ส่งออกสินค้าเกษตรสู่ตลาดใหม่ : ความท้าทาย...โอกาสและปัญหา

วิกฤติในภาคการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวในปี 2552 ส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทย โดยจะมีอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงเช่นกัน บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2552 เป็น 2 กรณี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลกระทบทางเศรษฐกิจ ดังนี้

กรณีแรก เป็นกรณีที่ได้รับผลกระทบไม่มากนักนั้นเป็นการประเมินว่าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีอัตราชะลอตัวลง และคาดหวังว่ามาตรการต่างๆของแต่ละประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤตทางการเงินของสหรัฐฯ และพยุงภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ซบเซามากนัก โดยคาดว่าในปี 2552 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นเป็น 35,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9

กรณีที่สอง เป็นกรณีที่ได้รับผลกระทบมาก โดยวิกฤติทางการเงินในครั้งนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย และยังมีผลกระทบในวงกว้างทำให้เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยตามไปด้วย โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ทำให้คาดว่าในปี 2552 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 7.7 คิดเป็นมูลค่า 33,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ดังนั้น ในปี 2552 รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์การตลาด มุ่งเน้นผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังตลาดใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพิงการส่งออกไปยังตลาดหลัก แม้ว่า บรรดาผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรพยายามเจาะขยายตลาดใหม่ และสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ท่ามกลางปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทั่วโลกนี้ การเจาะขยายตลาดใหม่เพิ่มขึ้นยังคงมีความจำเป็น ทั้งนี้ เพื่อพยุงไม่ให้ยอดการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2552 ชะลออัตราการขยายตัวลงไปมากนัก เนื่องจาก ประเทศที่เป็นตลาดใหม่นั้นยังมีโอกาสและมีความท้าทายสำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยอยู่

กระจายตลาดส่งออกสู่ตลาดใหม่...ลดการพึ่งพิงตลาดหลัก
กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายผลักดันให้ผู้ส่งออกของไทยกระจายตลาดส่งออกไปยังตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดหลัก โดยมีการจัดตั้งศูนย์ผลักดันการส่งออกไปตลาดใหม่ ซึ่งในระยะแรกโครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2542-2546 หลังจากนั้นมีการขยายระยะเวลาครั้งแรกเมื่อสิ้นสุดโครงการเป็นสิ้นสุดโครงการในปีงบประมาณ 2548 การขยายระยะเวลาครั้งที่ 2 โดยโครงการจะสิ้นสุดในปีงบประมาณ 2550 และโครงการได้ถูกขยายต่อไปเป็นครั้งที่ 3 ดังนั้น โครงการจะสิ้นสุดในปีงบประมาณ 2552

กลุ่มประเทศภายใต้โครงการการส่งออกไปตลาดใหม่ มีทั้งหมด 8 กลุ่ม คือ ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศในตะวันออกกลาง ประเทศในทวีปแอฟริกา ประเทศในลาตินอเมริกา ประเทศในยุโรปตะวันออก ประเทศในกลุ่มเอเชียใต้ ประเทศจีน(ไม่รวมไต้หวัน/ฮ่องกง/มาเก๊า) และมองโกเลีย และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้

ความสำเร็จของการเจาะขยายตลาดส่งออกใหม่สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดหลัก คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปจะยังอยู่ในเกณฑ์สูง แต่สัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดหลักมีแนวโน้มลดลง ดังนี้

-สินค้าเกษตรกรรม สัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดหลักลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้ากสิกรรม กล่าวคือ สัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปยังตลาดหลักในปี 2551 เพิ่มเป็นร้อยละ 65.5 จากที่ในปี 2545 (ก่อนที่จะมีโครงการผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่) มีสัดส่วนเพียง 52.3 ซึ่งสัดส่วนของการส่งออกสินค้ากสิกรรมนั้นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75.6 จากที่เคยอยู่ในระดับร้อยละ 68.3 ทั้งนี้ เนื่องจากการประสบความสำเร็จในการเจาะขยายตลาดจีน ทำให้จีนซึ่งเคยมีความสำคัญเป็นอันดับ 4 สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม รองจากญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในปี 2551 อย่างไรก็ตาม การเจาะขยายตลาดใหม่สำหรับประมง และปศุสัตว์นั้นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นค่อนข้างน้อย โดยสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดหลักยังอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 71.6 และ 83.8 ตามลำดับ

-สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร การเจาะขยายตลาดใหม่สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรก็นับว่าประสบความสำเร็จพอสมควร โดยสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดใหม่ในปี 2551 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 56.9 เมื่อเทียบกับในปี 2545 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 46.6 ซึ่งตลาดใหม่ที่น่าสนใจ คือ จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย

ปี 2552...วิกฤติเศรษฐกิจ ตัวเร่งให้เจาะขยายตลาดใหม่
จากภาวะวิกฤติภาคการเงินในสหรัฐฯที่ส่งผลกระทบทำให้ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกซบเซา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยอย่างชัดเจนในปี 2552 ในขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรนั้นได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นตัวช่วยประคองให้ภาคการส่งออกโดยรวมไม่ตกต่ำลงมากนัก ดังนั้น บรรดาผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรต้องเร่งปรับตัว โดยเบื้องต้นให้เร่งจับตา 5 จุดหลักเพื่อเตรียมรับมือ ดังนี้

1.จับตาดูท่าทีของลูกค้าว่าจะมีรายใดส่งสัญญาณตัด/ลดคำสั่งซื้อออกไปบ้าง เพื่อจะได้เจรจาต่อรองในการรักษาคำสั่งซื้อไว้ หรือหาตลาดใหม่มาชดเชย ซึ่งประเด็นในการเจรจาจะเป็นเรื่องการขอลดราคาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรอยู่ในช่วงขาลง

2.จับตาดูประเทศคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะเวียดนาม และจีน เนื่องจากกำลังผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการหดตัวลง ซึ่งจะเกิดการแย่งตลาดมากขึ้น รวมทั้งต้องจับตาประเทศคู่ค้าที่บางประเทศมีแนวโน้มพลิกมาเป็นคู่แข่ง เนื่องจากการขยายปริมาณการผลิต นอกจากนี้ ในช่วงราคาสินค้าเกษตรอยู่ในช่วงขาลงนี้ต้องจับตามาตรการทางการค้าของประเทศคู่แข่งสำคัญเป็นพิเศษ กรณีตัวอย่างของข้าวที่เวียดนามลดราคาส่งออกลงอย่างมาก จนกระทั่งส่งผลให้ไทยต้องชะลอการส่งออกข้าวออกไปก่อน

3.ติดตามอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด โดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าผลกระทบของวิกฤติการณ์ในครั้งนี้จะอยู่ตลอดปี 2552 และอัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนค่อนข้างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความได้เปรียบเสียเปรียบของการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง และอัตรากำไรของผู้ส่งออก

4.ติดตามผลกระทบวิกฤติในสหรัฐฯว่าจะลามไปประเทศใดบ้างที่เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ทั้งนี้เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบและความเสี่ยงโดยตรงและโดยอ้อมของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ ผู้ส่งออกของไทยจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการวัดความเสี่ยงเหล่านี้ไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผลกระทบลามถึงญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ก็จะทำให้สินค้าที่ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯลดลง ภาคการผลิตจริงในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะมีปัญหาทันที ในขณะที่การบริโภคของคนญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปก็จะลดลง ซึ่งจะกระทบถึงไทย เพราะทั้งญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปนั้นเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังต้องติดตามมาตรการของประเทศต่างๆที่ออกมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของภาวะวิกฤตในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากจะช่วยในการวิเคราะห์ว่าควรจะเจาะขยายตลาดเพิ่มเติม

การปรับตัวของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร นอกจากจะต้องติดตามและจับตาดูในประเด็นหลักข้างต้นเพื่อรับมือแล้ว จะต้องออกไปหาตลาดส่งออกใหม่ๆเพิ่มเติม โดยเฉพาะตลาดในอาเซียน อินเดีย และแอฟริกา โครเอเชีย หมู่เกาะมัลดีฟ หรือหมู่เกาะอื่นๆที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ที่มีความต้องการสินค้าอาหารค่อนข้างสูง ทั้งนี้ เพื่อทดแทนตลาดหลักทั้งสหรัฐฯ อียู และญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มชะลอตัว

การเจาะขยายสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในตลาดใหม่ที่น่าสนใจ แบ่งออกได้ดังนี้
ตลาดใหม่
1.ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทั่วไปแล้วประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเช่นเดียวกับไทย

สินค้าที่มีศักยภาพส่งออก
ยางพารา ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าวโพด ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากสัตว์ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และอาหารสัตว์เลี้ยง

2. ประเทศในตะวันออกกลาง ประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากการที่ราคาน้ำมันดิ่งลงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันจะลดลง อันเป็นต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก แต่ตลาดตะวันออกกลางยังเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง

สินค้าที่มีศักยภาพส่งออก
ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และเครื่องดื่ม รวมทั้งการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาล เช่น ไก่ ขนมขบเคี้ยว ผลไม้และน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เป็นต้น

3.ประเทศในทวีปแอฟริกา ประเทศเหล่านี้ผู้ส่งออกบางรายมองข้าม เนื่องจากเห็นว่ากำลังซื้อไม่ค่อยมากนัก แต่โอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังมีอีกมาก ซึ่งปัจจุบันผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทยวางแผนเชิงรุก โดยการเข้าไปตั้งคลังกระจายสินค้าทั้งสองฝั่งของทวีปแอฟริกา

สินค้าที่มีศักยภาพส่งออก
ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ไข่ไก่สด อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และเครื่องดื่ม

4.ประเทศในอเมริกาใต้ ประเทศเหล่านี้ก็เป็นประเทศคู่แข่งสำคัญในการส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการ แต่ไทยยังมีโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไปยังตลาดเหล่านี้

สินค้าที่มีศักยภาพส่งออก
ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ใบยาสูบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผักผลไม้กระป๋องและแปรรูป

5.ประเทศในยุโรปตะวันออก ประเทศที่น่าสนใจคือ รัสเซียเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะมีรายได้จากการส่งออกน้ำมัน ป่าไม้ แร่ธาตุต่างๆ ขณะที่รัสเซียไม่สามารถผลิตสินค้าอาหารได้เพียงพอกับความต้องการ ต้องพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยในการส่งออก รวมถึงการเข้าไปตั้งฐานการผลิตเพื่อจำหน่ายในรัสเซีย ส่วนประเทศในยุโรปตะวันออกอื่นๆก็น่าสนใจที่จะเจาะขยายตลาด เนื่องจากประเทศเหล่านี้กำลังพัฒนาตัวเองไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหม่ของโลก ทำให้คาดว่าความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สินค้าที่มีศักยภาพส่งออก
ยางพารา ข้าว กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป น้ำตาลทราย ผักกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารแปรรูปอื่นๆ

6.ประเทศในกลุ่มเอเชียใต้ ประเทศในเอเชียใต้นับว่าเป็นประเทศเกษตรกรรมเช่นเดียวกับไทย และเป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดโลก

สินค้าที่มีศักยภาพส่งออก
ยางพารา เครื่องเทศและสมุนไพร ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปลาแห้ง ถั่วเขียวผิวดำ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี

7.ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ปัจจัยหนุนในการขยายการส่งออกไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์คือ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและออสเตรเลีย และไทยกับนิวซีแลนด์

สินค้าที่มีศักยภาพส่งออก
ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ยางพารา ปลาหมึกสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี และสิ่งปรุงรสอาหาร

8. ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ การเจาะขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไปยังประเทศที่เป็นหมู่เกาะนี้นับว่าน่าสนใจอย่างมาก แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าการส่งออกยังไม่สูงมากนักก็ตาม เนื่องจากประเทศเหล่านี้กำลังส่งเสริมการท่องเที่ยว ในขณะที่ไม่สามารถผลิตอาหารเพียงพอกับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงต้องพึ่งพิงการนำเข้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

