วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ Visionary Founder

4 ปี่ที่แล้ว นิตยสารสำหรับวัยรุ่นคนหนุ่มสาวเล่มหนึ่งเกิดขึ้นมาในช่วงเศรษฐกิจภายหลังฟองสบู่แตก แค่การออกนิตยสารหัวใหม่ก็เรียกได้ว่ากล้าพออยู่แล้ว แต่รูปแบบการกำเนิดของนิตยสารเล่มนี้มีความไม่ธรรมดาไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะมันเกิดจากการชวนผู้อ่านมาร่วมลงขันทำหนังสือด้วยกัน

มาถึงวันนี้สามารถพูดได้ว่าน้อยคนที่จะไม่รู้จัก a day และ “โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์” หนึ่งใน 3 ผู้ก่อตั้งบริษัท เดย์อาฟเตอร์เดย์ จำกัด ผู้ผลิตนิตยสาร a day

POSITIONING ฉบับ Young Executive ได้พูดคุยกับวงศ์ทนง ในฐานะหนึ่งใน 50 Young Executive ที่มาจากการโหวตของผู้อ่าน ถึงการเติบโต การเปลี่ยนแปลง ของ a day และ เดย์อาฟเตอร์เดย์ของเขา

POSITIONING : 4 ปี จนถึงวันนี้บทบาทของวงศ์ทนงกับ a day เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ?

วงศ์ทนง : ด้วยความที่บริษัทเรามันเล็กมาก เราเริ่มต้นทำหนังสือด้วยคนแค่ 6 คนเอง เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็ต้องทำหน้าที่ควบคู่กันหลายอย่าง ผมเองนอกจากเป็นบรรณาธิการ ดูแลเนื้อหาและรูปเล่มของหนังสือแล้ว ยังต้องทำคอลัมน์เองเยอะมาก a day ยุคแรกนี่ผมเขียนเองเกินครึ่งเล่มมั้ง นอกนั้นผมก็ต้องออกไปขายโฆษณาเองด้วย แต่ช่วงปีที่ 2 เป็นต้นมา งานผมก็เริ่มเบาลง เพราะหนังสือเราไปได้ดี ไม่ว่าจะในด้านธุรกิจหรือการยอมรับของผู้อ่าน เราจึงสามารถออก HAMBURGER ได้อีกเล่ม ช่วงแรกผมก็นั่งเป็น บ.ก. HAMBURGER เอง แต่ผ่านไปได้ประมาณครึ่งปีก็มอบให้ วิภว์ บูรพาเดชะ ดูแลต่อ ส่วน a day ผมก็ได้ วชิรา รุธิรกนก มาเป็น บ.ก. แล้วปีที่ 4 ของบริษัทเราก็ออก a day weekly อีกเล่ม โดยได้อธิคม คุณาวุฒิ มาเป็น บ.ก.

สรุปว่างานในช่วง 2 ปีแรกผมต้องลงไปปฏิบัติการเยอะ แต่หลังจากนั้นก็เน้นงานบริหารเสียส่วนใหญ่ ถ้าเปรียบบริษัทเราเป็นทีมฟุตบอล ตอนนี้ผมก็คงเป็นผู้จัดการทีมกึ่งผู้เล่น คือไม่ใช่แค่ใส่สูทสั่งการวางแผนการเล่นข้างสนามอย่างเดียว ถ้าสถานการณ์จำเป็นหรือนึกสนุก ผมก็สามารถเปลี่ยนชุดลงไปเตะกับเขาได้ด้วย

POSITIONING : พอมาอยู่ในตำแหน่งของผู้บริหารมากขึ้นรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า ?

วงศ์ทนง : สำหรับผม a day ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่มันเป็นบทเรียนชีวิตให้ผมด้วย มันหล่อหลอมให้ชีวิตผมกลมกลืนกับตัวมัน บังคับให้ผมต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง เพราะก่อนหน้านี้ผมเหมือนลูกจ้างบริษัทน่ะ ไม่ต้องรับผิดชอบมากมาย แล้วตั้งใจทำหนังสือให้ตายยังไงเราก็ไม่เข้าใจหัวใจในการทำธุรกิจหนังสืออย่างแท้จริงหรอก แต่พอผมมาทำหนังสือเอง มันสอนผมหมดทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะเรื่องความรับผิดชอบ วิธีคิด วิสัยทัศน์ หลักการดำเนินชีวิต a day มันเหมือนเป็นศาสนาส่วนตัวของผมเลย

