ศึกร้อนๆ ไอศกรีม วอลล์ ปะทะ เนสท์เล่ ใครจะหนาว?

สินค้าเย็นๆ อย่างไอศกรีม แต่อุณหภูมิการแข่งขันระหว่างวอลล์ และเนสท์เล่ กลับร้อนแรงยิ่งนัก เมื่อวอลล์ ชิงช่องทางขายในกรุงเทพฯ ไว้แบบเบ็ดเสร็จ แบรนด์รองอย่าง “เนสท์เล่” จึงต้องใส่เกียร์วิ่งสู้ฟัด ไล่กวดผู้นำ ด้วยการยึดครองช่องทางขายแบบดั้งเดิม เจาะตลาดภูธร ควบคู่ไปกับการปรับภาพลักษณ์ซับแบรนด์ใหม่ให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

อุณหภูมิที่ร้อนแรงเกิน 30 องศาเซลเซียสเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ไทยกลายเป็นตลาดหนึ่งที่สำคัญของธุรกิจไอศกรีมแบบทานทันที (Impulse) ที่ผ่านมามีการสำรวจว่า คนไทยเฉลี่ยแล้วทานไอศกรีมน้อยมากประมาณ 1.3 ลิตรต่อคนต่อปี

ช่องว่างในตลาดที่มีอยู่อย่างมากมาย ทำให้สองผู้เล่นสำคัญในตลาดไอศกรีมแบบทานทันที วอลล์ และเนสท์เล่แข่งกันขยายช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคที่มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท

ตลาดไอศกรีมแบบทานทันที จัดเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไม่มีความจงรักภักดีมากนัก พร้อมที่จะเปลี่ยนตลอดเวลาหากเจอตู้แช่ หรือรถสามล้อของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งก่อน ที่ผ่านมาการแข่งขันจึงต้องเน้นหนักกับการหาพื้นที่จุดขายที่มีศักยภาพ

แต่ทว่าในช่วงรอบปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าวอลล์จะรุกคืบพื้นที่ความครอบคลุมของเนสท์เล่เข้าไปทุกขณะ

วอลล์รุกทุกวัย ไปทุกช่องทาง

หลังจากทุ่มงบประมาณการตลาดหลายร้อยล้านไปกับการออกซับแบรนด์ “วอลล์ มอ” ในกลุ่มไอศกรีมเด็กควบคู่กับซับแบรนด์ แพ็ดเดิ้ลป๊อป เพื่อชิงตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนต์นี้จากเนสท์เล่ การทำการตลาดในรูปแบบดิจิตอล มาร์เก็ตติ้งอย่างจริงจังของซับแบรนด์ คอร์นเนตโต ในไอศกรีมสำหรับกลุ่มวัยรุ่น

รวมทั้งการส่งซับแบรนด์ภายใต้ตระกูลมินิเพื่อเจาะกลุ่มผู้หญิงทำงาน ในตลาดไอศกรีมนำกลับบ้าน ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อการเติบโตของเซ็กเมนต์นี้อย่างทันท่วงที หลังวอลล์พบว่าไอศกรีมนำกลับบ้านมีอัตราการเติบโตสูงกว่าไอศกรีมแบบทานทันที โดยในปี 2550 มีการเติบโตสูงถึง 14.9%

กลยุทธ์และกิจกรรมการตลาดที่วอลล์ทำมาทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง เริ่มส่งผลดีกลับมาตั้งแต่ปีที่แล้วลากยาวต่อเนื่องจนถึงปีนี้

ชัญญา รอดรักขวัญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ไอศกรีม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด บอกว่า ปีที่ผ่านมานับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ที่วอลล์มีส่วนแบ่งการตลาดเกินกว่า 60% ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นความสำเร็จจากการเพิ่มซับแบรนด์ที่เหมาะสมแต่ละกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกเพศทุกวัย และสร้างคาแร็กเตอร์ของสินค้าแต่ละตัวให้มีความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวอลล์จะวิ่งแซงหน้า ทิ้งห่างคู่แข่งเบอร์สองในตลาดอย่างเนสท์เล่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่วอลล์ก็ไม่เคยหยุดทำการตลาดเชิงรุกแม้แต่น้อย โดยเฉพาะการเสริมความแข็งแกร่งของช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้ดีกว่าโปรโมชั่นเสียอีก

