ศึกนี้ที่ช่อง 7

นับเป็นความพ่ายแพ้ในรอบ 30 ปีของช่อง 7 ที่มีต่อคู่แข่งอย่างช่อง 3 เมื่อส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาไตรมาสแรกของปี2552 ช่อง 3 แซงหน้าช่อง 7 ซึ่งต้องเจอศึกรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งภายในที่ฝังลึกจนนำมาสู่การปรับผังรายการที่ไม่คล่องตัว และการการเลิกให้ส่วนลดโฆษณา จน “ยูนิลีเวอร์” บอยคอต ถอนโฆษณาออกจากช่อง 7 จนช่อง 7 ต้องพลิกเกมสู้ ใส่เกียร์เดินหน้าท้าชนแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน โยก “ชิงร้อยชิงล้าน” ประกบ“ตีสิบ” ส่งรายการข่าว “ประเด็นเด็ดเจ็ดสี ชนกับข่าว 3 มิติ” ชนิดใครดีใครอยู่

จริงๆ “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” ดาราสุดฮอตอันดับต้นๆ กับบทบาทร้อน “เมียน้อย” ในละครเรื่อง “เมียหลวง” ของวิก 7 สี ควรได้ออนแอร์หนังโฆษณา “ครีมนวดผมซันซิล” ของค่าย “ยูนิลีเวอร์” ที่อั้มเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่ ผ่านช่อง 7 เป็นหลัก แต่ปรากฏหนังโฆษณาของ “อั้ม” ไปออกที่ช่อง 3 ชนิดถี่ยิบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งในช่วงละครและข่าว และแม้ “เมียหลวง” อวสานไปแล้ว แต่ทั้งซันซิลและลักส์ที่อยู่กับช่อง 7 มานาน กลับเลือกยิงโฆษณาทางช่อง 3 แทน

สัญญาณนี้บอกชัดเจนว่าสัมพันธภาพระหว่าง “ยูนิลีเวอร์” กับช่อง 7 ได้ “เปลี่ยนไป” และถึงขั้นถอนโฆษณาออกจากช่อง 7 เมื่อปรากฏว่า ไตรมาสแรก ปี 2552 นั้นช่อง 3 กวาดรายได้โฆษณาแซงหน้าช่อง 7 เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่แข่งกันในธุรกิจทีวีมานานกว่า 30 ปี

“ยูนิลีเวอร์” เป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวเร่ง ที่สะท้อนปัญหาภายใน กำลังรุมเร้าช่อง 7 ท่ามกลางความคุกรุ่นภายในที่เรื้อรังมานานระหว่างผู้ถือหุ้น 2 ฝ่าย คือกลุ่มของ “กฤตย์ รัตนรักษ์” กับฝ่าย “คุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์”

จุดปะทุ“ยูนิลีเวอร์” บอยคอตช่อง 7
ปี 2551 ยูนิลีเวอร์เป็นค่ายผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้งบโฆษณาสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท หรือประมาณ 8% ของงบรวมเกือบ 40,000 ล้านบาท และยูนิลีเวอร์ก็เลือกโฆษณากับช่อง 7 มากสุด เพราะผู้ชมกลุ่ม Mass คือเป้าหมายที่สินค้ายูนิลีเวอร์ส่วนใหญ่ต้องการ และที่สำคัญหลักฐานที่ชัดคือเรตติ้งผู้ชมสูงสุด จึงกล้าแบ่งงบถึง 42% ของ 4,000 ล้านบาท ลงที่ช่อง 7 ส่วนช่อง 3 ได้เพียง 28% รองลงมาคือช่อง 9 ที่ 21%

แต่ล่าสุด “ยูนิลีเวอร์” ไม่สนเรตติ้งอีกต่อไป แม้ว่าผลสำรวจของ Nielsen ยังคงพบว่าเรตติ้งผู้ชมของช่อง 7 สูงกว่าอยู่ที่ 34.7% และของช่อง 3 อยู่ที่ 29.8% ในไตรมาสแรกก็ตาม

เพราะในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง สินค้าต่างอยากใช้งบน้อยแต่คุ้มค่ามากที่สุด เมื่อช่อง 7 อยากสร้างรายได้มากขึ้น ด้วยการไม่ยอมใส่วนลด 15% เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับเป็นการขึ้นราคากลายๆ “ยูนิลีเวอร์” จึงเลือกที่จะถอนโฆษณาออกทั้งหมด นอกจากยูนิลีเวอร์แล้ว บรรดาเอเยนซี่และเหล่าโบรกเกอร์โฆษณา ต่างก็แพ็กกันแน่น ไม่ Plan Ad ในช่อง 7 ให้กับลูกค้า เพราะเวลานี้ส่วนลด 15% ย่อมสำคัญกว่าเรตติ้ง