ผมคิดว่าผมไม่มีงานอดิเรก ยิ่งของสะสมอะไรนี่ไม่มีเลย การพักผ่อนของผมก็ง่ายมากๆ ไม่อ่านหนังสือก็ดูหนังหรือขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด ผมคิดว่าการได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่มหรือดูหนังดีๆ สักเรื่อง มันมีคุณูปการต่อชีวิตมากเลย ตรงกันข้าม การอ่านหนังสือห่วยๆ หรือดูหนังแย่ๆ ก็ถือเป็นการสูญเปล่าในชีวิตอย่างหนึ่ง จริงๆ ผมเป็นคนที่โคตรธรรมดาเลยนะ เรียกว่าปะปนไปกับฝูงชนได้สบาย ผมไม่ชอบเป็นคนมีชื่อเสียง เพราะผมมีเพื่อนที่มีชื่อเสียงหลายคน ผมเห็นเขาเหมือนถูกสาปน่ะ เวลาสุขก็สุขมหาศาล แต่เวลาทุกข์ก็ทุกข์ท่วมท้น นี่คือผลพวงของชื่อเสียง ซึ่งผมไม่ปรารถนาชีวิตสุดโต่งแบบนั้น ผมชอบมีชีวิตแบบกลางๆ ค่อยๆ เบาๆ น่ะ ผมว่าชีวิตอย่างนี้จะอยู่ได้สบายและนานกว่า

POSITIONING : 4 ปีที่ผ่านมา a day โตขึ้นมากเลยในสายตาของคนทั่วไป

วงศ์ทนง : ถ้าดูจากบิลลิ่ง ดูว่าเรามีหนังสือเยอะขนาดนี้อยู่ในมือ ดูว่าพนักงานเพิ่มจาก 6 คนเป็น 86 คนใน 4 ปีแล้วจะพูดว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิด แต่ผมเชื่อว่าเราเติบโตแบบมีทิศทางและก็มีพื้นฐานที่แน่นหนามั่นคงนะ ถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับการทุ่มเททำงานของพวกเราแล้ว ผมว่าเติบโตแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ

POSITIONING : รูปแบบธุรกิจของ a day ที่เกิดขึ้นมาโดยการระดมทุนจากคนอ่าน คิดว่ามันจะมีโอกาสเกิดขึ้นมาอีกได้หรือไม่ ?

วงศ์ทนง : ทุกวันนี้บริษัทขนาดยักษ์ใหญ่ลงมาจับธุรกิจสิ่งพิมพ์กันแล้ว ซึ่งบางบริษัทไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจสิ่งพิมพ์เลยด้วยซ้ำ เคยทำแต่ทีวี ทำเพลง แต่ลงมาทำหนังสือเพราะ content บางอย่างมันเหลือใช้ และผมคิดว่าเขาคงมองเห็นช่องทางที่จะทำเงินและแตกหน่อต่อยอดไปทำอย่างอื่นได้ อีกอย่างข้อดีของธุรกิจสิ่งพิมพ์ คือมันไม่ต้องมีสัมปทาน เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ อย่างวิทยุหรือโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเรื่องปวดใจที่เราต้องไปผูกชะตากรรมไว้ เพราะฉะนั้นสิ่งพิมพ์จึงน่าสนใจ และดูแล้วบ้านเรามีโอกาสเติบโตอีกมาก

ส่วนตัวแล้วผมชอบเรื่องการแข่งขันนะ เพราะด้านหนึ่งมันก็เป็นการกระตุ้นให้เราพัฒนาศักยภาพ วิ่งคนเดียวเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะวิ่งได้เร็วกว่านี้อีกไหม แต่อีกด้านหนึ่งเมื่อบริษัทใหญ่ลงมาเล่นกันมาก มันก็เหมือนกับปิดช่องที่จะเกิดของบริษัทเล็กๆ ไปโดยปริยาย มีคนบอกผมว่า โมเดลแบบที่ a day ทำ คือคนเล็กๆ ลุกขึ้นมาทำธุรกิจหนังสือด้วยตัวเอง ต่อจากนี้ไปมันคงยากที่จะเกิดขึ้นแล้ว ถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

POSITIONING : เติบโตจนเป็นที่สนใจของยักษ์ใหญ่หลายบริษัท แต่ทำไมถึงเลือกร่วมลงทุนกับ Traffic Corner ?

วงศ์ทนง : เพราะเราต้องการขยายธุรกิจเพิ่ม และต้องการศักยภาพในเรื่องอื่นๆ ที่เราไม่มี แต่บริษัทที่ใหญ่กว่าเรามี ก่อนจะร่วมลงทุนกับ Traffic Corner เราก็เลือกอยู่หลายบริษัท ใช้เวลาคุยกันอยู่เกือบปี สุดท้ายพิจารณาดูแล้วเห็นว่า Traffic Corner มีครบทุกอย่างที่เราต้องการ แล้วก็มีเงื่อนไขที่ไปกันได้ โดยเฉพาะเรื่องอิสระในการทำงาน และให้เราคงความเป็นตัวเองดั้งเดิมไว้มากที่สุด ก็เลยร่วม Joint Venture กัน ซึ่งผมคิดว่าเราได้ดีลที่น่าพอใจ

POSITIONING : อะไรคือข้อตกลงที่บอกได้ว่าน่าพอใจ ?

