สิงคโปร์ : เสริมพลังเศรษฐกิจรับกระแสเปิดเสรีโลก

ทางการสิงคโปร์คาดว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์ปี 2549 จะเติบโตในระดับ 4-6% จากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ใกล้เคียงกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในอัตรา 6.4% ในปี 2548 หลังจากเศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโต 8.7% ในปี 2547 เนื่องจากปัจจัยหนุน ได้แก่ ความต้องการบริโภคภายในและภายนอกที่แข็งแกร่ง และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังจากโรคระบาดซาร์ในปี 2546 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคการผลิตและรายได้จากการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ ทำให้เศรษฐกิจสิงคโปร์ในปี 2546 ขยายตัวเพียง 2.9%

สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีประชากรเพียง 4.3 ล้านคน อย่างไรก็ตาม รายได้ประชาชาติต่อคนต่อปี (GDP per capita) ของคนสิงคโปร์อยู่ในระดับสูงในอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองต่างประเทศมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน โดยสิ้นปี 2548 สิงคโปร์มีเงินทุนสำรองต่างประเทศมูลค่า 119,506 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ประชาชาติต่อคน และ
เงินทุนสำรองของสิงคโปร์
2546 2547 2548
การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) : % 2.9 8.7 6.4
รายได้ประชาชาติต่อคนต่อปี : USD 22,155 25,352 26,833
เงินทุนสำรองต่างประเทศ : ล้าน USD 100,734 113,483 119,506
ที่มา : Singapore Department of Statistics

ปี 2549 สิงคโปร์ต้องการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นด้านนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทางการสิงคโปร์จึงวางแผนจัดสรรงบประมาณสำหรับกองทุนด้าน R&D ระยะเวลากว่า 5 ปี มูลค่าราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มต้นดำเนินการปี 2549 ด้วยงบประมาณมูลค่าราว 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรมของสิงคโปร์

? แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศเล็ก ประชากรน้อย และไม่มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญๆ แต่สิงคโปร์มีบทบาททางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความมั่นคงทางการเมือง และมีทุนสำรองต่างประเทศมหาศาล นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรบุคคลในประเทศที่มีคุณภาพ จึงเป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจสิงคโปร์แข็งแกร่ง สรุปได้ดังนี้

• ภาคอุตสาหกรรมการผลิต & ภาคบริการ : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ โดยปัจจุบันบริษัทชั้นนำของโลกและบริษัทของสิงคโปร์ประกอบธุรกิจด้านอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการจัดตั้งธุรกิจในสิงคโปร์กว่า 7,000 บริษัท นอกจากนี้ สิงคโปร์ตั้งเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคด้านโลจีสติกส์และด้านการศึกษา รวมถึงการเป็นศูนย์กลางภาคบริการโดยเน้นผู้บริโภคระดับบนด้วย

ภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าของสิงคโปร์มีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนราว 32.6% ของ GDP มีอัตราการเติบโต 7.7% ในปี 2548 และภาคบริการ คิดเป็นสัดส่วนราว 63.8% ของ GDP อัตราการขยายตัว 6% ในปี 2548 การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในปี 2548 เนื่องจากความต้องการบริโภคภายในประเทศและความต้องการบริโภคภายนอกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ในอัตรา 2.6% และ 11% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2547

การลงทุนภาคอุตสาหกรรมในสิงคโปร์ปี 2548 เพิ่มขึ้น 3.15% จาก 5,097.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 เป็น 5,258 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการลงทุนที่มาจากภายในประเทศลดลง 5.5% แต่การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับปี 2547 เนื่องจากปี 2548 มีการลงทุนจากแหล่งใหม่ๆ ได้แก่ จีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และตะวันออกกลาง ขณะที่การลงทุนจากแหล่งลงทุนหลักเดิม ได้แก่ สหรัฐฯ และยุโรป ลดลงเล็กน้อย โดยเงินลงทุนจากสหรัฐฯ ลดจาก 1,425 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 เป็น 1,276 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 และเงินลงทุนจากประเทศยุโรปลดจาก 1,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 1,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 สำหรับการลงทุนผลิตจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 8.2% จาก 730 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 เป็น 790 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ทางการสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายการลงทุนภาคอุตสาหกรรมราว 4,890-5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2549

การลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นรากฐานของภาคอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ยังคงเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนที่สำคัญ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดในปี 2548 แม้ว่าสิงคโปร์จะประสบกับการแข่งขันดึงดูดการลงทุนที่รุนแรงจากประเทศจีนและประเทศเอเชียอื่นๆ ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าสิงคโปร์

เป็นที่น่าสังเกตว่า นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ในสิงคโปร์เริ่มย้ายสาขาการลงทุนจากเดิมที่เน้นลงทุนภาคอุตสหกรรมเป็นการลงทุนในภาคบริการ เช่น สื่อสาร สารสนเทศและสื่อ (media) การศึกษา สุขภาพ และโลจีสติกส์ โดยการลงทุนในภาคบริการซึ่งมาจากทั้งการลงทุนภายในสิงคโปร์และจากนักลงทุนต่างชาติ เพิ่มขึ้น 4% จาก 1,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 เป็น 1,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548

แม้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์ โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของสิงคโปร์ คิดเป็นสัดส่วน 23.5% ของการส่งออกทั้งหมดของสิงคโปร์ แต่การพึ่งพาการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักทำให้เศรษฐกิจสิงคโปร์มีความเสี่ยงกับความผันผวนของวงจรขึ้นลงของความต้องการสินค้านี้จากภายนอกประเทศ สิงคโปร์จึงต้องการลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และหันไปเน้นการลงทุนในสาขาใหม่ๆ ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) พลังงานทางเลือก (alternative energy) และแร่ธาตุ

• ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างรายได้ภาคบริการ

การเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทำให้สิงคโปร์มีแผนเปิดรีสอร์ตกาสิโนแห่งแรกในประเทศ ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม โรงหนัง พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก (Theme Park) เพื่อแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ หลังจากที่ฮ่องกงได้เปิดตัวดิสนีย์แลนด์ในเดือนกันยายน 2548 ไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ประชาชนสิงคโปร์บางส่วนคัดค้านการจัดตั้งกาสิโน เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม การพนัน และภาวะการล้มละลาย แต่รัฐบาลสิงคโปร์ยังคงเดินหน้าจัดตั้งรีสอร์ตกาสิโน เพราะต้องการให้ประเทศมีแหล่งรายได้หลากหลาย เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยปี 2548 สิงคโปร์ได้ผ่านกฎหมายที่ให้การเล่นการพนันในกาสิโนเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้น

สิงคโปร์ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนซึ่งมีอัตราการขยายตัวสูงในปัจจุบัน โดยสิงคโปร์ต้องการให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 17 ล้านคน ภายในปี 2558 และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 3 เท่า เป็น 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงการสร้างงานเพิ่มขึ้น 100,000 ตำแหน่ง

หลังจากปี 2546 ที่สิงคโปร์ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดซาร์ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในสิงคโปร์ปี 2546 ลดลง 20% เหลือ 6.127 ล้านคน อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวต่างชาติในสิงคโปร์ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วระหว่างปี 2547-2548 โดยปี 2547 เพิ่มขึ้น 36% เป็น 8.328 ล้านคน นับว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึงระดับ 8 ล้านคนเป็นครั้งแรก และก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวราว 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับปี 2548 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 7% เป็น 8.942 ล้านคน ทั้งนี้ สิงคโปร์มีแผนปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ถนนสายท่องเที่ยว (Orchard Road) และเกาะเซนโตซา เป็นต้น

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปสิงคโปร์มากอันดับ 1 ได้แก่ อินโดนีเซีย คิดเป็นสัดส่วน 20% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในสิงคโปร์ รองลงมา ได้แก่ จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย อังกฤษ ไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ ตามลำดับ