ส้มหล่น ช่อง 3 กวาด 30%

ที่ผ่านมา ช่อง 7 มีจุดแข็งที่ได้เปรียบช่องอื่นอยู่ 2 ประการคือ 1.เครือข่ายสัญญาณชัดที่สุดเมื่อเทียบกับช่องอื่น เพราะช่อง 7 ได้พื้นที่ตั้งเสาอากาศที่ดี โดยเฉพาะที่ของทหารในต่างจังหวัด 2.คอนเทนต์ที่เข้าถึงคนต่างจังหวัด โดยเฉพาะละครเกือบทุกครัวเรือนเลือกดูช่อง 7 เป็นสถานีหลักมานานหลายสิบปี

สำหรับช่อง 3 คู่แข่งเบอร์รองของช่อง 7 มีจุดอ่อนที่สัญญาณไม่ทั่วถึง และคมชัดเฉพาะในพื้นที่เมืองหลัก หรือแม้แต่ในบางจุดของกรุงเทพฯ ก็ยังสัญญาณบอด แต่ในระยะ 10 ปีหลังที่ช่อง 3 เริ่มปรับปรุงสัญญาณ ด้วยการนำคลื่นยูเอชเอฟมาเสริม ทำให้สัญญาณดีขึ้น

ปมขัดแย้งช่อง 7 ยิ่งลึก ยิ่งฉุด

ขณะที่ช่อง 3 กำลังปรับตัวได้ดี ช่อง 7 ต้องเจอทั้งศึกภายในและภายนอก เมื่อความขัดแย้งภายใน ซึ่งเริ่มชัดตั้งแต่ปี 2550 ที่กลุ่มของ “กฤตย์” เข้ามาบริหารช่อง 7 เต็มตัว หลังจากขายหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยาออกไปให้กับกลุ่มจีอี

ตลอด 2 ปี มีการปรับโครงสร้างภายใน และพยายามดึงอำนาจจากคุณแดงกลับคืนมา โดยเฉพาะการจัดผังรายการทั้งในและนอกไพรม์ไทม์ ซึ่งเพียง 1 ปี มีการโยกตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผังรายการแล้ว 2-3 ครั้ง จนถึงขั้นที่มีกระแส คุณแดงจะขายหุ้นที่ถือยู่ 18% ในช่อง 7 ทิ้ง ยิ่งทำให้ปมขัดแย้งดูรุนแรงขึ้น แต่รายการละครที่คุณแดงรับผิดชอบทำรายได้ให้ช่อง 7 กว่า 70% มานาน การเขย่าบัลลังก์คุณแดงจึงไม่ง่ายนัก

ปมความขัดแย้งทำให้การดำเนินงานในช่อง 7 ไม่คล่องตัว เช่นกรณีรายการข่าว ที่คนดูนิยมมากขึ้น ช่อง 7 ต้องพ่ายแพ้ให้กับช่อง 3 ที่มีความคล่องตัวกว่า มีการปรับปรุง เพิ่มพิธีกร และขยายเวลาข่าวมากขึ้น ดึงเม็ดเงินโฆษณา และต้นทุนของทำรายการข่าวถูกกว่า ละคร ที่ต้องใช้เงินเฉลี่ยตอนละ 5 แสนบาท ขณะที่รายการข่าว ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพียงแค่ค่าตัวพิธีกร ที่ช่อง 3 ต้องจ่างประจำ เฉลี่ย 1 แสนบาทต่อเดือน และข่าวสามารถนำมารีรัน อ่านใหม่

ในอีกมุมหนึ่งการยึดติดกับละคร อาจทำให้ช่อง 7 ยิ่งเจ็บหนัก เพราะต้นทุนละครเฉลี่ยตอนละ 5 แสน ขณะที่รายการข่าวต้นทุนถูกกว่ามาก เนื้อหาข่าวสามารถนำมารีรัน เขียนใหม่ อ่านใหม่ จะมีต้นทุนเพิ่มเพียงค่าตัวพิธีกรที่ช่อง 3 จ้างประจำเฉลี่ยคนละ 1 แสนบาทต่อเดือน นี่คือเหตุผลที่ช่อง 3 ทุ่มไม่อั้นกว้านซื้อตัวพิธีการข่าวที่ชาวบ้านคุ้นเคย และเปลี่ยนหน้าในแต่ละช่วงเวลา เพื่อไม่ให้ผู้ชมเบื่อ