สินค้าที่มีศักยภาพส่งออก
ไก่แปรรูป อาหารแปรรูป และผักและผลไม้กระป๋อง รวมทั้งน้ำผักและผลไม้

บทสรุป
แม้ว่ารัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรจะร่วมมือกันผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่มาตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา โดยมีการขยายโครงการผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่มาโดยตลอด จนกระทั่งล่าสุดเป็นการขยายเวลาดำเนินการเป็นครั้งที่สาม และมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในปีงบประมาณ 2552 แต่เนื่องจากการคาดการณ์ถึงผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่จะทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรมีแนวโน้มลดลง จากความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง ดังนั้น รัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องเร่งกระตุ้นการเจาะขยายตลาดใหม่ๆ ทั้งนี้ เพื่อประคองให้การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังคงเป็นสินค้าที่ช่วยให้ภาคการส่งออกของไทยยังเติบโตต่อไปได้ในปี 2552

Digital TV & Media

ทีประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) มีมติ “ไม่ทบทวน” ตามที่ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวนมติของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) ที่กำหนดให้โครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ต้องยุติการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ภายใน 15 วัน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

บริษัทเอซี นีลเส็น ได้รายงานยอดซื้อสื่อโฆษณาในเดือนตุลาคม 2557 พบว่า ยอดยอดซื้อสื่อโฆษณาอยู่ที่ 8,931 ล้านบาท ลดลงจากเดือนตุลาคม 2556 มียอดซื้อสื่อโฆษณาอยู่ที่ 9,875 ล้านบาท ลดลง 944 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.56%

Consumer Insight

ผลวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทย ของบริษัท ดันน์ฮัมบี้ ล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยหันมาซื้อสินค้าโดยใช้ปัจจัยด้านความสะดวกซื้อ และซื้อในแต่ละครั้งจะซื้อสินค้าจำนวนไม่มาก

มาดูกันว่า กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหญ่ Generation Power ของไทย วัย 35- 59 ปี กันบ้าง และจากการศึกษาแบบเจาะลึกของ Y&R Thailand ค้นพบ 3 ค่านิยมเด่นของกลุ่มคนไทย ที่นักการตลาดต้องรู้

Insight

จิก-ประภาส ชลศรานนท์ รองประธานบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการครีเอทีฟ ที่เป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักแต่งเพลง เขายังได้เป็นหนึ่งในคณะกรรการตัดสินการประกวดแต่งห้องทำงาน “BBDO YourSpace Awards 2014”

Strategic Move

โครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ หนึ่งในบิ๊กโปรเจกต์ของ "สิงห์ เอสเตท" ที่ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มบุญรอดฯ ด้วยมูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท ในพื้นที่ 11 ไร่ ทำเลถนนอโศก-เพชรบุรี โดยที่เป็นโครงการแบบมิกซ์ยูส รวบรวมทั้งอาคารสำนักงาน คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรม พื้นที่สำหรับค้าปลีก รวมไปถึงจะเป็นที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงของสิงห์ด้วย จะเปิดทำการในปี 2017

เป็นอีกหนึ่ง “ดีล”การรุกคืบของธุรกิจไทยที่ได้เข้ากิจการระดับโลก โดยบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน (หรือ เพซ) ได้เซ็นสัญญาซื้อกิจการทั้งหมดของ ‘ดีน แอนด์ เดลูก้า’ แบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มกูร์เมต์ชั้นนำของโลก จากบริษัท ดีน แอนด์ เดลูก้า โฮลดิ้งส์ อิงค์ ตั้งอยู่ในเป็นวงเงิน140 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” ถือเป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจ็คต์ของกลุ่มเซ็นทรัลในปีนี้ ที่หมายมั่นปั้นมือให้เป็นศูนย์การค้าระดับหรูระดับ “แลนด์มาร์ก” แห่งใหม่ประจำกรุงเทพฯ แต่เมื่อได้เปิดบริการได้ 5 เดือน ปรากฎว่ายอดทราฟฟิคคนเข้าห้างกลับไม่ได้เป็นตามที่ตั้งเป้าไว้

