ราคาก๊าซ NGV...โจทย์ที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ

ในแต่ละปีประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในปริมาณสูงกว่า 43,000 ล้านลิตร ซึ่งต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศไปเป็นมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาทต่อปี ภาครัฐจึงเริ่มมีแนวคิดที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในรูปแบบต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ก๊าซ NGV จึงเป็นพลังงานทางเลือกประเภทหนึ่งที่ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ได้รับการส่งเสริมให้ใช้มากขึ้นโดยภาครัฐได้วางเป้าหมายการใช้ก๊าซ NGV ในยานยนต์ประเภทต่างๆ เพื่อให้ในปี 2555 สามารถทดแทนการใช้น้ำมันในภาคขนส่งให้ได้ถึง 20% ซึ่งในปี 2551 ที่ผ่านมาการส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ค่อนข้างจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะในด้านจำนวนรถและปริมาณการใช้ก๊าซ NGV เนื่องด้วยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซ NGV มีมากขึ้น

แต่ทว่านับตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูปได้ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำอย่างรวดเร็ว โดยคาดกันว่าในปี 2552 นี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการตามเป้าหมาย NGV Roadmap ในปี 2552 เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น ขณะเดียวกันตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในปี 2550 ที่ให้ในปี 2552 ผู้ประกอบการจำหน่ายก๊าซ NGV สามารถปรับขึ้นราคาจำหน่ายไปได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งหากปรับขึ้นราคาก๊าซจะส่งผลกระทบต่อแผน NGV Roadmap ในปี 2552 ที่อาจไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายได้มากนักโดยเฉพาะเป้าหมายปริมาณการใช้ก๊าซ และจำนวนรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV แต่ในทางตรงกันข้ามหากไม่ทำการปรับขึ้นราคาก๊าซ ก็จะส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายก๊าซ NGV ของผู้ประกอบการให้มีขาดทุนสะสมมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้การลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีบริการ และท่อขนส่งก๊าซเพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซ NGV ที่สูงขึ้นในอนาคตเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งต้องล่าช้าออกไปมาก อันจะทำให้เป้าหมายการลดการนำเข้าน้ำมันดิบไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในระยะยาว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่จะบรรลุเป้าหมาย NGV Roadmap ในด้านต่างๆ ตามเป้าหมายในปี 2552 นั้น อาจจะต้องเผชิญกับประเด็นอุปสรรคต่างๆ ทำให้จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งการดำเนินการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ประกอบด้วยทางเลือกที่มีความเป็นได้ที่สำคัญ 2 ทางเลือก ได้แก่

ทางเลือกที่ 1 : หากจะดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมาย NGV Roadmap…ตรึงราคาก๊าซก็เป็นสิ่งจำเป็น
ในปี 2552 ซึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว และราคาน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในระดับต่ำ หากภาครัฐต้องการให้การใช้ก๊าซ NGV เป็นไปตาม Roadmap เดิม ภาครัฐก็มีความจำเป็นที่จะต้องตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ต่อไป เพื่อรักษาส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซ NGV และน้ำมันสำเร็จรูปให้อยู่ในระดับที่สูง เพื่อรักษาแรงจูงใจของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซไปแล้วให้ไม่ลดปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ลงมากนัก ขณะเดียวกันเพื่อไม่ให้กลุ่มรถยนต์ที่ยังไม่ได้ติดตั้งชะลอแผนการติดตั้งออกไปนานมากนัก นอกจากนั้นภาครัฐยังจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซ NGV อย่างต่อเนื่อง เช่น ให้เงินอุดหนุนค่าติดตั้งระบบก๊าซ NGV ให้มีค่าติดตั้งที่ต่ำลงมาก เป็นต้น