วงศ์ทนง : ผมคิดว่าตั้งแต่วันที่ร่วมลงทุนกัน บริษัทผมแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมเลย เปลี่ยนแค่ชื่อ จาก บริษัท เดย์อาฟเตอร์เดย์ จำกัด เป็น บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ออฟฟิศยังอยู่ที่เดิม เรายังทำงานกันโดยอิสระเหมือนเดิม ยังมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการกำหนดทิศทางสิ่งพิมพ์แต่ละเล่มของเราเหมือนเดิม ที่ได้เพิ่มมาคือความรู้ความเข้าใจในการบริหารต้นทุน การทำการตลาด และการใช้สื่อในเครือของ Traffic Corner เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับหนังสือของเรา ใครจะว่ายังไงก็ช่างนะครับ แต่ผมยังยืนยันว่า a day ยังเป็น independent อยู่ และก็จะเป็นตลอดไป

POSITIONING : การทำธุรกิจร่วมกับบริษัทใหญ่ๆ ที่อยู่ในตลาดหุ้นทำให้เราต้องออกหนังสือมาเยอะๆ เพื่อตอบสนองในตรงนั้นหรือเปล่า ?

วงศ์ทนง : สำหรับบริษัทผมไม่นะครับ เพราะเวลาที่พวกเราจะออกหนังสือใหม่สักเล่มหนึ่ง เราจะไม่มองว่าตลาดต้องการอะไร หรือทำหนังสืออะไรขายดีแล้วถึงไปทำ เพราะถ้าไปคิดอย่างนั้นคุณจะกลายเป็นพวกพ่อค้า Consumer Product ทันที แต่หนังสือเป็นสินค้าภูมิปัญญา ผมเชื่อว่าคนที่ทำหนังสือ เริ่มต้นต้องคิดก่อนว่าอยากให้เนื้อหาอะไรที่มีคุณค่ากับผู้อ่าน กับสังคม แล้วถึงค่อยเอาการออกแบบ เอาเทคนิคการตลาด เอาการโฆษณาประชาสัมพันธ์มาจับเพื่อให้หนังสือมันขายดีขึ้นมา ผมเชื่อว่าคนทำหนังสือถ้าเริ่มต้นทำหนังสือด้วยความปรารถนาดีแล้ว ไม่ช้าก็เร็วผู้อ่านเขาจะเห็น

POSITIONING : แล้วทำอย่างไรที่จะให้หนังสือออกมาแล้วประสบความสำเร็จ ?

วงศ์ทนง : ผมคิดว่าพวกเรามีสายตาพิเศษในการมองเห็นตลาดที่คนอื่นไม่เห็น หลักอย่างหนึ่งที่เราใช้คือ เราจะไม่ทำหนังสือซ้ำกับที่มีอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง ที่เราทำ a day ถ้าดูตามหมวดหมู่ของมันก็จะตกอยู่ในประเภทของหนังสือวัยรุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้หนังสือวัยรุ่นเจ้าตลาดเขาก็มีอยู่แล้ว คนหมู่มากมีภาพจำหนังสือวัยรุ่นอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นจะทำหนังสือวัยรุ่นสักเล่มก็คง reference ทำให้มันดูคล้ายๆ กับหนังสือเจ้าตลาด สมัครใจที่จะยืนต่อแถวเป็นลำดับที่ 5 ที่ 6 แล้วก็หวังว่าวันหนึ่งจะขึ้นไปเป็นที่ 2 ที่ 3 แต่พวกเราไม่ชอบอย่างนั้น เราชอบวิธีทำให้มันแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับหนังสือเจ้าตลาดเลย พูดง่ายๆ ว่าไม่เข้าแถวเดิม แต่ออกมาตั้งแถวใหม่ โอเคว่าในระยะแรก อาจจะต้องให้เวลาผู้อ่านหรือตลาดทำความเข้าใจกับความแปลกใหม่ของเราสักหน่อย แต่พอมันติดขึ้นมาแล้ว คุณเป็นหัวแถว เป็นที่ 1 ทันทีเลยนะ วิธีนี้ผมใช้มาตลอด ตั้งแต่ a day, HAMBURGER, a day weekly หรือแม้กระทั่ง Knock Knock! ทุกเล่มเป็นหนังสือวัยรุ่น หนังสือบันเทิง หนังสือวิเคราะห์ข่าวอีกแบบหนึ่ง

