที่คิดจะนำรถไปติดตั้งระบบก๊าซจะมีการติดตั้งที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้น กลุ่มรถยนต์ใหม่ที่มีการติดตั้งระบบก๊าซ NGV จากโรงงาน อาจทำตลาดได้ยากลำบากขึ้น โดยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่สำคัญในภาวะราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ คือ รถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 และอี 85 ซึ่งประชาชนมีความรู้สึกว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทมีความปลอดภัยในการใช้มากกว่า และราคาน้ำมันในปัจจุบันก็ไม่ได้มีส่วนต่างจากราคาก๊าซ NGV มากนัก

 กลุ่มรถบรรทุก หรือรถขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มรถยนต์ที่เริ่มหันมาใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะในปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2551 มีรถขนาดใหญ่ที่ใช้ก๊าซ NGV คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19% ของรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2550 ที่มีรถขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 12% ของรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ทั้งหมด

ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบการของบรรดารถใหญ่ค่อนข้างมาก เนื่องจากปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ในแต่ละวันของกลุ่มรถใหญ่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาก๊าซ NGV จะปรับขึ้นไปที่กิโลกรัมละ 10 - 11 บาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณการใช้ของรถใหญ่กลุ่มที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ไปก่อนหน้านี้จะยังคงไม่ลดลง เนื่องจากก๊าซ NGV ยังคงเป็นพลังงานทางเลือกที่มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่น แต่คงจะมีผลกระทบต่อกลุ่มรถขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ซึ่งจากการศึกษาพบว่าหากในปี 2552 ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณลิตรละ 22 บาท กลุ่มรถใหญ่ที่ยังไม่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV มีแนวโน้มที่จะชะลอการติดตั้งออกไป เนื่องจากราคาก๊าซ NGV ที่ปรับขึ้นทุกๆ กิโลกรัมละ 1 บาท จะส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนจากติดตั้งระบบก๊าซ NGV ยาวนานขึ้นไปอีกประมาณ 1 เดือน ดังนั้น หากภาครัฐทำการปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ไปเป็นกิโลกรัมละ 11 หรือ 12 บาท จะส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งระบบก๊าซยาวนานขึ้นไปอีกมากกว่า 3 หรือ 6 เดือนตามลำดับ ซึ่งในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบก๊าซ NGV ประมาณ 400,000 – 2,000,000 บาท ถือเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูงที่กลุ่มผู้ใช้รถขนาดใหญ่จะพิจารณาอย่างรอบคอบ อันจะทำให้จำนวนรถยนต์ที่จะหันมาติดตั้งระบบก๊าซ NGV ชะลอตัวลงมาก โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานได้อีกไม่เกิน 3 ปีจะไม่หันมาติดตั้งระบบก๊าซ NGV

บทสรุป
เนื่องจากในปี 2552 คาดว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก การดำเนินการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ก๊าซ NGV ให้เป็นไปตามเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ที่วางไว้ทั้งหมด อาจเป็นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ และสนับสนุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการตรึงราคาก๊าซ NGV เพื่อให้ส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซและราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่แบกรับภาระทางการเงินมานาน โดยการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการจำหน่ายก๊าซต่อไปได้ รวมถึงอาจเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบก๊าซ เช่น ท่อส่งก๊าซ และสถานีบริการ

ในทางตรงกันข้าม หากทางการเลือกที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากขึ้น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความนิยมของประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและกลุ่มรถยนต์ในภาคขนส่ง โดยเฉพาะในยามที่ราคาน้ำมันลดต่ำลง ซึ่งอาจจะทำให้ในปี 2552 ต้องพลาดเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในปี 2552 นี้ ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบน่าจะไม่สูงเท่ากับปี 2551 ทำให้การพลาดเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ในระยะสั้น อาจเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายน่าจะพอยอมรับได้ ในขณะที่ประเด็นที่ภาครัฐควรเร่งเตรียมพร้อมก็คือ ในระยะเวลาอีก 1 – 2 ปีข้างหน้าที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ราคาน้ำมันย่อมปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง ณ ตอนนั้นความต้องการใช้ก๊าซ NGV ย่อมเพิ่มขึ้นมาก อันจะทำให้เป้าหมายจำนวนรถ และการใช้ก๊าซ NGV ทดแทนน้ำมันกลับมาเป็นไปตามเป้าหมายอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากถึงเวลานั้นโครงสร้างระบบก๊าซ NGV ยังคงไม่มีความพร้อม และผู้ใช้ก๊าซยังคงเคยชินกับการใช้ก๊าซอย่างฟุ่มเฟือยตามราคาก๊าซที่ถูกตรึงเอาไว้โดยไม่สะท้อนถึงต้นทุนการใช้ที่แท้จริงเท่าที่ควร ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศในระยะยาว ดังนั้นการกำหนดราคาก๊าซ NGV ที่สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริงมากขึ้นน่าจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่า แม้ว่าจะกระทบต่อเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ในปี 2552 ก็ตาม