สำหรับวอลล์ พื้นที่ในกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดศูนย์กลางที่ต้องยึดไว้ให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่สูงมากเมื่อเทียบกับต่างจังหวัด และไอศกรีมเป็นสินค้าที่เหมาะกับคนเมืองมากกว่าคนในชนบท ดังนั้น การมีตู้แช่ตั้งอยู่ในทุกหัวมุมถนน ก็ย่อมหมายถึงโอกาสที่ผู้บริโภคจะเข้าถึงสินค้าก็มีมากกว่าเดิม

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา วอลล์จึงพยายามช่วงชิงความได้เปรียบการขายในพื้นที่เมืองหลวงด้วยการเบียดเนสท์เล่ออกจากแฟมิลี่ มาร์ท ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาเป็นอับสองรองจากเซเว่น อีเลฟเว่น และเข้าไปเป็นไอศกรีมเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์เพียงรายเดียว

จากการจับมือเป็นพันธมิตรครั้งนี้ ทำให้เพียงแค่ชั่วคืนวอลล์มีตู้แช่วางเพิ่มขึ้นอีกถึง 500 ตู้ และยิ่งเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับทางฝั่งยูนิลีเวอร์ เพราะเมื่อรวมกับทางเซเว่นอีเลฟเว่น ที่มีจำนวนสาขาประมาณ 4,671 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551) ซึ่งเฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีมากกว่า 1,500 สาขา ซึ่งถือว่ามากเป็นอันดับ 4 รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังถือเป็นร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายมากที่สุด โดยมียอดขายเฉลี่ย 65,019 บาท ต่อวันต่อสาขา

เมื่อรวมกับแฟมิลี่ มาร์ท อีกทั้งหมด 500 สาขาแล้ว ทำให้วอลล์ครอบครองช่องทางร้านสะดวกซื้อไม่ต่ำกว่า 5,000 สาขาทั่วประเทศ

“ร้านสะดวกซื้อถือเป็นช่องทางหลักในการซื้อไอศกรีม และพฤติกรรมคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เวลาต้องการอะไรก็มักเดินเข้าร้านประเภทนี้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันไอศกรีมเองก็เป็นสินค้าที่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าในการซื้อ ยิ่งเรามีจุดขายครอบคลุมเท่าไร โอกาสในการขายของเราก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน”

นอกจากนี้ยังขยายเข้าสู่โมเดิร์นเทรด โดยมีสินค้าในตระกูลมินิ และซีเลคชั่น ซึ่งเป็นไอศกรีมในกลุ่มนำกลับบ้านเป็นผลิตภัณฑ์หลัก
ขณะพื้นที่ต่างจังหวัด รถสามล้อ และตู้แช่ในร้านโชห่วย เป็นสองช่องทางสำคัญที่ช่วยสร้างยอดขายให้กับวอลล์ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ในปีที่แล้ว

การเพิ่มจำนวนตู้แช่และสามล้อ รวมทั้งการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น ชัญญาไม่ได้มองแค่ยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จำนวนเอาต์เลทยิ่งมากเท่าไร ก็หมายถึง Brand Visibility ที่เพิ่มขึ้นมากทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย ไปทางไหนก็เห็น ก็เจอ ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความจดจำในแบรนด์ที่อาจต่อยอดไปถึงการสร้างความจงรักภักดีในแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในไอศกรีมแบบทานทันที

เนสท์เล่ วิ่งสู้ฟัดแบบ Underdog

ดูเหมือนว่าช่วงปีที่ผ่านมาไอศกรีมเนสท์เล่ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตรงกับช่วงการเปลี่ยนผ่านของตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารธุรกิจไอศกรีม จากฟิลลิป เออร์เบอรี ซึ่งลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว มาเป็นเคน โดนัลด์สัน

แต่มณฑา คงเครือพันธ์ ผู้จัดการฝ่านการตลาด ธุรกิจไอศกรีม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) ยืนยันว่าไอศกรีมเนสท์เล่ไม่เคยหยุดทำกิจกรรมการตลาด เพียงแต่ช่วงนั้นอาจจะตะโกนไม่ดังเท่ากับคนอื่น