Social Media Club

เชื่อว่าหลายคนคงจำคุณลุงฝรั่งคนหนึ่งพร้อมกับเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่พบในกรุงเทพฯ กับคลิปวิดีโอ “BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก” ด้วยสำนวนที่เป็นกันเองและมีถ้อยคำทะลึ่งเล็กน้อย แต่ทำให้คนดูรู้สึกสนุกและทำให้เกิดการแชร์ต่อไปมากมายบนโลกออนไลน์

Facebook เปิดตัว FBIQ แหล่งข้อมูลแห่งใหม่ที่ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจผู้คนที่มีความแตกต่างในแง่ของเจเนอเรชั่น สถานที่อยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ และเวลาที่เข้าใช้ ผ่านข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

เมื่อ “เฟซบุ๊ค” ยังเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คครองความนิยมมาเป็นอันดับแรก บรรดาแบรนด์ต่างๆ จึงต้องมุ่งเน้นทำการสื่อสารบนเฟซบุ๊ค แต่การสื่อสารบนเฟซุบุ๊คไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย "บริษัทแอดยิ้ม ออนไลน์ เอเยนซี่" ได้นำเสนอ แนวทางการ การสร้างคอนเทนต์ที่ดีในเฟซบุ๊ค มีจุดร่วมที่ต้องให้ความใส่ใจ ควรคำนึงถึงในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทางเฟซบุ๊ค

Columnist

วันนี้ขออนุญาตพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ควรระวังในการตลาดปี 2015 ก่อนอื่นคงจะเห็นได้ว่า มีปัจจัยมากมายที่ Controls และ Un-controls ซึ่งกำลังพูดถึง ปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

ผู้เขียนได้อ่านบทความธุรกิจของจีนทราบว่า 1 ใน 10 ของแบรนด์ในใจพนักงานออฟฟิศ อันดับหนึ่ง คือ “วีแชต (WeChat)” แอปฯ แชตสีเขียวที่คนจีนใช้กันทั้งประเทศ (มิใช่แบรนด์เครื่องดื่มใดๆ อีกต่อไป) ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็หนีไม่พ้นแบรนด์ระดับโลกอย่างแอ๊ปเปิ้ล ไนกี้ ฯลฯ และก็มีแบรนด์หนึ่งที่สะดุดตาผู้เขียนคือ “ชุ่นเฟิง (顺丰)” ซึ่งที่โลโก้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ว่า SF

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

ผู้เขียนได้อ่านบทความธุรกิจของจีนทราบว่า 1 ใน 10 ของแบรนด์ในใจพนักงานออฟฟิศ อันดับหนึ่ง คือ “วีแชต (WeChat)” แอปฯ แชตสีเขียวที่คนจีนใช้กันทั้งประเทศ (มิใช่แบรนด์เครื่องดื่มใดๆ อีกต่อไป) ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็หนีไม่พ้นแบรนด์ระดับโลกอย่างแอ๊ปเปิ้ล ไนกี้ ฯลฯ และก็มีแบรนด์หนึ่งที่สะดุดตาผู้เขียนคือ “ชุ่นเฟิง (顺丰)” ซึ่งที่โลโก้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ว่า SF

“คนเราก็มีความฝันกันได้ ! และมันจะเป็นยังไง ? หากวันนึงฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา !” ข้อความภาษาจีนที่เขียนบนเสื้อยืดที่บริษัท “อาลีบาบา กรุ๊ป” แจกให้กับพนักงานนับหมื่นในเครือในวันที่หุ้นที่ใช้ชื่อย่อของบริษัท “BABA” เข้าไปเคาะระฆังดังกระหึ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จ

People

ธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีการประกาศแต่งตั้งผู้บริหาระดับสูง เป็นผลมาจากการที่ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ จะสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในวันที่ 2 เมษายน 2558

การขึ้นนั้งเก้าอี้ใหญ่ของ “สุพัตรา” จึงไม่ธรรมดา เธอเข้าทำงานในยูนิลีเวอร์มา 21 ปี ผ่านทั้งงาน “บู๊ และบุ๋น” ทั้งในไทย และในระดับภูมิภาค

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348