แต่ทว่า การที่รัฐบาลยังคงตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ แม้ว่าจะเป็นการรักษาปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ให้อยู่ในระดับสูงต่อไป และช่วยเหลือผู้ใช้ก๊าซ NGV ให้มีต้นทุนการใช้ไม่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ได้ส่งผลกระทบที่สำคัญต่อผู้ประกอบการ NGV เนื่องจากต้นทุนในการจำหน่ายก๊าซ NGV อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12 บาท (รวมต้นทุนเนื้อก๊าซเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.15 บาท และค่าการตลาด) ขณะที่ราคาจำหน่ายถูกตรึงไว้อยู่ที่กิโลกรัมละ 8.5 บาทเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ทำให้ผู้ประกอบการ NGV ต้องขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซที่นับวันจะยิ่งทวีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ซึ่ง ณ สิ้นปี 2551 ที่ผ่านมา คาดว่าผู้ประกอบการจะมีมูลค่าการขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซ NGV มากกว่า 4,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ยิ่งนานเท่าไร ปัญหาการขาดทุนสะสมจากการจำหน่ายก๊าซ NGV ของผู้ประกอบการก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งหากผู้ประกอบการเกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนอีกต่อไป อาจทำให้การดำเนินการตามแผนพัฒนาระบบก๊าซ NGV (NGV Roadmap) ต้องชะลอออกไป เนื่องจากการดำเนินการต้องใช้เงินลงทุนที่สูง ทั้งการขยายจำนวนสถานีบริการที่ต้องลงทุนสูงถึงประมาณ 50 ล้านบาทต่อสถานี การเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งก๊าซ ทั้งจำนวนรถขนส่งก๊าซจากสถานีแม่ไปยังสถานีลูก และการขยายเส้นทางส่งก๊าซทางท่อไปยังภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ที่ต้องใช้เงินลงทุนที่สูงกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งก๊าซที่ล่าช้าออกไปมาก อาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของระบบในอนาคต เมื่อราคาน้ำมันกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ความต้องการใช้ก๊าซ NGV จะมีมากเกินความสามารถของระบบที่จะตอบสนอง จนทำให้การใช้ก๊าซ NGV ขาดความสะดวกมากขึ้นกว่าในช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา ดังนั้น หากภาครัฐต้องการให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมาย NGV Roadmap แล้ว จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายแง่มุม เช่น ชดเชยเงินส่วนต่างราคาก๊าซที่จำเป็นต้องปรับขึ้นแก่ผู้ประกอบการ หรือภาครัฐลงทุนขยายสถานีบริการก๊าซ และแนวท่อก๊าซเอง เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ โดยที่ไม่ส่งกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้ก๊าซ NGV

ทางเลือกที่ 2 : ผ่อนปรนเป้าหมาย NGV Roadmap…ขึ้นราคาก๊าซ รัฐลดการแทรกแซง
แนวทางนี้ภาครัฐจะไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงโครงสร้างระบบก๊าซ NGV มากนัก โดยภาครัฐอาจยอมให้มีการปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ตามมติของที่ประชุมกพช. ได้บ้าง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบก๊าซ NGV ในประเทศตามแผนแม่บทก๊าซ NGV (NGV Roadmap) และเพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซ NGV ใช้ก๊าซด้วยราคาที่สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ในระดับที่ค่อนข้างสูงในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว อาจจะทำให้ปริมาณการใช้ก๊าซ NGV และรถใหม่ที่จะหันมาติดตั้งชะลอตัวลงมาก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากภาครัฐจะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ในปี 2552 อาจพิจารณาปรับขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยการปรับขึ้นควรปรับในช่วงเวลาที่ราคาจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาส่วนต่างราคาก๊าซ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปไว้ โดยอาจปรับขึ้นต่ำกว่าระดับที่ทางผู้ประกอบการเรียกร้อง(กิโลกรัมละ 11 – 12 บาท) เช่น ปรับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 9.5 - 10 บาท เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ และไม่เพิ่มภาระต่อผู้ประกอบการมากนัก อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาก๊าซย่อมสร้างผลกระทบที่ยากจะหลีกเลี่ยงต่อกลุ่มรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ในสองกลุ่มใหญ่ ดังนี้

 กลุ่มรถบ้าน หรือรถขนาดเล็ก เป็นกลุ่มรถยนต์ที่ทางภาครัฐสนับสนุนให้หันมาใช้ก๊าซ NGV ในระยะเริ่มต้นที่ในเวลานั้นราคาน้ำมันได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่ในภาวะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหลักอยู่ในระดับต่ำเช่นปัจจุบัน ทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซ NGV และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ลดน้อยลง ประกอบกับความกังวลด้านความปลอดภัย และการดูแลรักษาเครื่องยนต์เมื่อใช้ก๊าซที่จะเป็นการเพิ่มต้นทุน รวมถึงท่าทีรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่สนับสนุนให้รถขนาดเล็กหันมาใช้ก๊าซ NGV มากเท่าไรนัก ด้วยมีพลังงานทางเลือกอื่นให้เลือกใช้อยู่มาก ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ของกลุ่มรถบ้านลดลงได้มาก โดยกลุ่มรถเก่าที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ไปก่อนหน้าอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไปบ้าง โดยหันมาใช้น้ำมันสำเร็จรูปในสัดส่วนที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มรถยนต์เก่าที่คิดจะนำรถไปติดตั้งระบบก๊าซจะมีการติดตั้งที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้น กลุ่มรถยนต์ใหม่ที่มีการติดตั้งระบบก๊าซ NGV จากโรงงาน อาจทำตลาดได้ยากลำบากขึ้น โดยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่สำคัญในภาวะราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ คือ รถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 และอี 85 ซึ่งประชาชนมีความรู้สึกว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทมีความปลอดภัยในการใช้มากกว่า และราคาน้ำมันในปัจจุบันก็ไม่ได้มีส่วนต่างจากราคาก๊าซ NGV มากนัก