“เนสท์เล่ได้เตรียมงบการตลาดไว้สำหรับธุรกิจไอศกรีมประมาณ 180 ล้านบาทในแต่ละปี เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ตะโกนให้คนในวงกว้างได้รับรู้ แค่พูดเท่านั้น

ความเงียบของเนสท์เล่เปรียบเหมือนกับคลื่นใต้น้ำ ที่ไม่กระโตกกระตาก แต่เมื่อคราวที่พร้อมตะโกนออกมาก็สร้างความประหลาดใจได้ไม่น้อย เมื่อพวกเขาประกาศว่าตู้แช่ของไอศกรีมเนสท์เล่ได้ยึดครองพื้นที่ Traditional Trade เป็นที่เรียบร้อย

ด้วยจำนวนกว่า 50,000 ตู้แช่ทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 50% ของตู้แช่จากตลาดรวมที่มีกว่า 100,000 ตู้ โดย 8,000 ตู้ตั้งอยู่ในโรงเรียน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเด็กโดยตรง ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ตามร้านค้าปลีกในชุมชนทั่วประเทศ บวกกับรถสามล้ออีกกว่า 5 – 6 พันคัน โดยมีอัตราเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1,000 คันต่อปี ซึ่งแม้จำนวนรถสามล้อจะน้อยกว่าตู้แช่อยู่หลายเท่าตัว แต่ก็มีประสิทธิภาพสูง เพราะยอดขายกว่าครึ่งของไอศกรีมเนสท์เล่มาจากช่องทางนี้

ดังนั้น มณฑาจึงยืนยันว่าการสูญเสียช่องทางแฟมิลี่ มาร์ทที่มีจำนวนสาขาเพียง 500 แห่งไป แทบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขายของเนสท์เล่เลยแม้แต่น้อย

“การแข่งขันตลาดไอศกรีมแข่งกันในเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นหลัก เพราะว่าความจงรักภักดีในแบรนด์ไม่สำคัญมากนัก เป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้ แต่ถ้าลูกค้าที่อยากทานเมื่อใด และสามารถหาซื้อได้ที่ไหนเขาก็จะซื้อทานทันที เราจึงต้องเพิ่มช่องทางให้มากที่สุด รองลงมา คือ เรื่องรสชาติต้องหลากหลาย”

“การที่เราสูญเสียช่องทางแฟมิลี่ มาร์ท และไม่มีสินค้าขายในช่องทางร้านสะดวกซื้อไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ เพราะเป็นลักษณะของตู้แช่และช่องทางประเภทร้านสะดวกซื้ออยู่แล้วที่ต้องมีการเพิ่ม และลดอยู่ตลอดเวลา และเป็นกลยุทธ์เอ็กคลูซีฟแบรนด์ของร้านดังกล่าว ซึ่งบางปีเราก็ได้สลับเข้าไปขายแทนคู่แข่งเหมือนกัน”

เมื่อใช้ Push Strategy ผลักดันสินค้าช่องทางที่เหมาะสมเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแล้ว เนสท์เล่ก็ได้เดินเกมดึงผู้บริโภคไปในเวลาเดียวกัน
เริ่มตั้งแต่ต้นปีด้วยการปรับโฉมโลโก้ใหม่ทั่วโลกภายใต้แนวคิด Pleasure & Balance พร้อมกับการปรับตำแหน่งการตลาด และสร้างการรับรู้ในผู้บริโภคผ่านกลยุทธ์ Nutrition Health and Wellness ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้บริโภคใส่ใจในเรื่องอาหารและโภชนาการ

ตามมาด้วยรีลอนช์ไอศกรีมสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ภายใต้ซับแบรนด์ เอ็กซ์ตรีม และล่าสุดกับการรีเฟรชแบรนด์เอสกิโมให้ดูทันสมัยเหมาะกับเด็กรุ่นใหม่วัย 6 – 12 ปีมากขึ้น

การปรับทั้งสองซับแบรนด์ครั้งใหญ่แบบ 360 องศาภายในระยะเวลาห่างกันไม่ถึงเดือนของเนสท์เล่เป็นวิธีการตอบโต้คู่แข่งแบบแบรนด์รองหรือ Underdog ที่มณฑาบอกว่า ต้อง “วิ่ง” อย่างเดียวเท่านั้น ถึงจะไล่ตามผู้นำตลาดทัน