กฤตย์ รัตนรักษ์ ตัดสินใจ เขย่าผังรายการครั้งใหญ่ โดยเปิดไฟเขียวให้ “ประเด็นเด็ดเจ็ดสี” ของ “มีเดีย ออฟ มีเดียส์” บริษัทลูก ที่มี “ชาลอต โทณวณิก” ดูแล เข้ามาเสียบในช่วงเวลาข่าว “สี่ทุ่มครึ่ง” เพื่อชนกับ “ข่าว 3 มิติ” โดยหวังว่า ประเด็นเด็ดเจ็ดสี ที่มีจุดขายที่ความไฮเทค วิดีโอวอลล์ และทีมข่าวเก่าไอทีวี จะท้าชนกับคนข่าวอย่าง “กิตติ สิงหาปัด” ช่วงประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง นับวันก็ยิ่งได้ใจคนดู

ส่วนวันอังคาร ช่อง 7 ตัดสินใจ “ชิงร้อยชิงล้าน” มาชนกับ “ตีสิบ” ของ “เสี่ย วีที วิทวัส สุนทรวิเนตร์” ที่อยู่ช่อง 3 มานาน และทำเรตติ้งกระฉูดมาโดยตลอด ไม่ว่าช่อง 7 จะส่งรายการใดมาชน ก็ไม่เคยสู้ตีสิบได้ แม้แต่ “คลับเซเว่น” ของ “ต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์” ก็ยังไม่โดน แถมเป็นหนี้ช่อง 7 อยู่ถึง 20 ล้านบาท

ช่อง 7 สั่งถอด “คลับเซเว่น” แบบกะทันหัน และนำรายการ “ชิงร้อย ชิงล้าน” ของค่ายเวิร์คพ้อยท์ที่มีเรตติ้งสูงสุดในบรรดาเกมโชว์ทั้งหมดมาชนตีสิบ จน “ไตรภพ” ต้องรีบวิ่งขอกลับมาซบวิก 3 พระราม 4 เหมือนเดิม

ช่อง 3 ก็ไม่นิ่งเฉย จากโฆษณา “รายการครอบครัวข่าว” ที่ล้นแล้วล้นอีก ทำให้ช่อง 3 เห็นโอกาส ปรับผังรายการใหม่ โดยให้ “ไตรภพ” ไปอยู่ช่วง 4 ทุ่มครึ่งวันจันทร์ แทนรายการ “จับเข่าคุย” ของ “สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา” ที่ถูกยุบ แลกกับการขยายเวลาคุยข่าว “เรื่องเล่าเช้านี้” ของ “สรยุทธ์” อีกวันละ 15 นาที ได้เงินจากโฆษณาเพิ่มขึ้นนาทีละ 1.2 แสนบาท เมื่อบวกเข้าไปในเวลาข่าวที่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้ขายได้เป็นนาทีละ 1.75 แสนบาท เท่ากับเพิ่มอัตราค่าโฆษณาในช่วงนั้นอีกทางหนึ่ง

การอ้าแขนรับไตรภพกลับคืนช่อง 3 เพราะมองว่า “ไตรภพ” จะช่วยให้ช่อง 3 มีความเป็น Mass มากขึ้นเมื่อเทียบกับรายการจับเข่าคุยของ “สรยุทธ์”

ส่วน “ตีสิบ” ต้องประกบกับ “ชิงร้อยชิงล้าน” ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ในมุมของช่อง 3 เพราะรายการแบบเดียวกัน กลุ่มเป้าหมายเดียวกัน มาชนกัน ทำให้แย่งเม็ดเงินก้อนเดียวกัน ซึ่งไม่ส่งผลดีกับใคร

สำหรับ ช่อง 7 ต้องเลือกดับเครื่องชน เพื่อดึงเรตติ้ง ภายในวิกหมอชิตเอง ก็คุกรุ่นด้วยความเปลี่ยนแปลงและขัดแย้ง และเดิมพันครั้งใหม่ ที่ใหญ่กว่าเก่า




จับคู่ชน”บันเทิง”

ตีสิบ ช่อง 3

ผู้ผลิต

ทเวนตี้ ทเวนตี้ เอ็นเทอร์เทนเมนท์

ลักษณะรายการ
วาไรตี้บันเทิง+ทอล์คโชว์

พิธีกรหลัก
วิทวัส สุนทรวิเนตร์

จุดเด่น
-ทอล์คโชว์ที่ผู้ชมเข้าใจง่าย
-ช่วงดันดารา แข่งโชว์เพลงของผู้ชม

ช่วงเวลา อังคาร 22.30-24.00 น.