• สยายปีกการลงทุนในต่างประเทศ

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติจำกัด แต่มีเงินทุนมาก จึงจำเป็นต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย โดยสิงคโปร์จัดตั้ง Temasak Holding ในปี 2517 เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการลงทุน ปัจจุบันมีสินทรัพย์ทั่วโลกมูลค่า 103,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 82,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยลงทุนในสิงคโปร์เอง คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด และออกไปลงทุนในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศในเอเชีย และประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปัจจุบัน Temasak วางแผนการลงทุนในระยะ 8-10 ปีนี้ โดยต้องการลดการลงทุนในสิงคโปร์ลงให้เหลือราว 33% และลงทุนเพิ่มในประเทศเอเชียเป็น 33% และประเทศกลุ่ม OECD เป็น 33% ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ Temasak เข้าไปลงทุนมีหลายสาขา ได้แก่ โทรคมนาคม สื่อสิ่งพิมพ์ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ การขนส่งและโลจีสติกส์ พลังงานและแหล่งทรัพยากร สาธารณูปโภค วิศวกรรมและเทคโนโลยี เวชภัณฑ์ และ biosciences

• เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออก & ยุทธศาสตร์การจัดทำ FTA

สิงคโปร์เป็นประเทศที่เกินดุลการค้ามาโดยตลอด การส่งออกในปี 2548 ขยายตัว14% จาก 204,041 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 เป็น 232,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกของสิงคโปร์ในปี 2548 ยังคงขยายตัวด้วยตัวเลข 2 หลัก ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 หลังจากปี 2547 การส่งออกของสิงคโปร์ขยายตัวถึง 22% เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดียยังคงแข็งแกร่ง และความต้องการสินค้าส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของสิงคโปร์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของสิงคโปร์ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ทำให้น้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับที่ 2 ของสิงคโปร์ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ขณะที่การนำเข้าของสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 13.6% จาก 170,634 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 เป็น 194,487 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 เนื่องจากความต้องการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ICs, PCs ชิ้นส่วน และเครื่องพิมพ์ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ดุลการค้าของสิงคโปร์ยังคงเกินดุล 37,953 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 เทียบกับปี 2547 ที่สิงคโปร์เกินดุลการค้าราว 33,407 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สินค้าส่งออก & สินค้านำเข้าสำคัญของสิงคโปร์ในปี 2548

สินค้าส่งออกสำคัญ % สัดส่วน % ? สินค้านำเข้าสำคัญ % สัดส่วน % ?
1. อิเล็กทรอนิกส์ 23.5 9.6 1. อิเล็กทรอนิกส์ 20.9 10.3
2.น้ำมันสำเร็จรูป 14.4 39.8 2.น้ำมันดิบ 9.2 46.0
3.ชิ้นส่วนเครื่องใช้สำนักงาน & ชิ้นส่วนเครื่องคำนวณผลข้อมูล (Data Processing) 7.2 24.5 3.น้ำมันสำเร็จรูป 8.4 25.4
4. เครื่องคำนวณผลข้อมูล (Data Processing) 6.7 -6.7 4.ชิ้นส่วนเครื่องใช้สำนักงาน & ชิ้นส่วนเครื่องคำนวณผลข้อมูล 6.9 16.7
5. อุปกรณ์โทรคมนาคม 5.9 8.8 5. อุปกรณ์โทรคมนาคม 5.6 7.0

ที่มา : Singapore Department of Statistics

ตลาดส่งออกสำคัญของสิงคโปร์ 3 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนประเทศที่สิงคโปร์นำเข้ามาก 3 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ตามลำดับ สำหรับไทยเป็นตลาดส่งออกของสิงคโปร์อันดับที่ 8 คิดเป็นสัดส่วน 4% ของการส่งออกทั้งหมดของสิงคโปร์ และเป็นประเทศที่สิงคโปร์นำเข้ามากเป็นอันดับที่ 10 คิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของการนำเข้าทั้งหมดของสิงคโปร์