 กลุ่มรถบรรทุก หรือรถขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มรถยนต์ที่เริ่มหันมาใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะในปี 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2551 มีรถขนาดใหญ่ที่ใช้ก๊าซ NGV คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19% ของรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2550 ที่มีรถขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 12% ของรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV ทั้งหมด

ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบการของบรรดารถใหญ่ค่อนข้างมาก เนื่องจากปริมาณการใช้ก๊าซ NGV ในแต่ละวันของกลุ่มรถใหญ่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาก๊าซ NGV จะปรับขึ้นไปที่กิโลกรัมละ 10 - 11 บาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณการใช้ของรถใหญ่กลุ่มที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ไปก่อนหน้านี้จะยังคงไม่ลดลง เนื่องจากก๊าซ NGV ยังคงเป็นพลังงานทางเลือกที่มีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่น แต่คงจะมีผลกระทบต่อกลุ่มรถขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV ซึ่งจากการศึกษาพบว่าหากในปี 2552 ราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณลิตรละ 22 บาท กลุ่มรถใหญ่ที่ยังไม่ได้ติดตั้งระบบก๊าซ NGV มีแนวโน้มที่จะชะลอการติดตั้งออกไป เนื่องจากราคาก๊าซ NGV ที่ปรับขึ้นทุกๆ กิโลกรัมละ 1 บาท จะส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนจากติดตั้งระบบก๊าซ NGV ยาวนานขึ้นไปอีกประมาณ 1 เดือน ดังนั้น หากภาครัฐทำการปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ไปเป็นกิโลกรัมละ 11 หรือ 12 บาท จะส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งระบบก๊าซยาวนานขึ้นไปอีกมากกว่า 3 หรือ 6 เดือนตามลำดับ ซึ่งในช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบก๊าซ NGV ประมาณ 400,000 – 2,000,000 บาท ถือเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูงที่กลุ่มผู้ใช้รถขนาดใหญ่จะพิจารณาอย่างรอบคอบ อันจะทำให้จำนวนรถยนต์ที่จะหันมาติดตั้งระบบก๊าซ NGV ชะลอตัวลงมาก โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานได้อีกไม่เกิน 3 ปีจะไม่หันมาติดตั้งระบบก๊าซ NGV

บทสรุป
เนื่องจากในปี 2552 คาดว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาก การดำเนินการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ก๊าซ NGV ให้เป็นไปตามเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ที่วางไว้ทั้งหมด อาจเป็นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ และสนับสนุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการตรึงราคาก๊าซ NGV เพื่อให้ส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซและราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่แบกรับภาระทางการเงินมานาน โดยการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการจำหน่ายก๊าซต่อไปได้ รวมถึงอาจเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบก๊าซ เช่น ท่อส่งก๊าซ และสถานีบริการ