อัตราโฆษณา นาทีละ 340,000 บาท

ชิงร้อย ชิงล้าน
ช่อง 7

ผู้ผลิต เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเม้นท์

ลักษณะรายการ
วาไรตี้บันเทิง+ เกมโชว์

พิธีกรหลัก
ปัญญา นิรันดร์กุล

จุดเด่น โชว์จาก ศิลปินตลก หม่ำ เท๋ง โหน่ง

ช่วงเวลา
อังคาร 22.30-24.00 น.

อัตราโฆษณา
นาทีละ 320,000 บาท

จับคู่ชน”ข่าว”

ข่าว 3 มิติ

ผู้ผลิต ครอบครัวข่าวช่อง 3

จุดเด่น

- พิธีกร”กิตติ สิงหาปัด”
-ทีมข่าวช่อง 3

เนื้อหาที่เน้น
-สรุปข่าวเด่น และเจาะลึก
-พยายามเปิดประเด็นใหม่

ช่วงเวลา
-ทุกวันยกเว้นอังคาร 22.30-23.00 น

อัตราโฆษณา นาทีละ 260,000 บาท

ประเด็นเด็ด 7 สี

ผู้ผลิต มีเดีย ออฟ มีเดียส์

จุดเด่น

-พิธีกร “นรากร ติยายน”
-ทีมข่าวเดิมของไอทีวี
-วิดีโอวอลความละเอียดสูง ลงทุน 130 ล้านบาท

เนื้อหาที่เน้น -สรุปข่าวเด่น พร้อมวิเคราะห์ เจาะลึก

ช่วงเวลา
-จันทร์-ศุกร์ ยกเว้นอังคาร 22.30-23.00 น.

อัตราโฆษณา นาทีละ 300,000 บาท

Consumer Insight

ยอดจำหน่ายพีซีในประเทศไทยในปี 2556 มีการหดตัวในระดับตัวเลขสองหลัก นับเป็นครั้งแรกในตลอดช่วงระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา โดยลดลงทั้งในส่วนของตลาดโน๊ตบุ๊คและเดสท๊อปอย่างมาก

ในยุคดิจิตอลที่สมาร์ทโฟนกำลังครอบคลุมพื้นที่การใช้งานอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว ภาพของพ

เด็กวัยรุ่นยุคนี้ ติดหนึบออนไลน์ ดูหนังฟังเพลงบนยูทิวบ์ แชร์และส่งคลิป เล่นโซเชียลมีเดีย หาข้อมูลสินค้า ตามเซเลบบนอินสตราแกรม มาดูกันว่า แบรนด์ จะต้องทำอย่างไรจึงจะโดนใจ

Insight

สงครามน้ำดำรอบใหม่ในปี 2557 กำลังถึงจุดที่ท้าทายของ “เอส” ต้องฝ่าวงล้อมคู่แข่ง หลังจากโดน “เป๊ปซี่” ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจนหล่นมาเป็นเบอร์ 3 ทำให้เอสต้องเดินตามรอยบิ๊กโคล่า ใช้กลยุทธ์ “ราคา” และปริมาณเข้าสู้ ควบคู่ไปกับการให้ส่วนแบ่งตลาดร้านค้าแบบเต็มเหนี่ยว เพื่อรักษาเครือข่ายช่องทางจำหน่ายที่เป็นป้อมปราการที่สุด

จากหนังสือการ์ตูน สู่สติกเกอร์ไลน์ การเดินทางของการ์ตูนไทยที่ผันตัวจากโลกใบเก่ามาสู่โลกดิจิตอล เป็นกรณีศึกษาให้กับคนไทยที่อยากขาย “สติกเกอร์ผ่านไลน์” ควรทำอย่างไร

ปั้นยังไงให้กลายเป็น “ฟีเวอร์” เกม “คุกกี้รัน” ที่ไลน์ยอมทุ่มงบอัดฉีดการตลาดทุกกระบวนท่า ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ออกแคมเปญชิงรถ จับมือพันธมิตรสร้างยอดขยายฐานลูกค้า ปูทางพลิกจากแชตแอปพลิเคชั่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มบนมือถือ