สิงคโปร์ใช้ยุทธศาสตร์จัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ เพื่อขยายการค้าสินค้า การค้าภาคบริการ และการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยได้ลงนามจัดทำความตกลง FTA ทวิภาคีไปแล้วกับสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น กลุ่มเอฟตา (European Free Trade Area : EFTA) จอร์แดน ปานามา และร่วมเป็นสมาชิก FTA กลุ่มไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วยสิงคโปร์ บรูไน นิวซีแลนด์ และชิลี ส่วน FTA ที่อยู่ระหว่างการเจรจา FTA ได้แก่ เม็กซิโก แคนาดา จีน อิยิปต์ บาห์เรน อินเดีย ศรีลังกา และเปรู

ล่าสุดสิงคโปร์เริ่มดำเนินการลดภาษีกับเกาหลีใต้ภายใต้ความตกลง FTA ในวันที่ 2 มีนาคม 2549 โดยเกาหลีใต้จะต้องลดภาษีสินค้าคิดเป็นสัดส่วน 91.6% ของสินค้านำเข้าจากสิงคโปร์ทั้งหมดราว 10,315 รายการ ภายใน 10 ปี ส่วนสิงคโปร์จะลดภาษีให้กับสินค้าส่งออกทั้งหมดของเกาหลีใต้ทันที หลังจากที่สิงคโปร์และเกาหลีใต้ลงนามความตกลง FTA ในเดือนสิงหาคม 2547

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สิงคโปร์

ไทยและสิงคโปร์เป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน (ASEAN) ในปี 2510 ร่วมกับอีก 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ หลังจากนั้น ไทยและสิงคโปร์ภายใต้กลุ่มอาเซียนได้มีการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจควบคู่กับการเปิดเสรีทางการค้าสินค้า ภาคบริการ และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤศจิกายน 2548 ไทยและสิงคโปร์ได้ประชุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ (Singapore-Thailand Enhanced Economic Relation : STEER) ภายในกรอบอาเซียนในรูปแบบ 2+X คือ ประเทศอาเซียนที่มีความพร้อม 2 ประเทศสามารถดำเนินการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปก่อนได้ โดยมีภาคเอกชนของ 2 ฝ่ายร่วมเจรจาธุรกิจใน 7 สาขา ได้แก่ ไอที ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ขนส่งและโลจีสติกส์ ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน รวมทั้งขยายความร่วมมือระดับภาครัฐและเอกชนในหลายสาขา เช่น ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ตลาดทุน การพัฒนาระบบโลจีสติกส์ การพัฒนาระบบขนส่งทางทะเล และการพัฒนาด้านการศึกษา

ความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยและสิงคโปร์ สรุปประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้

* การค้าไทย-สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยเป็นอันดับที่ 4 คิดเป็นสัดส่วน 7% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย รองจากสหรัฐฯ (สัดส่วน 15%) ญี่ปุ่น (13%) และจีน (8%) ตามลำดับ และเป็นอันดับ 2 ของประเทศอาเซียน รองจากมาเลเซีย สำหรับการนำเข้าของไทย สิงคโปร์เป็นประเทศที่ไทยนำเข้ามากเป็นอันดับที่ 6 ในปี 2548 คิดเป็นสัดส่วน 4.5% ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย รองจากญี่ปุ่น (สัดส่วน 22%) จีน (9.4%) สหรัฐฯ (7.3%) มาเลเซีย (6.8%) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (4.8%) ก่อนหน้าปี 2548 สิงคโปร์เป็นแหล่งนำเข้าของไทยเป็นอันดับ 5 มาโดยตลอด แต่ถูกสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แซงหน้ามาอยู่ในอันดับ 5 ในปี 2548 เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มขึ้น 57% ในปี 2548 มูลค่ารวม 5,442.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3,471.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547

มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ (ส่งออก+นำเข้า) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ประเทศอาเซียนเริ่มลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ในปี 2536 โดยมูลค่าการค้าไทย-สิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 73% จาก 7,441 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2536 เป็น 12,880 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548

ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับสิงคโปร์มาโดยตลอด โดยในปี 2548 การส่งออกของไทยไปสิงคโปร์ขยายตัว 6.7% จาก 7,027 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2547 เป็น 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยนำเข้าจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 30% จาก 4,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 5,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ากับสิงคโปร์ 2,120.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจากปี 2547 ที่ไทยเกินดุล 2,887 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากในปี 2548 ไทยนำเข้าจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 138% จากปี 2547 รวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่นำเข้าเพิ่มขึ้นราว 100% ขณะที่ไทยส่งออกไปสิงคโปร์ขยายตัวไม่มากนัก

สินค้าส่งออกของไทยไปสิงคโปร์ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วน 74% ของการส่งออกทั้งหมดของไทยไปสิงคโปร์ รองลงมาได้แก่ สินค้าแร่และเชื้อเพลิง (สัดส่วน 18%) ส่วนสินค้านำเข้าของไทยจากสิงคโปร์ครึ่งหนึ่งเป็นสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป รองลงมา ได้แก่ สินค้าทุน (สัดส่วน 38%)

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสิงคโปร์ ปี 2548 มูลค่า :
ล้าน USD %? สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากสิงคโปร์
ปี 2548 มูลค่า :
ล้าน USD %?
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1,606 7.34 1. เคมีภัณฑ์ 1017 13.53
2. น้ำมันสำเร็จรูป 1,173 44.8 2. แผงวงจรไฟฟ้า 685 -0.88
3. แผงวงจรไฟฟ้า 551.8 13.8 3. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ 598.8 102.4
4. ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน 456.6 34.5 4. น้ำมันสำเร็จรูป 592 137.8
5. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 344.5 26.2 5. เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 530 4.9
6. เคมีภัณฑ์ 224.8 28.5 6. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 288.4 33.4
7. เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 165.6 -39.7 7. เครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์และทดสอบ 140.7 123.7
8. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล 148.9 38.9 8. ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก 123.6 17.4
9. เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 129.2 2 9. เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด 123 115.8
10. มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 112.8 -7 10. กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ 106.3 20.4
ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

* การท่องเที่ยวไทย-สิงคโปร์

แม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกปี 2548 (มกราคม-มิถุนายน) นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดจะเดินทางมาไทยลดลง 6% จาก 5.51 ล้านคน ในช่วงเดียวกันปี 2547 เป็น 5.18 ล้านคน เนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2547 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอเดินทางมาไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2548 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ที่เดินทางมาไทยช่วงครึ่งปีแรกปี 2548 กลับเพิ่มขึ้น 8.3% เป็น 366,693 คน จาก 338,577 คน ในช่วงเดียวกันปี 2547 นับว่านักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์เดินทางมาไทยมากเป็นอันดับ 2 ในบรรดาประเทศอาเซียน คิดเป็นสัดส่วน 25% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดของอาเซียนที่เดินทางมากไทย รองจากมาเลเซียที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยจำนวน 646,543 คน ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2548 การที่นักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์เดินทางมาไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากระยะเวลาเดินทางไม่นาน ราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในไทยราคาไม่สูง

สถานการณ์ทางการเมืองไทยขณะนี้ คาดว่าจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาติอื่น ชะลอการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยในช่วงต้นปีนี้ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่หากเหตุการณ์ดังกล่าวยุติลงได้โดยเร็ว จะทำให้นักท่องเที่ยวสิงคโปร์และชาติอื่นๆ กลับเข้ามาดังเดิมได้

นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปสิงคโปร์ช่วงครึ่งปีแรกปี 2548 มีจำนวน 160,437 คน เพิ่มขึ้น 14.4% จาก 140,177 คนในช่วงเดียวกันปี 2547 นับว่าสิงคโปร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อน รองจากมาเลเซียและจีน เนื่องจากที่ตั้งของสิงคโปร์ไม่ห่างจากไทยมากนัก และมีชื่อเสียงด้านแหล่งชอปปิ้งเครื่องแต่งตัว/เครื่องประดับของสตรี

* การลงทุนไทย-สิงคโปร์

สิงคโปร์ยื่นโครงการขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) ในปี 2548 มูลค่ารวม 14,129 ล้านบาท นับว่าเป็นประเทศที่ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศอาเซียน รองจากมาเลเซียที่ยื่นขออนุมัติโครงการลงทุนมูลค่า 20,506 ล้านบาท และเป็นอันดับ 6 ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด รองจาก ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์