POSITIONING : การทำหนังสือจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องจับกระแสในช่วงนั้นตลอดเวลา

วงศ์ทนง : กระแสไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ ผมแปลกใจว่าทำไมคนเราพูดถึงคำว่ากระแสมักจะมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่ดีพ่วงมาด้วย ความจริงคือทุกอย่างรอบๆ ตัวเรามันคือกระแสหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง F4 เรื่องไข้หวัดนก เรื่องแฟชั่นมือถือ เรื่องสถานการณ์ภาคใต้ ผมคิดว่าการเล่นกับกระแสไม่ใช่สิ่งผิด ตรงกันข้าม งานด้านสื่อจำเป็นด้วยซ้ำที่คุณต้องจับกระแสให้อยู่ ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าคนสมัยนี้เขาสนใจอะไร เขาชอบอะไรไม่ชอบอะไร ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะหยิบจับกระแสนั้นมาเสนอในประเด็นไหนมากกว่า สำหรับหนังสือของผมทุกเล่ม เราไม่หลุดกระแส แต่ถ้าจะให้ตามแห่ แบบอะไรดังขึ้นมานิดนึงก็ไปฮือฮา ไปเกาะขาขอขายไปกับเขาด้วยโดยไม่สนว่ามันดีหรือไม่ดี อย่างนี้เราไม่เอาด้วย

POSITIONING : การทำหนังสือต้องผสมผสานหลายอย่างรวมทั้งการตลาดด้วยจริงไหม ?

วงศ์ทนง : แน่นอนครับ เคยมีคนมาสัมภาษณ์ผม ถามผมว่า 2 ขาที่สำคัญของหนังสือ คือเนื้อหากับรูปเล่ม ผมให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า ผมตอบว่าหนังสือไม่ได้มี 2 ขานะครับ แต่มี 3 ขา ขาที่สำคัญที่คุณละเลยไม่ใส่ใจไม่ได้เด็ดขาดคือธุรกิจและการตลาด เพราะมันหมายถึงการอยู่ได้อย่างยาวนานของหนังสือของคุณ แต่ที่สุดแล้วผมก็พยายามไม่ให้เรื่องค้าขายมายุ่งกับตัวหนังสือจนเกินไป การทำหนังสือดีๆ สักเล่ม ผมว่าไม่ใช่เรื่องยากนะ ส่วนการทำหนังสือให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผมก็ว่าง่าย มันมีสูตรแย่ๆ หลายอย่างให้คุณเลือกหยิบไปใช้ได้ แต่สิ่งที่ผมว่าโคตรยากและเหนื่อยมากเลยก็คือ การทำหนังสือดีๆ ที่มันขายดีด้วยนี่แหละ ซึ่งถึงที่สุดแล้วเราก็เลือกที่จะยอมเหนื่อย

POSITIONING : รูปแบบของ Advertorial ที่มีอิทธิพลต่อการทำหนังสือมากขึ้นในยุคนี้

วงศ์ทนง : Advertorial ไม่ใช่ของใหม่ ผมทำหนังสือมา10 กว่าปี เห็นรูปแบบนี้มานานแล้วล่ะ แต่ทุกวันนี้มันอาจจะรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้น สื่อต่างๆ มีโฆษณาเข้ามาแทรกแซงในรูปแบบที่แนบเนียนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งผมว่ามันไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ถ้าจะไปโทษเอเยนซี่ฝ่ายเดียว เพราะการที่จะเกิด advertorial ได้เนี่ย คิดฝ่ายเดียวมันเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ต้องยินยอมพร้อมใจทั้ง 2 ฝ่าย คือเอเยนซี่กับหนังสือ สุดท้ายคำถามก็อยู่ที่ว่าคุณอยากได้แค่ไหนล่ะ ถ้าอยากได้เยอะคุณก็ต้องยอมเยอะ ไม่อยากได้เลยคุณก็ไม่ต้องยอม สำหรับ a day เราอยากได้บ้างครับ แต่ไม่มาก ในสายตาเอเยนซี่บางแห่งเราก็เลยเป็นหนังสือที่ขึ้นชื่อเรื่องความเรื่องมาก ผมว่าเราไม่ได้ดื้อหรอกนะครับ พยายามจะประนีประนอมด้วยซ้ำ แต่เราจะคำนวณกันอยู่ตลอด ว่าสิ่งที่ได้มาชั่วคราวกับสิ่งที่เสียไปอย่างถาวรน่ะมันคุ้มค่ากันหรือเปล่า

POSITIONING : คิดว่าปัจจัยความสำเร็จในการทำธุรกิจสิ่งพิมพ์มีอะไรบ้าง ?