Strategic Move

ในปีก่อนคงได้เห็น Dove แบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผมได้สื่อสารแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับความสวยจากภายใน พร้อมช่วยสร้างความมั่นใจให้สาวๆ เพิ่มมากขึ้น พร้อมทำแคมเปญ Dove Real Beauty Sketches ที่เป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลก

เชื่อว่าการทานข้าวนอกบ้านในสมัยนี้ ไม่มีใครไม่แชร์รูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกต่อไป อย่างน้อยต้องมีการเช็กอิน ถ่ายรูปอาหาร หรือถ่ายรูปตอนทานอาหารแล้วแชร์ลงในโซเชียลมีเดียของตนเอง การทำการตลาดผ่านช่องทางนี้จึงเป็นช่องทางใหม่ที่นักการตลาดให้ความสำคัญมากในตอนนี้ เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางกระแสของดิจิตอลทีวีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันแล้วไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสถานี ผู้ผลิตรายการ มีเดียเอเยนซี่ ในฟากของผู้เก็บข้อมูลของผู้ชมรายการอย่างนีลเส็น ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการวัดความนิยมในรายการหรือเรตติ้งเช่นเดียวกัน

Global Trend

การทำโฆษณาบนป้ายบิลบอร์ดอันแสนแพง โดยแบบที่มีแค่โปรดักส์ กับชื่อแบรนด์อย่างเดียว ดูท่าจะหมดยุคไปแล้ว สมัยนี้ต้องเน้นไอเดีย และความแตกต่างเข้าว่า ถึงจะโดนใจผู้บริโภค

Snicker เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยันทำแคมเปญไวรัลบนโลกออนไลน์อย่างมาก ซึ่งบางแคมเปญก็ได้ผล แต่บางแคมเปญก็ได้รับผลวิพากย์วิจารณ์ในด้านลบมากเช่นกัน

เมื่อปีที่ผ่านมาคงได้เห็นแบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง Burger King สร้างความประหลาดใจแก่ผู้บริโภคไม่น้อย โดยการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Fries King พร้อมทั้งเปลี่ยนโลโก้ รวมทั้งป้ายหน้าร้าน เพียงเพื่อจะโปรโมทโปรดักส์เฟรนช์ฟรายส์สูตรใหม่ของทางร้าน

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Social Media Club

หลังจากค่ายการ์ตูนไทย “บรรลือสาส์น ทำสติ๊กเกอร์“ขายหัวเราะ” วางขายใน “ไลน์”จนมียอดโหลดทะลุ 150,000 ไปแล้ว ล่าสุด ไลน์ได้เปิดตัว สติ๊กเกอร์การ์ตูนบ่นบ่น หรือ “Bonbonmonja’s Daaily Life

สาวกไลน์เตรียมเฮ เมื่อไลน์เปิดตัว LINE Creators Market เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วไปครีเอตสติ๊กเกอร์เป็นของตัวเอง แล้วนำมาขายใน LINE Store ได้แล้ว!

ชื่อของ “โต้วป้าน (Douban, 豆瓣) ”ที่แฟนประจำคอลัมน์นี้คงคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะปีก่อนเราเคยเขียนถึงในหัวข้อ “Douban เต็งหนึ่งอาณาจักรบันเทิงไฮเทค แห่งแดนมังกร”

People

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ผ่าโมเดล 2 รายการในโลกออนไลน์ “เสือร้องไห้” กับคลิปเด็ด ประวัติศาสตร์การแดนซ์ของไทย แชร์กระจายด้วยยอด 4 แสนวิว และคลิปสไตล์ “มัน ฮา เกรียน” แบบ “เฟ็ดเฟ่” ที่กำลังฝ่าคลื่นดิจิตอล แจ้งเกิดคลิปที่โดนใจวัยรุ่นไปเต็มๆ

ดังได้ใจ “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข” กับบทบาทคุณชายพุฒิภัทร แห่งวังจุฑาเทพ ละครดังที่ผลักดันหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน จนกลายเป็นกระแส “เจมส์ จิ” ถูกนำไปเทียบกับซุปตาร์ดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แถมแบรนด์ดังยังรุมตอมคว้าไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยค่าตัวหลัก 10 ล้านอัพ

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488