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจชะลอตัวนี้ หากภาครัฐจะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากขึ้นก็ควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับขึ้นในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น และอาจปรับราคาขึ้นไปเพียงแค่กิโลกรัมละ 9.5 – 10 บาท ซึ่งต่ำกว่าที่ผู้ประกอบการเรียกร้อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซมากนัก ขณะที่การดำเนินการพัฒนาตามแผน NGV Roadmap ก็ไม่น่าจะล่าช้าออกไปมากเนื่องจากผู้ประกอบการจะรับภาระขาดทุนที่น้อยลงกว่าการที่ไม่ปรับขึ้นราคาก๊าซเลย ซึ่งในการที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ภาครัฐควรตรวจสอบและกำกับผู้ประกอบการในการพัฒนาตามแผน NGV Roadmap ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้ทดแทนราคาที่สูงขึ้น ทั้งการเพิ่มสถานีบริการให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากขึ้น และการแยกสถานีบริการสำหรับรถแต่ละขนาดให้มากขึ้นเพื่อความสะดวกในการเข้าใช้บริการ รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของก๊าซให้ได้มาตรฐานเดียวกันในทุกสถานีบริการ

PR Sectors: 

Digital TV & Media

ทีประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) มีมติ “ไม่ทบทวน” ตามที่ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวนมติของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) ที่กำหนดให้โครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ต้องยุติการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ภายใน 15 วัน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

แบรนด์ที่ใช้สื่อโฆษณาสูงสุดในเดือนตุลาคม 2557 อันดับ 1 เป็นของ วาสลีน บอดี้ สกินแคร์ ด้วยงบซื้อโฆษณา 79 ล้านบาท อันดับ 2 เป็นของ แชมพู เคลียร์ ใช้งบไป 69 ล้านบาท แซงหน้าโตโยต้า ที่หล่นมาอยู่ในอันดับ 3 โดยโตโยต้ารถยนต์นั่ง ใช้งบไป 67 ล้านบาท

Consumer Insight

ผลวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทย ของบริษัท ดันน์ฮัมบี้ ล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยหันมาซื้อสินค้าโดยใช้ปัจจัยด้านความสะดวกซื้อ และซื้อในแต่ละครั้งจะซื้อสินค้าจำนวนไม่มาก

มาดูกันว่า กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหญ่ Generation Power ของไทย วัย 35- 59 ปี กันบ้าง และจากการศึกษาแบบเจาะลึกของ Y&R Thailand ค้นพบ 3 ค่านิยมเด่นของกลุ่มคนไทย ที่นักการตลาดต้องรู้

Insight

ท่ามกลางการแข่งขันของโลว์คอส แอร์ไลน์ในไทย สายการบิน “ไทยสมายล์” ได้วาง Positioning ตัวเองเป็นสายการบินแบบ “ไลท์ พรีเมี่ยม” ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหว่างสายการบินแบบ Full Service และ Low Cost

จากโครงการ LINE ครีเอเทอร์มาร์เก็ต (LINE Creators Market) ที่ให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถส่งผลงานสติกเกอร์ของตนเองเพื่อขายเป็นสติกเกอร์ไลน์ โดยในช่วงเวลา 6 เดือนหลังจากเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.– 7 พ.ย. 2557 ที่ผ่านมา มีรายได้ทะลุ 1,074 ล้านบาท

กลุ่ม Generation Y (Gen Y) เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลสุดๆ ต่อตลาด เพราะมีขนาดใหญ่ คนกลุ่มนี้เกิดใน ค.ศ 1981-2000 โดยมีจำนวนประมาณ 19 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ ที่สำคัญรายได้ค่อนข้างสูงแม้จะอยู่ในวัยหนุ่มสาวอายุเพียง 15-34 ปี และยังมีอัตราการใช้จ่ายต่อรายได้ที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนเจเนอเรชั่นอื่นๆ

Strategic Move

นับเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากที่ กาเกา ทอล์ค (Kakao Talk) แอพแชต จากเกาหลี เข้ามาทดลองตลาดในไทยเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

แม้พฤติกรรมการดูภาพยนตร์ของคนไทยจะสูงขึ้นตามไลฟ์สไตล์คนเมืองก็ตาม แต่เมื่อเทียบอัตราการดูภาพยนตร์ของคนไทยต่อคนต่อปีแล้วมีเพียง 1 เรื่องเท่านั้น และโรงภาพยนตร์ในเมืองไทยยังมีอยู่แค่ 800 โรง

หลังจากประสบความสำเร็จในการ ปั้น 'เอเชียทีค ริเวอร์ฟร้อนท์' บนถนนเจริญกรุงไปแล้ว บริษัท ทีซีซี แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” มองเห็นโอกาสและช่องว่างของการสร้างแหล่งช้อปปิ้ง ที่เรียกว่า 'Community Shopping Center'