วงศ์ทนง : คิดแบบเร็วๆ เลยก็แล้วกันนะ ข้อแรก ตัวหนังสือต้องดีก่อน ทั้งเนื้อหา และรูปเล่ม ข้อที่สองก็คือ เรื่องการตลาด เรื่องธุรกิจการตลาดต้องแม่น ตรงเป้า และตื่นตัวอยู่ตลอด ข้อสาม การมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ บริษัทผมตอนนี้มี 86 คน จากเดิม 6 คน แต่จริงๆ แล้วจำนวนมันยังน้อยเมื่อเทียบกับงานที่เราทำ เพราะเราทำนิตยสารรายเดือน 2 เล่ม รายปักษ์ 1 รายสัปดาห์ อีก 1 ยังไม่นับสิ่งพิมพ์ที่เรารับจ้างผลิตอีก 3-4 เล่มต่อเดือน ถือว่าใช้คนจำนวนน้อยได้เวิร์คมากๆ ข้อที่สี่นี่สำคัญ ผมคิดว่าบริษัทผมมีการดูแลธุรกิจอย่างรอบคอบ เรื่องเงินๆ ทองๆ เราดูแลละเอียดมาก อะไรที่ขี้เหนียวได้ก็ต้องขี้เหนียว แต่อะไรต้องจ่าย ต้องลงทุน โดยเฉพาะเรื่องอุปกรณ์การทำงาน เรื่องสวัสดิการพนักงานผมคิดว่าเราไม่คิดมาก ส่วนข้อห้า ผมคิดว่าเราเป็นบริษัทที่บริหารความสุขเก่งมากเลย เรามี culture แบบของเรา คนทำงานเหมือนทำกิจกรรมในชมรมในมหาวิทยาลัย มีความอิสระสูง บริษัทผมไม่เคยมีการตอกบัตร สามารถนอนกลางวันได้ ดูทีวี เล่นเกมคอมฯ เล่น msn ได้ทั้งวัน มีบรรยากาศทุกอย่างที่เอื้อต่อคนที่ทำงานใช้ความคิด

POSITIONING : แบบนี้ก็ต้องมีวิธีบริหารตัว culture ตัวนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ?

วงศ์ทนง : ใช่ครับ เพราะทุกวันนี้จำนวนคนเริ่มเยอะขึ้น พอสภาพแวดล้อมสบายไป แน่นอนว่ามันก็ต้องมีทั้งคนที่ทำงานดีแล้วก็บกพร่อง ผมคิดว่าการที่ผมเติบโตมาจากการทำงานระดับล่างสุดคือกองบรรณาธิการ ไม่ใช่เป็นนายทุนที่ไหนถือเงินเข้ามาทำหนังสือ ผมจึงเข้าใจความสุขและความทุกข์ของคนทำหนังสือว่ามันมีอะไรบ้าง เมื่อผมมาทำบริษัทเอง ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ผมรู้ว่าทำแล้วคนทำงานจะความสุข และพัฒนาตนเองไปด้วย ขณะเดียวกันผมก็จะไม่ทำสิ่งที่จะทำให้คนทำงานมีความทุกข์ เป็นหลักง่ายๆ แค่นั้นเองครับ

POSITIONING : แสดงว่าเชื่อถึงเรื่องศักยภาพของคนสามารถควบคุมและดึงมันออกมาใช้ได้ถ้ารู้จักวิธี ?

วงศ์ทนง : ใช่ ผมคิดว่าผมสามารถทำให้คนที่มาทำงานกับผมพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้อีก เพราะผมเชื่อว่าคนแต่ละคนมีศักยภาพในตัวมากกว่าที่เขาเอาออกมาใช้ เพียงแต่เขาอาจจะขาดการชี้แนะ ขาดแรงจูงใจ ขาดวิธีที่จะดึงเอาศักยภาพตรงนั้นออกมา ซึ่งผมคิดว่าผมมีวิธี ผมว่าเรื่องหนึ่งที่พอจะพูดได้ว่าผมเก่ง ก็คือการหาคุณค่าจากสิ่งที่ดูเหมือนจะไร้ค่านี่แหละ

POSITIONING : มีวิธีบริหารคนที่เพิ่มขึ้นอย่างไร ?

วงศ์ทนง : ผมไม่ดูเลยนะว่าจบมาจากสถาบันไหน คนของเรามาจากทุกสถาบันเลย วิชาที่เรียนมาก็หลากหลายมาก และในจำนวน 86 คน ผมคิดว่าผมน่าจะลงมือสัมภาษณ์เองประมาณ 65 คน หลักการเลือกคนเข้าทำงานของผมมีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือเก่ง มีทักษะความสามารถ ในงานที่เขาจะทำ อย่างที่สอง ต้องนิสัยดี จิตใจดี มีน้ำใจ มีบุคลิกที่ดี มีแววว่าสามารถจะพัฒนาขึ้นได้ต่อไป ผมให้ความสำคัญกับการให้รางวัลพนักงาน รวมไปถึงการสนับสนุนให้เขาเติบโตขึ้น อย่างเช่น พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล บ.ก.Knock Knock! ก็โตมาจากการเป็นอาร์ตไดฯ ของ HAMBURGER แต่ผมเห็นแววว่าเขาเป็น บ.ก.ได้ เลยโปรโมตให้ นี่คือตัวอย่างการให้รางวัล

POSITIONING : ภาวะเศรษฐกิจที่แกว่งตัว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ในฐานะผู้บริหารมีการเตรียมรับมือมันอย่างไรบ้าง ?