สำหรับเดือนมกราคม 2549 สิงคโปร์ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนมูลค่า 5,259 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 120% จากช่วงเดียวกันของปี 2548 คิดเป็นสัดส่วน 42% ของโครงการของต่างชาติทั้งหมดที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน นับว่ามีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 รองจากโครงการลงทุนของญี่ปุ่นที่มีมูลค่า 5,733 ล้านบาท ส่วนใหญ่โครงการที่สิงคโปร์เข้ามาขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนในไทย ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเหล็กและเครื่องกล และภาคบริการ ส่วนสาขาอื่นๆ ได้แก่ สินค้าเกษตร เคมีภัณฑ์และกระดาษ

มูลค่าโครงการของสิงคโปร์ที่ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI

ปี มูลค่าโครงการของสิงคโปร์ที่ขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI (ล้านบาท) %?
2543 51,650 n.a.
2544 13,556 -73.7
2545 8,964 -33.8
2546 14,581 +62.6
2547 22,298 +52.9
2548 14,129 -36.6
ม.ค.-2549 5,259 +210

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

สิงคโปร์เข้ามาลงทุนโดยตรงในไทยมากเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า เงินลงทุนโดยตรงสุทธิของสิงคโปร์ในไทยในช่วง 35 ปี (2513-2548) (หักเงินไหลออกจากการส่งกำไรกลับคืนสิงคโปร์) มีมูลค่ารวม 7,695.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 17% ของเงินลงทุนโดยตรงสุทธิของต่างชาติทั้งหมดในไทยที่มีมูลค่าทั้งหมด 45,422.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับเงินลงทุนสุทธิในหุ้นของสิงคโปร์ในประเทศไทยมีมูลค่ารวม 3,731.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระหว่างปี 2513-2548 คิดเป็นสัดส่วน 9.6% ของเงินลงทุนสุทธิในหุ้นทั้งหมดของต่างชาติในไทยที่มีมูลค่ารวม 38,765.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสิงคโปร์เข้ามาลงทุนถือหุ้นในกิจการต่างๆ หลายสาขา ที่สำคัญ ได้แก่ ภาคการเงิน โทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล และโรงแรม

ในขณะที่ไทยเข้าไปลงทุนโดยตรงในสิงคโปร์มีมูลค่าราว 914 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในภาคบริการทางการเงินและประกันภัย ส่วนสาขาอื่นๆ ได้แก่ บริการทางธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ และขนส่ง/สื่อสาร

? ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ความต่อเนื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจและวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศ รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน สิงคโปร์เป็นประเทศทีมีประชากรมีคุณภาพ มีระดับการศึกษาสูง โดยประชากรสิงคโปร์มีอัตราการรู้หนังสือ (Literacy Rate) ถึง 95% และในจำนวนนี้มีระดับการศึกษาตั้งแต่มัธยมขึ้นไปถึงเกือบ 60% ทั้งนี้ สิงคโปร์จัดเป็นประเทศที่มีความสามารถทางการแข่งขันสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และฮ่องกง ในรายงานขีดความสามารถทางการแข่งขันของโลกปี 2548 จัดโดยสถาบันระหว่างประเทศด้านการพัฒนาการจัดการ (International Institute for Management Development : IMD) และจัดอยู่ในอันดับ 6 ของโลก ในรายงานความสามารถทางการแข่งขันของโลกระหว่างปี 2548-2549 ของ World Economic Forum (WEF)

นอกจากนี้ สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับจากหน่วยงานของสหรัฐฯ (Heritage Foundation) ในปี 2548 ให้เป็นประเทศที่มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากที่สุดของโลก (world freest economy) เช่นเดียวกับฮ่องกงที่ติดอันดับดังกล่าว และล่าสุดผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาและตรวจสอบบัญชีของสหรัฐฯ (เคพีเอ็มจี) ระบุว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก เพราะมีต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่ำที่สุด เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านต้นทุนต่างๆ เช่น ต้นทุนด้านแรงงาน ด้านสาธารณูปโภคทางธุรกิจ ด้านภาษี และด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เป็นต้น ส่วนประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในอันดับต่อมา ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี อังกฤษ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ตามลำดับ