โดยคาดหวังว่ายอดขายของซับแบรนด์เอ็กซ์ตรีมที่เจาะตลาดวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ ถึงแม้ปีที่ผ่านมาเซ็กเมนต์นี้ไร้การเติบโต แต่หลังจากรีลอนช์แล้วยอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 50% ขณะที่ซับแบรนด์เอสกิโมสำหนับตลาดเด็ก ที่เนสท์เล่เผยว่าเป็นผู้นำในเซ็กเมนต์นี้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป และเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้เนสท์เล่ลดช่องว่างระหว่างผู้นำตลาดให้เล็กลง

วัดกึ๋นด้วยคาแร็กเตอร์ของไอศกรีม

สำหรับสินค้าประเภทอาหารแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่นำไปสู่คีย์ซัคเซสทางด้านยอดขายที่ขาดไม่ได้เลย คือ “ความอร่อย”

แต่สำหรับไอศกรีม Impulse อร่อยอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ละผลิตภัณฑ์ต้องมี “คาแร็กเตอร์”เฉพาะตัวที่ชัดเจน และตรงกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

และดูเหมือนว่าสำหรับกลยุทธ์นี้ วอลล์จะได้คะแนนไปเกือบเต็มร้อย

ความพยายามของวอลล์กับการสร้างคาแรคเตอร์สินค้าให้ชัดเจน เริ่มมาตั้งแต่ไอศกรีมกลุ่มเด็ก คือ แพ็ดเดิ้ลป๊อป และวอลล์ มอ ที่ใช้ภาพของสิงโต และวัว ในรูปแบบของตัวการ์ตูน สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายวัยเด็กอายุไม่ถึง 10 ปี

คาแร็กเตอร์ของไอศกรีมเด็กทั้งสองซับแบรนด์ จึงเต็มไปด้วยความสดใส เป็นมิตร และเข้าใจง่าย และสร้างการจดจำที่สื่อถึงผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี

และวอลล์ก็ทำได้ดีอีกครั้งกับไอศกรีมคอร์นเน็ตโต ซึ่งในช่วงสองสามปีก่อนหน้านี้ คาแร็กเตอร์ยังดูคลุมเครือระหว่างไอศกรีมวัยรุ่น กับไอศกรีมผู้ใหญ่ แต่เมื่อจับมาเปลี่ยนภาพลักษณ์ ปรับคาแร็กเตอร์ใหม่ ใช้นิชคุณ หรเวชกุล เป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมๆ กับการทำตลาดรูปแบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งผ่านเว็บไซต์ ซึ่งเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มวัยรุ่นมาก

ตำแหน่งสินค้าที่เป็นไอศกรีมสำหรับวัยรุ่นของคอร์นเนตโตก็เริ่มโดดเด่นขึ้นมา และกลายเป็นซับแบรนด์ที่แข็งแกร่งในตลาดไอศกรีมวัยรุ่นมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ทางฟากเนสท์เล่ก็มองเห็นความสำคัญของคาแร็กเตอร์ไอศกรีมเช่นกัน ผ่านความพยายามในการปรับคาแร็กเตอร์ซับแบรนด์ที่มีอยู่ใหม่ทั้งเอสกิโม และเอ็กซ์ตรีม

เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มวัยเด็กมหาวิทยาลัย อายุระหว่าง 18 – 20 ปี เนสท์เล่จึงตัดสินใจทุ่มงบการตลาด 40 ล้านบาท ในการสร้างภาพลักษณ์ และความแข็งแกร่งให้กับซับแบรนด์ “เอ็กซ์ตรีม” ด้วยกลยุทธ์ Music Marketing ภายใต้แคมเปญ “ค้นหาจังหวะความอร่อยแบบเอ็กซ์ตรีมในตัวคุณ” ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การปรับรูปแบบตู้แช่ให้เป็นเหมือนตู้เพลง และการตระเวนจัดมินิคอนเสิร์ต