ในทางตรงกันข้าม หากทางการเลือกที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากขึ้น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อความนิยมของประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและกลุ่มรถยนต์ในภาคขนส่ง โดยเฉพาะในยามที่ราคาน้ำมันลดต่ำลง ซึ่งอาจจะทำให้ในปี 2552 ต้องพลาดเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในปี 2552 นี้ ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบน่าจะไม่สูงเท่ากับปี 2551 ทำให้การพลาดเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ในระยะสั้น อาจเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายน่าจะพอยอมรับได้ ในขณะที่ประเด็นที่ภาครัฐควรเร่งเตรียมพร้อมก็คือ ในระยะเวลาอีก 1 – 2 ปีข้างหน้าที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ราคาน้ำมันย่อมปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง ณ ตอนนั้นความต้องการใช้ก๊าซ NGV ย่อมเพิ่มขึ้นมาก อันจะทำให้เป้าหมายจำนวนรถ และการใช้ก๊าซ NGV ทดแทนน้ำมันกลับมาเป็นไปตามเป้าหมายอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากถึงเวลานั้นโครงสร้างระบบก๊าซ NGV ยังคงไม่มีความพร้อม และผู้ใช้ก๊าซยังคงเคยชินกับการใช้ก๊าซอย่างฟุ่มเฟือยตามราคาก๊าซที่ถูกตรึงเอาไว้โดยไม่สะท้อนถึงต้นทุนการใช้ที่แท้จริงเท่าที่ควร ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศในระยะยาว ดังนั้นการกำหนดราคาก๊าซ NGV ที่สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริงมากขึ้นน่าจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่า แม้ว่าจะกระทบต่อเป้าหมายตามแผน NGV Roadmap ในปี 2552 ก็ตาม

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจชะลอตัวนี้ หากภาครัฐจะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ที่แท้จริงมากขึ้นก็ควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับขึ้นในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น และอาจปรับราคาขึ้นไปเพียงแค่กิโลกรัมละ 9.5 – 10 บาท ซึ่งต่ำกว่าที่ผู้ประกอบการเรียกร้อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซมากนัก ขณะที่การดำเนินการพัฒนาตามแผน NGV Roadmap ก็ไม่น่าจะล่าช้าออกไปมากเนื่องจากผู้ประกอบการจะรับภาระขาดทุนที่น้อยลงกว่าการที่ไม่ปรับขึ้นราคาก๊าซเลย ซึ่งในการที่จะปรับขึ้นราคาก๊าซ NGV ภาครัฐควรตรวจสอบและกำกับผู้ประกอบการในการพัฒนาตามแผน NGV Roadmap ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้ทดแทนราคาที่สูงขึ้น ทั้งการเพิ่มสถานีบริการให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากขึ้น และการแยกสถานีบริการสำหรับรถแต่ละขนาดให้มากขึ้นเพื่อความสะดวกในการเข้าใช้บริการ รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของก๊าซให้ได้มาตรฐานเดียวกันในทุกสถานีบริการ

PR Sectors: 

Consumer Insight

ยอดจำหน่ายพีซีในประเทศไทยในปี 2556 มีการหดตัวในระดับตัวเลขสองหลัก นับเป็นครั้งแรกในตลอดช่วงระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา โดยลดลงทั้งในส่วนของตลาดโน๊ตบุ๊คและเดสท๊อปอย่างมาก

ในยุคดิจิตอลที่สมาร์ทโฟนกำลังครอบคลุมพื้นที่การใช้งานอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว ภาพของพ

เด็กวัยรุ่นยุคนี้ ติดหนึบออนไลน์ ดูหนังฟังเพลงบนยูทิวบ์ แชร์และส่งคลิป เล่นโซเชียลมีเดีย หาข้อมูลสินค้า ตามเซเลบบนอินสตราแกรม มาดูกันว่า แบรนด์ จะต้องทำอย่างไรจึงจะโดนใจ

Insight

สงครามน้ำดำรอบใหม่ในปี 2557 กำลังถึงจุดที่ท้าทายของ “เอส” ต้องฝ่าวงล้อมคู่แข่ง หลังจากโดน “เป๊ปซี่” ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจนหล่นมาเป็นเบอร์ 3 ทำให้เอสต้องเดินตามรอยบิ๊กโคล่า ใช้กลยุทธ์ “ราคา” และปริมาณเข้าสู้ ควบคู่ไปกับการให้ส่วนแบ่งตลาดร้านค้าแบบเต็มเหนี่ยว เพื่อรักษาเครือข่ายช่องทางจำหน่ายที่เป็นป้อมปราการที่สุด

จากหนังสือการ์ตูน สู่สติกเกอร์ไลน์ การเดินทางของการ์ตูนไทยที่ผันตัวจากโลกใบเก่ามาสู่โลกดิจิตอล เป็นกรณีศึกษาให้กับคนไทยที่อยากขาย “สติกเกอร์ผ่านไลน์” ควรทำอย่างไร

ปั้นยังไงให้กลายเป็น “ฟีเวอร์” เกม “คุกกี้รัน” ที่ไลน์ยอมทุ่มงบอัดฉีดการตลาดทุกกระบวนท่า ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ออกแคมเปญชิงรถ จับมือพันธมิตรสร้างยอดขยายฐานลูกค้า ปูทางพลิกจากแชตแอปพลิเคชั่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มบนมือถือ