วงศ์ทนง : ผมเคยทำหนังสือเจ๊งกับมือมาแล้ว คือ Trendy Man มันเตือนผมเสมอว่าอย่าประมาท อย่าเหลิง เพราะธุรกิจสิ่งพิมพ์มันเกี่ยวโยงอยู่กับหลายสิ่งหลายอย่างที่มีขึ้นมีลง ยกตัวอย่างราคากระดาษที่ไปผูกกับราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาน้ำมันก็เกี่ยวกับการเมืองด้วย การทำหนังสือต้นทุนกระดาษและการพิมพ์เป็นต้นทุนหลัก เราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือตลอด อีกอย่างหนึ่งก็คือในช่วงที่พอจะสะสมได้ เราก็ควรจะสะสมทรัพย์ไว้ จะได้มีเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด หลักคิดนี้ผมได้มาจากการเป็นคนทำหนังสือเจ๊งมาก่อน ตรงกันข้ามนะ ถ้าผมประสบความสำเร็จมาตลอดเนี่ย ผมจะไม่มีบทเรียนน่ะ ผมเชื่อว่าบทเรียนจากความล้มเหลว มีค่ามากกว่าบทเรียนจากความสำเร็จ

POSITIONING : ถ้าให้บอก Positioning ของบริษัท เดย์ โพเอทส์ ในวันนี้

วงศ์ทนง : ผมยังรู้สึกตลอดเวลาว่าเรายังเป็นบริษัทเล็กๆ เป็นเด็กๆ ในวงการสิ่งพิมพ์ที่ใหญ่โตมโหฬารของประเทศไทย แต่เด็กคนนี้บุคลิกมันอาจจะซ่าและแหกคอกสักหน่อย คนก็เลยเห็นมันชัด ภาพหนึ่งที่คนข้างนอกมองเราที่ผมชอบก็คือ มองว่าหนังสือที่ออกมาจากเราต้องไม่ธรรมดา ไม่ซ้ำ แล้วก็มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ พิเศษกว่าชาวบ้านเขา เป็นหนังสือที่อ่านเนื้อหาแล้วว่าไม่ได้ว่าไม่ดี ผมไม่รู้ว่านี่ถือเป็น Positioning ของ เดย์ โพเอทส์ ได้รึเปล่า

POSITIONING : เป้าหมายที่จะทำต่อไปสำหรับ a day คืออะไร

วงศ์ทนง : ทำหนังสือพิมพ์รายวันครับ เป็นความฝันก้อนใหญ่ที่สุดของผมตั้งนานแล้ว ชื่อ a day มันเหมาะเป็นหนังสือพิมพ์รายวันมากเลยคุณว่ามั้ย แต่แน่นอนว่าหนังสือพิมพ์รายวันสเกลมันใหญ่มาก ทั้งเรื่องเงินทุน เรื่องการบริหารงาน บริหารคน ก็คงต้องอาศัยเวลาสักหน่อย ช่วงนี้ที่ทำ a day weekly ก็เสมือนเป็นการซ้อมใหญ่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น

POSITIONING : สิ่งที่เป็นจุดขายของบริษัท เดย์ โพเอทส์

วงศ์ทนง : เป็นบริษัทของคนหนุ่มสาวที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

Did you know?

นอกจากธุรกิจหลักที่ทำนิตยสาร 4 หัว คือ a day, HAMBURGER, a day weekly และ Knock Knock! แล้ว บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ยังมีบริษัทลูกอีก 1 บริษัท คือ ADG ที่ย่อมาจาก a day graphic เป็นบริษัทที่รับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์ให้กับหน่วยงานภายนอก ซึ่งปัจจุบันรับผลิตให้กับ ออเร้นจ์ เบเกอรี่มิวสิค และเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รวมทั้งรับออกแบบสิ่งพิมพ์ให้กับภาพยนตร์บางเรื่อง ซึ่งวงศ์ทนงบอกกับ POSITIONING ว่า เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี

นอกจากเป็นผู้บริหาร บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ในปัจจุบันแล้ว โหน่ง วงศ์ทนงยังมีกิจการส่วนตัวที่เขาร่วมทำกับนิติพัฒน์ สุขสวย ผู้ร่วมก่อตั้ง a day และเพื่อนอีก 2 คน เป็นร้านขายเสื้อชื่อ Sister Clinic อยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งแม้เขาจะออกตัวว่า ทำสนุกๆ แต่ได้ยินมาว่า รายได้แต่ละเดือนไม่น้อยทีเดียว

วงศ์ทนงมีหนังสือรวมเล่มออกมาแล้ว 3 เล่ม คือ a day story, เรื่องเล็ก (หญิงสาวนักขายขนมปัง) และ The Bear Wish Project (นามปากกา เดปป์ นนทเขตคาม)

Profile

Profile

Name : วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
Education :
ปริญญาตรี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
Career Highlights:
บรรณาธิการบทความ นิตยสาร GM
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Trendy Man
รองบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร IMAGE
ผู้ก่อตั้งบริษัทเดย์อาฟเตอร์เดย์ จำกัด ภายหลังเข้าร่วมกับทราฟฟิค คอร์เนอร์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ผลิต นิตยสาร a day, Hamberger, a day weekly และ Knock Knock

Consumer Insight

บริษัท นีลเส็น ได้รายงานผลการซื้อสื่อโฆษณาระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2557 พบว่า ยอดซื้อสื่อทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน โรงภาพยนตร์ สื่อนอกบ้าน สื่อในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งสื่ออินเทอร์เน็ต มีมูลค่ารวม 49.738 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556 พบว่า ติดลบ 9.38%

บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) คาดการใช้จ่ายผ่านสื่อและบันเทิงของไทยในปี 2561 จะมีสูงกว่า 4.3 แสนล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง 5 ปีข้างหน้าเติบโตเฉลี่ย 7.3% ต่อปี แซงหน้าตลาดสหรัฐ-ยุโรปและอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลก ผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจโฆษณาออนไลน์ การใช้งานเคเบิ้ลทีวี และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น

ที่ กรุงเทพฯ วันที่ 25 มิถุนายน 2557 ไอดีซีได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์ตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยล่าสุด ซึ่งพบว่าระดับราคาของสมาร์ทโฟนที่ลดต่ำลงประกอบกับแรงผลักจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้กระตุ้นความนิยมในสินค้าสมาร์ทโฟนจนมียอดจัดส่งสูงกว่าฟีเจอร์โฟนเป็นครั้งแรก

Insight

เป็นอีกหนึ่งดีลของการขายหุ้นระหว่าง เกรฮาวด์ เจ้าของแบรนด์แฟชั่น และร้านอาหารเกรฮาวด์ คาเฟ่ ได้ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดของบริษัทเกรฮาวด์ จำกัด (แฟชั่น) และบริษัทเกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัดให้กับบริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทมัดแมน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1.853.80 ล้านบาท

นอกจาก “สติกเกอร์” ที่ถือเป็นหนึ่ง “อาวุธ” ให้กับ “ไลน์” กลายเป็นแชตแอปพลิเคชั่นที่สามารถครองความนิยมในตลาดไทยได้แล้ว “เกม” ถือเป็นอีกหนึ่งใน “เกมกลยุทธ์” ทางธุรกิจของไลน์ที่ต้องจับตา

รู้หรือไม่ว่า โลโก้ของแบรนด์ที่พบเห็นในปัจจุบันนั้น มีนัยยะอะไรซ่อนอยู่บ้าง โดยสิ่งที่ปรากฏในโลโก้นั้นเป็นได้ทั้งที่มาของแบรนด์ หรือเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของแบรนด์เลยก็ได้ มาดู 12 โลโก้ ที่มีใจความอะไรแฝงอยู่

Strategic Move

รายงานจากตลาดหลักทรัพย์แจ้งว่า บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทมัดแมน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัทเกรฮาวด์ จำกัด (แฟชั่น) และบริษัทเกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1.853.80 ล้านบาท

โฆษณาประเภทบีบคั้นอารมณ์ เรียกน้ำตาจากคนดูยังเป็นที่นิยมเสมอ คราวนี้เป็นทีวีซีล่าสุดของ แลนด์ แอนด์เฮาส์ ที่ออกทีวีซีชุดล่าสุด ใช้ชื่อว่า “ปาก…ไม่ตรงกับใจ by Land and Houses": เวอร์ชั่น "เพราะรัก"

หลังจากที่แบรนด์รังนก เลือกใช้ “แนวคู่รัก” มาเป็น “แบรนด์ เลิฟ แอมบาสเดอร์” ต่อเนื่องมาหลายปี เริ่มตั้งแต่ปี 2542 แพท-สุธาสินี พุทธินันท์ และสามี มาร์ค-แกรี่ โรดดิเกส อ้อม-พิยะดา และ จนมาถึงคู่ของ แอ๊ฟ และสงกรานต์ เตชะณรงค์