มณฑาเผยว่า เหตุที่ตัดสินใจใช้ Music marketing เจาะกลุ่มเป้าหมาย เกิดจากผลการวิจัยที่พบว่า วัยรุ่นมีไลฟ์สไตล์ที่ชอบฟังเพลงมากที่สุดใน 5 อย่างเรียงกัน คือ ฟังเพลง เล่นอินเทอร์เน็ต ดูหนัง เล่นกีฬา และแฟชั่น

ในส่วนของไอศกรีมเด็กนั้น เนสท์เล่เพิ่งรีแบรนด์ “เอสกิโม” ไปเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มเด็กได้เปลี่ยนไป จากเด็กวัย 5-6 ปี ปัจจุบันเด็กเหล่านี้เติบโตเร็วขึ้น อยู่ในช่วงอายุ 12 ปี และมีความต้องการที่จะเป็นผู้ใหญ่กว่าวัยจริงของตน ที่ให้ความสำคัญกับเพื่อน และมีจินตนาการสูง

ทำให้เนสท์เล่ต้องปรับเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ของไอศกรีมใหม่เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเป็นการปรับตัวการ์ตูนที่มีชื่อเดียวกันแบรนด์ คือ “เอสกิโม” ซึ่งคาแร็กเตอร์ใหม่นี้ จะเป็นเด็กที่โตขึ้น มีอายุ 12 ปี มีลักษณะเด่นทั้งการแต่งกายที่ดูสมาร์ทขึ้น เป็นเด็กยุคใหม่ และการเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในการสร้างสรรค์สังคม

“การเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ตัวละครครั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มเด็กจดจำ “เอสกิโม” เพราะเด็กกลุ่มนี้จำชื่อแบรนด์ไม่ได้ ต้องสื่อสารโดยการใช้การ์ตูนที่เด็กจะจดจำได้ง่ายกว่าสื่ออื่น อย่างน้อยถ้าเขาบอกว่าซื้อไอศกรีมเอสกิโม เท่านี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว” มณฑาบอก

และยังเป็นครั้งแรกของแนสท์เล่ที่ใช้กลยุทธ์ Edutainment Marketing ในการจับกลุ่มเด็ก โดยทุ่มงบกว่า 90 ล้านบาท ในการสร้างหนังการ์ตูนแอนิเมชั่น ให้ “เอสกิโม” เป็นตัวละครเอกในเรื่อง สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน พร้อมหนังสือการ์ตูนที่พร้อมแจกตามรถสามล้อและตามตู้แช่ เป็นการตอกย้ำแบรนด์ให้แข็งแกร่งและติดหูกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะช่วงที่การ์ตูนออกอากาศอยู่ในช่วงที่ปิดเทอมพอดี

เท่านั้นยังไม่พอ เนสท์เล่เพิ่มรสชาติใหม่ของ “เอสกิโม” สองรสคือ เอสกิโมสองใจ ที่มีช็อกโกแลตกับบัตเตอร์สก๊อต และเอสกิโมสามช่า ที่ประกอบได้ด้วยเนย ช็อกโกแลต และสอดไส้ซอสนมข้นหวาน

การปรับแพ็กเกจจิ้งให้ดูสอดรับกับคาแร็กเตอร์ใหม่ของ “เอสกิโม” ก็เป็นเรื่องสำคัญ จึงทำให้ไอศกรีมเอสกิโมได้รับการดีไซน์ให้ดูสดใส โดดเด่น โดยการใช้สีที่ฉูดฉาดเพื่อดึงดูดสายตาเด็ก

ปิดท้ายด้วยการพา “เอสกิโม” ไปโรดโชว์ตามโรงเรียนประถมทั่วประเทศ เป็นการสร้างการจดจำให้กับเด็กในวัยนี้ หลังจากปล่อยหนังการ์ตูนแอนิเมชั่นออกอากาศแล้ว การได้สัมผัสกับตัวละครและประสบการณ์ร่วมกันกับ Mascot เอสกิโม จะทำให้เอสกิโมยิ่งฝังหัวผู้บริโภคกลุ่มเด็กได้เป็นอย่างดี

และที่สำคัญ มณฑามองว่าการปรับคาแร็กเตอร์ของทั้งสองซับแบรนด์ใหม่ จะเป็นกลยุทธ์รองที่ช่วยให้เนสท์เล่ไล่ตามวอลล์ได้อย่างกระชั้นชิดมากขึ้น