Strategic Move

เชื่อว่าการทานข้าวนอกบ้านในสมัยนี้ ไม่มีใครไม่แชร์รูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกต่อไป อย่างน้อยต้องมีการเช็กอิน ถ่ายรูปอาหาร หรือถ่ายรูปตอนทานอาหารแล้วแชร์ลงในโซเชียลมีเดียของตนเอง การทำการตลาดผ่านช่องทางนี้จึงเป็นช่องทางใหม่ที่นักการตลาดให้ความสำคัญมากในตอนนี้ เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางกระแสของดิจิตอลทีวีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันแล้วไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสถานี ผู้ผลิตรายการ มีเดียเอเยนซี่ ในฟากของผู้เก็บข้อมูลของผู้ชมรายการอย่างนีลเส็น ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการวัดความนิยมในรายการหรือเรตติ้งเช่นเดียวกัน

ใกล้คลอดเต็มที่ “เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่” โครงการระดับ “ลักชัวรี่ รีเทล ของกลุ่มเซ็นทรัล มีกำหนดเปิดในวันที่ 8 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โครงการเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ วัย 39 ปี ที่รับงานระดับบิ๊กโปรเจค จึงต้องนัดแถลงข่าวเล่าความคืบหน้าให้สื่อมวลชนได้ฟังกัน

Global Trend

การทำโฆษณาบนป้ายบิลบอร์ดอันแสนแพง โดยแบบที่มีแค่โปรดักส์ กับชื่อแบรนด์อย่างเดียว ดูท่าจะหมดยุคไปแล้ว สมัยนี้ต้องเน้นไอเดีย และความแตกต่างเข้าว่า ถึงจะโดนใจผู้บริโภค

Snicker เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยันทำแคมเปญไวรัลบนโลกออนไลน์อย่างมาก ซึ่งบางแคมเปญก็ได้ผล แต่บางแคมเปญก็ได้รับผลวิพากย์วิจารณ์ในด้านลบมากเช่นกัน

เมื่อปีที่ผ่านมาคงได้เห็นแบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง Burger King สร้างความประหลาดใจแก่ผู้บริโภคไม่น้อย โดยการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Fries King พร้อมทั้งเปลี่ยนโลโก้ รวมทั้งป้ายหน้าร้าน เพียงเพื่อจะโปรโมทโปรดักส์เฟรนช์ฟรายส์สูตรใหม่ของทางร้าน

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Social Media Club

หลังจากค่ายการ์ตูนไทย “บรรลือสาส์น ทำสติ๊กเกอร์“ขายหัวเราะ” วางขายใน “ไลน์”จนมียอดโหลดทะลุ 150,000 ไปแล้ว ล่าสุด ไลน์ได้เปิดตัว สติ๊กเกอร์การ์ตูนบ่นบ่น หรือ “Bonbonmonja’s Daaily Life

สาวกไลน์เตรียมเฮ เมื่อไลน์เปิดตัว LINE Creators Market เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วไปครีเอตสติ๊กเกอร์เป็นของตัวเอง แล้วนำมาขายใน LINE Store ได้แล้ว!

ชื่อของ “โต้วป้าน (Douban, 豆瓣) ”ที่แฟนประจำคอลัมน์นี้คงคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะปีก่อนเราเคยเขียนถึงในหัวข้อ “Douban เต็งหนึ่งอาณาจักรบันเทิงไฮเทค แห่งแดนมังกร”

People

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ผ่าโมเดล 2 รายการในโลกออนไลน์ “เสือร้องไห้” กับคลิปเด็ด ประวัติศาสตร์การแดนซ์ของไทย แชร์กระจายด้วยยอด 4 แสนวิว และคลิปสไตล์ “มัน ฮา เกรียน” แบบ “เฟ็ดเฟ่” ที่กำลังฝ่าคลื่นดิจิตอล แจ้งเกิดคลิปที่โดนใจวัยรุ่นไปเต็มๆ

ดังได้ใจ “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข” กับบทบาทคุณชายพุฒิภัทร แห่งวังจุฑาเทพ ละครดังที่ผลักดันหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน จนกลายเป็นกระแส “เจมส์ จิ” ถูกนำไปเทียบกับซุปตาร์ดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แถมแบรนด์ดังยังรุมตอมคว้าไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยค่าตัวหลัก 10 ล้านอัพ

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488