Social Media Club

YouTube เว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ยอดนิยมของคนไทย ได้จัดอันดับคลิปวิดีโอที่ยอดนิยมมากที่สุดในปี 2014 โดยวัดผลจากยอดวิวสูงที่สุด โดยที่คอนเท้นต์ยอดนิยมส่วนใหญที่คนไทยคลิ๊กดูมากที่สุดยังคงเป็น “เพลง” “มิวสิควิดีโอ” มากที่สุด

ไตรมาสที่ 4 ก่อนย่างขึ้นศักราชใหม่ 2558 เหล่านักการตลาดบนโซเชียลมีเดียต่างได้รับข่าวร้ายว่าในเดือนมกราคม ปีหน้าเฟซบุ๊กจะดำเนินการปรับลดการมองเห็นโพสต์ในเพจธุรกิจ (Business Page) ลง ส่งผลให้บรรดาโพสต์ประเภทฮาร์ดเซลหรือเน้นขายของเกินเหตุ (Overly Promotional) จะถูกพบเห็นได้น้อยลงอีก

เหล่านักการตลาดต่างหันหาโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ในการเริ่มต้นสานความสัมพันธ์ และสนทนาแลกเปลี่ยนกับผู้บริโภคโดยให้ความสำคัญกับงานในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่องๆ ทั้งการทุ่มเทงบประมาณ และบุคลากร ทว่า ผลการศึกษาของบริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์กลับชี้ให้เห็นว่า แบรนด์ทั้งหลายอาจเสียทั้งเงินและเวลาไปเปล่าๆ

Columnist

การแข่งขันในการตลาดปัจจุบัน ต้องมีระบบมาตรฐาน “คุณภาพ” “คุณธรรม” (Quality and Ethics)

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

กิจกรรมปกติของห้างต่างๆ ทั่วโลกคือ จัดเทศกาลชื่อแปลกๆ เพื่อมีเป้าหมายคือ ลดราคาสินค้าและชวนคนมาเดินห้างให้เยอะขึ้น แต่ไม่ว่าจะ Midnight Sales หรือ Clearance Sales ก็แล้ว ไม่มีห้างไหนในโลกที่วันเดียวจะสร้างยอดขายได้เป็นแสนล้านบาท!

Global Wrap

กิจกรรมปกติของห้างต่างๆ ทั่วโลกคือ จัดเทศกาลชื่อแปลกๆ เพื่อมีเป้าหมายคือ ลดราคาสินค้าและชวนคนมาเดินห้างให้เยอะขึ้น แต่ไม่ว่าจะ Midnight Sales หรือ Clearance Sales ก็แล้ว ไม่มีห้างไหนในโลกที่วันเดียวจะสร้างยอดขายได้เป็นแสนล้านบาท!

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

Global Trend

ไอดีซี เผยตลาดแท็บเล็ตในปีนี้มีอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าเป้าอย่างเห็นได้ชัด มีการเติบโตเพียงแค่ 7.2% เท่านั้น เมื่อเทียบการเติบโตแบบปีต่อปี ลดลงจาก 52.5% ในปี 2013 ถือเป็นตัวเลขที่เยอะพอสมควร

การจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก (Best Global Brand)ในปี 2014โดยบริษัทอินเตอร์แบรนด์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ระดับโลก ยังพบด้วยว่า แบรนด์ที่เข้ามาติดอันดับในปีนี้เป็นครั้งแรก ประกอบไปด้วย ดีเอชแอล (อันดับ 81) แลนด์โรเวอร์ (อันดับที่ 91) เฟดเด็กซ์ (อันดับที่ 92) หัวเหว่ย (อันดับที่ 94) และฮูโก้ บอส (อันดับที่ 97)

ผู้เขียนได้อ่านบทความธุรกิจของจีนทราบว่า 1 ใน 10 ของแบรนด์ในใจพนักงานออฟฟิศ อันดับหนึ่ง คือ “วีแชต (WeChat)” แอปฯ แชตสีเขียวที่คนจีนใช้กันทั้งประเทศ (มิใช่แบรนด์เครื่องดื่มใดๆ อีกต่อไป) ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็หนีไม่พ้นแบรนด์ระดับโลกอย่างแอ๊ปเปิ้ล ไนกี้ ฯลฯ และก็มีแบรนด์หนึ่งที่สะดุดตาผู้เขียนคือ “ชุ่นเฟิง (顺丰)” ซึ่งที่โลโก้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ว่า SF

People

บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ประกาศแต่งตั้ง “ปิย สมุทรโคจร” ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน เป็นต้นมา

หลังจาก เฟ้นหาบุคคลมานั่งเก้าอี้ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทอสมท จำกัด (มหาชน) มาแทน "เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์" ที่ยื่นลาออกไปเมื่อ 12 มิถุนายน 2557

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348