ความครอบคลุมตู้แช่ต่อประชากรในพื้นที่
วอลล์ 780 คน ต่อหนึ่งตู้แช่
เนสท์เล่ 500 คน ต่อหนึ่งตู้แช่

มูลค่าตลาดไอศกรีมตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 ถึงพฤษภาคม 2551
ตลาดรวมไอศกรีมทั้งหมด 4,332 ล้านบาท เติบโต – 1.5%
ตลาดไอศกรีมแบบทานทันที 3,671 ล้านบาท เติบโต – 2.0%
ตลาดไอศกรีมแบบนำกลับบ้าน 652 ล้านบาท เติบโต 1.2%

มูลค่าไอศกรีมในแต่ละเซ็กเมนต์
ตลาดรวมไอศกรีมทั้งหมด 4,332 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 100% เติบโต -1.5%
ไอศกรีมแบบทานทันทีสำหรับเด็ก 1,701 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 39% เติบโต 6.3%
ไอศกรีมแบบทานทันทีสำหรับวัยรุ่น 1,197 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 28% เติบโต -6.0%
ไอศกรีมแบบทานทันที่สำหรับผู้ใหญ่ 674 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 16% เติบโต -5.7%
ไอศกรีมแบบทานทันทีอื่นๆ 99 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 2% เติบโต -37.4%
ไอศกรีมแบบนำกลับบ้าน 652 ล้านบาท ส่วนแบ่ง 15% เติบโต 1.2%

ส่วนแบ่งทางการตลาด
วอลล์ ส่วนแบ่ง 60.1% เติบโต 3.3%
เนสท์เล่ ส่วนแบ่ง 17.9% เติบโต 2.1%
แมกโนเลีย ส่วนแบ่ง 9.8% เติบโต – 2.6%
ครีโม ส่วนแบ่ง 6.1% เติบโต 0.5%

มูลค่าการเติบโตของตลาดไอศกรีม
ช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ต ส่วนแบ่ง 13% เติบโต -1.3%
ร้านสะดวกซื้อ ส่วนแบ่ง 3.% เติบโต 30%
ร้านค้าปลีก ส่วนแบ่ง 57% เติบโต – 4.6%

พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย

ด้วยทัศนคติผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่มีต่อไอศกรีมว่า เป็นสินค้าสำหรับเด็ก และวัยรุ่นเท่านั้น คือกลุ่มเป้าหมายหลักของไอศกรีมส่วนใหญ่ บรรดาผู้ผลิตจึงพุ่งเป้าไปที่วัยรุ่น และเด็ก ซึ่งทั้งสองตลาดมีส่วนแบ่งรวมกันมากกว่าครึ่งของมูลค่าตลาดไอศกรีมทั้งหมด

วัยรุ่น
วัยรุ่นมีไลฟ์สไตล์ที่ชอบฟังเพลงมากที่สุดใน 5 อย่างเรียงกัน คือ ฟังเพลง เล่นอินเทอร์เน็ต ดูหนัง เล่นกีฬา และแฟชั่น

เด็ก
ผู้บริโภคกลุ่มเด็กมีการเติบโตที่เร็วขึ้น มีความต้องการที่จะเป็นผู้ใหญ่กว่าวัยจริงของตน ให้ความสำคัญกับเพื่อน มีจินตนาการสูง ชอบการ์ตูน เป็นวัยที่เต็มไปด้วยความร่าเริงสนุกสนานในการเล่น

Digital TV & Media

ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ยังคงเป็นองค์กรที่ลงโฆษณาสูงสุดอันดับแรก ตามมาด้วยโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และ ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) เจ้าของแบรนด์นีเวีย

บริษัทเอซี นีลเส็น ได้รายงานยอดซื้อสื่อโฆษณาในเดือนกันยายน 2557 พบว่า ยอดยอดซื้อสื่อโฆษณาอยู่ที่ 8,651 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกันยายน 2556 มียอดซื้อสื่อโฆษณาอยู่ที่ 9,697ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.79%

ทีประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) มีมติ “ไม่ทบทวน” ตามที่ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวนมติของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) ที่กำหนดให้โครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ต้องยุติการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ภายใน 15 วัน