ไทยมีตลาดภายในประเทศใหญ่กว่าสิงคโปร์มาก โดยไทยมีประชากรมากกว่าสิงคโปร์ประมาณ 15 เท่า แต่รายได้ของประชาชนต่อคนต่อปีน้อยกว่าประชาชนสิงคโปร์ราว 10 เท่า แม้ไทยจะพึ่งพิงกับการค้าระหว่างประเทศน้อยกว่าสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันการเปิดเสรีทางการค้า การลงทุน ทำให้สินค้า บริการ และเงินทุน สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีมากขึ้น การแข่งขันจึงไม่มีพรมแดนประเทศขวางกั้น ไทยจะประสบกับการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้นทั้งจากการแข่งขันในตลาดภายในประเทศเอง และในตลาดต่างประเทศที่นักธุรกิจไทยส่งสินค้า/บริการออกนอกประเทศ หรือไปลงทุนจัดตั้งธุรกิจในต่างประเทศ การต่อสู้กับการแข่งขันจากต่างประเทศจึงต้องมองภาพรวมปัญหาของประเทศให้ชัดเจนภายใต้ข้อเท็จจริงว่า ไทยไม่สามารถปิดกั้นกระแสโลกาภิวัตน์ได้ แม้ว่าไทยยังไม่เปิดเสรีอย่างเต็มที่ในปัจจุบัน แต่ไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการระดับการเปิดเสรีที่มากขึ้นเรื่อยๆ จากการจัดทำเขตการค้าเสรีทั้งระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี

Consumer Insight

ในยุคดิจิตอลที่สมาร์ทโฟนกำลังครอบคลุมพื้นที่การใช้งานอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว ภาพของพ

เด็กวัยรุ่นยุคนี้ ติดหนึบออนไลน์ ดูหนังฟังเพลงบนยูทิวบ์ แชร์และส่งคลิป เล่นโซเชียลมีเดีย หาข้อมูลสินค้า ตามเซเลบบนอินสตราแกรม มาดูกันว่า แบรนด์ จะต้องทำอย่างไรจึงจะโดนใจ

มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้เปิดเผยถึงสำรวจตัวชี้วัดแนวโน้มของผู้บริโภคด้านการช้อปปิ้งออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้ทำการสำรวจใน 25 ตลาด ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2556 ประกอบไปด้วยการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมจำนวน 7,010 คนจาก 14 ตลาด เกี่ยวกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์

Insight

จากหนังสือการ์ตูน สู่สติกเกอร์ไลน์ การเดินทางของการ์ตูนไทยที่ผันตัวจากโลกใบเก่ามาสู่โลกดิจิตอล เป็นกรณีศึกษาให้กับคนไทยที่อยากขาย “สติกเกอร์ผ่านไลน์” ควรทำอย่างไร

ปั้นยังไงให้กลายเป็น “ฟีเวอร์” เกม “คุกกี้รัน” ที่ไลน์ยอมทุ่มงบอัดฉีดการตลาดทุกกระบวนท่า ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ออกแคมเปญชิงรถ จับมือพันธมิตรสร้างยอดขยายฐานลูกค้า ปูทางพลิกจากแชตแอปพลิเคชั่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มบนมือถือ

หลายครั้งที่ อาจารย์ ได้ยิน คำว่า ปฏิรูป การศึกษา ไทยพูดกัน บ่อย พูดกันจนชิน พูดกันมานาน และไม่ ทราบ ว่า ปฏิรูปแบบไหน ที่เรียก ว่า ปฏิรูป และต้อ ปฏิรูปมากน้อยแค่ไหน