Social Media Club

เทศกาลประกวดโฆษณา Cannes Lions International Festival of Creativity 2014 ที่นอกจากคัดเลือกงานโฆษณาที่โดดเด่นในรอบปี คานส์ ไลอ้อนส์ยังเป็นเวทีที่ชี้นำเทรนด์ของงานโฆษณาและการตลาดในช่วงนั้นๆ

วาตานาเบ นาโอโตโม และ แดซอก คิม สองดีไซน์เนอร์ จากบริษัทเนเวอร์ไลน์ ประเทศญีปุ่น ให้คำแนะนำแก่นักออกแบบชาวไทย ในการออกแบบ "สติ๊กเกอร์ไลน์" "ว่า" สติ๊กเกอร์ของคนไทยพยายามทำเป็น Global มากเกินไป ทำให้ไม่มีเอกลักษณ์ เพราะในตลาดใหญ่มีคาแร็คเตอร์ดังๆ อยู่แล้ว ทำให้สู้คาแร็คเตอร์เหล่านั้นยาก

ไลน์ ประเทศไทย อัพเดทตัวเลขรายได้ และจำนวนสติกเกอร์ จากการขายบน ครีเอเตอร์มาร์เก็ต (Creators Market) แพลตฟอร์มที่ไลน์ให้ผู้ใช้สามารถขายสติกเกอร์ ที่ผ่านการคัดเลือกจากไลน์วางขายใน LINE Store (เว็บขายสติกเกอร์และไอเทมเกม) ซึ่งผู้ขายจะได้รับส่วนแบ่ง 50%

Columnist

ธุรกิจสมัยปัจจุบัน ทุกวันนี้เน้นประเด็นในการสร้าง Brand ของสินค้า ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศ แทบจะเกือบทุกธุรกิจ อาจจะต้องแบ่งงบประมาณในการสร้าง Brand ด้วย

วันนี้เราเคยสังเกตไหมว่า รายการโทรทัศน์ที่ดังๆ และมีคนดูติดตามมาก มี 2 กลุ่ม คือ ละครไทยกับรายการโชว์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นรายบันเทิงที่สะท้อนว่า คนสื่อไทยอาจรวบรัดตัดตอนซื้อรายการต่างประเทศเข้ามาทำเองจะดีกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพ และที่สำคัญ รับประกันได้แน่ๆ ว่ามันจะฮิต

สำหรับนักการตลาดแล้ว กระแสฟีเวอร์ของฟุตบอลโลกปีนี้ ไม่ได้อยู่ที่การรอลุ้นว่าใครจะเป็นแชมป์โลก แต่หมายถึงการ “วัดมูลค่าผลตอบแทน” ที่ได้รับจากทำการตลาดเกาะเทรนด์นี้ต่างหาก

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอากาศร้อนๆ ต้องคู่กับเครื่องดื่มเย็น ส่วนใหญ่ที่เห็นการแข่งขันแรงๆ ในเมืองไทย เป็นแค่โปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ในต่างประเทศการทำแคมเปญครอบคลุมไปถึงสื่ออื่นๆ ด้วย และสื่อนอกบ้านก็เป็นที่นิยมในการทำแคมเปญเช่นกัน

Snicker เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ เวลาออกแคญอะไรใหม่ๆ ว่าแคมเปญนั้นจะสร้างแต่กระแสอย่างเดียว จนลืมคำนึงถึงกระแสสังคมที่ตามมาหรือแปล่า จึงทำให้แบรนด์มีภาพที่ติดลบในสายตาของผู้บริโภคบางกลุ่มอยู่บ้าง

ผู้อ่านไม่ได้ตาฝาดไปหรอก “โค้ก” หรือว่า Coca Cola แบรนด์น้ำดำที่พวกเราคุ้นเคยกันนี่แหละ กำลังจะผลิตยาทาเล็บออกมาขายจริงๆ โดยงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Coca Cola กับ OPI ( Odontorium Products Inc.,) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาทาเล็บ ผลิตยาทาเล็บที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบสีจากไลน์เครื่องดื่มของโค้ก

People

เป็นที่คุ้นตาคุ้นตาดีกันอยู่แล้วสำหรับ "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" ซีอีโอ วัย 52 ปี คนล่าสุดของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส

วัชร วัชรพล ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของ "ไทยรัฐ" ก้าวขึ้นคุมบังเหียน “ไทยรัฐทีวี” ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของหนังสือพิมพ์หัวสีรายใหญ่กระโดดลงมาเล่นธุรกิจทีวีเต็มตัว

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488