Consumer Insight

หญิงสาว อายุระหว่าง 18-25 ปี ถือว่าเป็น “กลุ่มผู้บริโภคเนื้อหอม” ของนักการตลาดที่ต้องการเจาะตลาดมากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์สินค้าต่างๆ แล้ว ยังเป็นวัยที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อสูง และมีอิมแพ็คในการแชร์ข่าวสารของแบรนด์จากการติดโซเชียลมีเดีย แต่สาวๆเหล่านี้ พฤติกรรมที่ยากจะเข้าใจ

เมื่อพฤติกรรมการใช้สื่อหลากหลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน บริษัท ทีเอ็นเอส บริษัทวิจัยการตลาดข้ามชาติ ได้สำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต Connected Life ของไทย พบว่า คนไทยใช้เวลาบนโทรศัพท์มือถือ เข้าอินเทอร์เน็ต ดูทีวี เล่นแท็บเล็ท แต่ให้เวลากับหนังสือพิมพ์ วิทยุ ไม่กี่นาทีต่อวัน

เมื่อยุคที่การ “รีวิวสินค้า” กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธการตลาดออนไลน์ยอดนิยม ที่หลายสินค้านำมาใช้ เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่มักจะเชื่อคำแนะนำจากเพื่อนฝูง และการบอกต่อในโลกออนไลน์มากกว่า “โฆษณา”

Insight

ต้องถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กับการแต่งตั้ง “สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ขึ้นนั่งในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ของบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคข้ามชาติรายใหญ่ ที่มียอดขาย 40,000 ล้านบาทต่อปี ภายใต้ผลิตภัณฑ์ 30 กว่าแบรนด์ที่ทำตลาด เข้าถึงคนไทยทุกครัวเรือน คิดเฉลี่ยแล้วจะมีคนไทยใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์อย่างน้อย 3 ครั้งในหนึ่งวัน

แม้ที่ผ่านมาสหพัฒน์ได้เคยออกฟังก์ชั่นนอลดริ้งก์ในแบรนด์ “i-Healti” มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ดูเหมือนว่าตลาดจะไม่หวือหวา มีส่วนแบ่งการตลาดไปได้ไม่ถึง 5% เท่านั้น จากมูลค่าตลาดรวม 7,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 10% ต่อปี

ในศึกดิจิตอลทีวีอาร์เอสได้ส่งช่อง 8 ลงสมรภูมิไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ถึงคราวที่อาร์เอสจะต้องลุยศึกในตลาดทีวีเคเบิ้ลและแซทเทิลไลท์ ที่ปัจจุบันครองตลาดถึง 70% จากภาพรวมธุรกิจทีวีทั้งหมดในประเทศไทย โดยอาร์เอสดัน “ช่อง 2” เป็นหัวหอกหลักในการทำตลาด ยังคงใช้จุดแข็งด้านรายการวาไรตี้บันเทิงเรื่องดารา โดยใช้พิธีกรที่มีชื่อเสียงเป็นตัวชูโรงรายการ

Strategic Move

หลังจากค่ายทรูมูฟ ประกาศเปิดจองไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัส ล่วงหน้าวันที่ 24 ตุลาคม ได้ไม่นาน ถัดมาไม่กี่ชั่วโมง ค่ายเอไอเอส ตามมาด้วยดีแทค ได่ประกาศ จำหน่าย iPhone 6 และ iPhone 6 Plus อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557 นี้

หลังจากแชร์ชื่อเล่นคนไทย ในแคมเปญ Share a Coke จนประสบความสำเร็จกันไปแล้ว โค้กยังคงเดินหน้าต่อยอดแคมเปญนี้ต่อไป ด้วยการออกแพ็คเกจจิ้งออกมาต่อเนื่อง อย่างเช่น แคมเปญฟุตบอลโลก และแฟนต้าชิคกี้แพ็ค

หลังจากแอปเปิลได้ประกาศ กำหนดการวางจำหน่ายไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัส ในไทย วันที่ 31 ตุลาคม 2557 ล่าสุด ค่ายทรูมูฟ เอช ประกาศวางจำหน่าย iPhone 6 และ iPhone 6 Plus อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ตุลาคม 2557