Strategic Move

เชื่อว่าการทานข้าวนอกบ้านในสมัยนี้ ไม่มีใครไม่แชร์รูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกต่อไป อย่างน้อยต้องมีการเช็กอิน ถ่ายรูปอาหาร หรือถ่ายรูปตอนทานอาหารแล้วแชร์ลงในโซเชียลมีเดียของตนเอง การทำการตลาดผ่านช่องทางนี้จึงเป็นช่องทางใหม่ที่นักการตลาดให้ความสำคัญมากในตอนนี้ เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางกระแสของดิจิตอลทีวีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันแล้วไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสถานี ผู้ผลิตรายการ มีเดียเอเยนซี่ ในฟากของผู้เก็บข้อมูลของผู้ชมรายการอย่างนีลเส็น ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการวัดความนิยมในรายการหรือเรตติ้งเช่นเดียวกัน

ใกล้คลอดเต็มที่ “เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่” โครงการระดับ “ลักชัวรี่ รีเทล ของกลุ่มเซ็นทรัล มีกำหนดเปิดในวันที่ 8 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โครงการเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ วัย 39 ปี ที่รับงานระดับบิ๊กโปรเจค จึงต้องนัดแถลงข่าวเล่าความคืบหน้าให้สื่อมวลชนได้ฟังกัน

Global Trend

Snicker เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยันทำแคมเปญไวรัลบนโลกออนไลน์อย่างมาก ซึ่งบางแคมเปญก็ได้ผล แต่บางแคมเปญก็ได้รับผลวิพากย์วิจารณ์ในด้านลบมากเช่นกัน

เมื่อปีที่ผ่านมาคงได้เห็นแบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง Burger King สร้างความประหลาดใจแก่ผู้บริโภคไม่น้อย โดยการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Fries King พร้อมทั้งเปลี่ยนโลโก้ รวมทั้งป้ายหน้าร้าน เพียงเพื่อจะโปรโมทโปรดักส์เฟรนช์ฟรายส์สูตรใหม่ของทางร้าน

หลังจากที่กำลังจะมีแคมเปญใหญ่ระดับโลก Earth Hour 2014 ปิดไฟช่วยโลก ในวันเสาร์ที่ 29 มีนาคมนี้ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะลังเลในการปิดสวิตช์ไฟ เพราะอาจจะพลาดกิจกรรมอะไรบางอย่าง หรือโปรแกรมทีวีรายการโปรดไปได้

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Social Media Club

หลังจากค่ายการ์ตูนไทย “บรรลือสาส์น ทำสติ๊กเกอร์“ขายหัวเราะ” วางขายใน “ไลน์”จนมียอดโหลดทะลุ 150,000 ไปแล้ว ล่าสุด ไลน์ได้เปิดตัว สติ๊กเกอร์การ์ตูนบ่นบ่น หรือ “Bonbonmonja’s Daaily Life

สาวกไลน์เตรียมเฮ เมื่อไลน์เปิดตัว LINE Creators Market เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วไปครีเอตสติ๊กเกอร์เป็นของตัวเอง แล้วนำมาขายใน LINE Store ได้แล้ว!

ชื่อของ “โต้วป้าน (Douban, 豆瓣) ”ที่แฟนประจำคอลัมน์นี้คงคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะปีก่อนเราเคยเขียนถึงในหัวข้อ “Douban เต็งหนึ่งอาณาจักรบันเทิงไฮเทค แห่งแดนมังกร”

People

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ผ่าโมเดล 2 รายการในโลกออนไลน์ “เสือร้องไห้” กับคลิปเด็ด ประวัติศาสตร์การแดนซ์ของไทย แชร์กระจายด้วยยอด 4 แสนวิว และคลิปสไตล์ “มัน ฮา เกรียน” แบบ “เฟ็ดเฟ่” ที่กำลังฝ่าคลื่นดิจิตอล แจ้งเกิดคลิปที่โดนใจวัยรุ่นไปเต็มๆ

ดังได้ใจ “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข” กับบทบาทคุณชายพุฒิภัทร แห่งวังจุฑาเทพ ละครดังที่ผลักดันหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน จนกลายเป็นกระแส “เจมส์ จิ” ถูกนำไปเทียบกับซุปตาร์ดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แถมแบรนด์ดังยังรุมตอมคว้าไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยค่าตัวหลัก 10 ล้านอัพ

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488