Social Media Club

เชื่อว่าหลายคนคงจำคุณลุงฝรั่งคนหนึ่งพร้อมกับเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่พบในกรุงเทพฯ กับคลิปวิดีโอ “BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก” ด้วยสำนวนที่เป็นกันเองและมีถ้อยคำทะลึ่งเล็กน้อย แต่ทำให้คนดูรู้สึกสนุกและทำให้เกิดการแชร์ต่อไปมากมายบนโลกออนไลน์

Facebook เปิดตัว FBIQ แหล่งข้อมูลแห่งใหม่ที่ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจผู้คนที่มีความแตกต่างในแง่ของเจเนอเรชั่น สถานที่อยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ และเวลาที่เข้าใช้ ผ่านข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

เมื่อ “เฟซบุ๊ค” ยังเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คครองความนิยมมาเป็นอันดับแรก บรรดาแบรนด์ต่างๆ จึงต้องมุ่งเน้นทำการสื่อสารบนเฟซบุ๊ค แต่การสื่อสารบนเฟซุบุ๊คไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย "บริษัทแอดยิ้ม ออนไลน์ เอเยนซี่" ได้นำเสนอ แนวทางการ การสร้างคอนเทนต์ที่ดีในเฟซบุ๊ค มีจุดร่วมที่ต้องให้ความใส่ใจ ควรคำนึงถึงในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทางเฟซบุ๊ค

Columnist

กระแสการทำตลาดย้อนยุค Retro Marketing / Retro Brand / Retro-Nova Marketing ในปัจจุบันเห็นการทำตลาดย้อนยุค ซึ่งการตลาดเรียกว่า Retro Marketing แต่อาจารย์ขอใช้คำว่า “Marketing Memory” คือการทำการตลาดกับความรู้สึก กับ ความทรงจำ

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

“คนเราก็มีความฝันกันได้ ! และมันจะเป็นยังไง ? หากวันนึงฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา !” ข้อความภาษาจีนที่เขียนบนเสื้อยืดที่บริษัท “อาลีบาบา กรุ๊ป” แจกให้กับพนักงานนับหมื่นในเครือในวันที่หุ้นที่ใช้ชื่อย่อของบริษัท “BABA” เข้าไปเคาะระฆังดังกระหึ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จ

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

“คนเราก็มีความฝันกันได้ ! และมันจะเป็นยังไง ? หากวันนึงฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา !” ข้อความภาษาจีนที่เขียนบนเสื้อยืดที่บริษัท “อาลีบาบา กรุ๊ป” แจกให้กับพนักงานนับหมื่นในเครือในวันที่หุ้นที่ใช้ชื่อย่อของบริษัท “BABA” เข้าไปเคาะระฆังดังกระหึ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จ

7 ปีก่อน เมื่อผู้เขียนกลับจากเมืองจีน หลายคนสงสัยว่าของแปลกๆ อย่างโต๊ะคอมที่แม้นอนบนเตียงก็ยังพิมพ์งานได้ รวมถึงรองเท้าไนกี้รุ่นที่ไม่เคยเห็นในท้องตลาดนั้นข้าพเจ้าได้มาอย่างไร ผู้เขียนจึงตอบไปแค่สั้นๆ ว่า “ช้อปจากเถาเป่า”

การทำอีเว้นท์แจก Sampling สินค้าตัวอย่างคงจะธรรมดาไปแล้วเรียบร้อย ยุคนี้ต้องไฮเทคกว่านั้น ออฟไลน์ หรือออนไลน์ต้องมีครบ

People

การขึ้นนั้งเก้าอี้ใหญ่ของ “สุพัตรา” จึงไม่ธรรมดา เธอเข้าทำงานในยูนิลีเวอร์มา 21 ปี ผ่านทั้งงาน “บู๊ และบุ๋น” ทั้งในไทย และในระดับภูมิภาค

คณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย ประกาศแต่งตั้ง ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ เป็นรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ดูแลสายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริกา

หลังจากซีอีโอคนเดิม กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ประกาศแต่งตั้ง กนิษฐ เมืองกระจ่าง รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร แทน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ. ศ. 2557 เป็นต้นไป

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348