เวียดนาม VS ไทย : คู่แข่งการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยว

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ ทำให้หวั่นเกรงกันว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลง แต่สำหรับประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้ำมันดิบ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่งเวียดนามก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีน้ำมันดิบเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะสามารถรักษาอัตราขยายตัวในระดับที่สูงกว่า 7% ต่อไปในปีนี้

เวียดนามเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงสุดระหว่างปี 2544-2548 อัตราเติบโตเฉลี่ย 7.4% ต่อปี เทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณ 4%-5% ต่อปีในช่วงเดียวกัน คาดการณ์ว่าในปี 2549 เวียดนามจะครองแชมป์เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดในกลุ่มอาเซียน ในอัตราประมาณ 7.6%-8.0% เทียบกับอัตราคาดการณ์ของสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ในระดับประมาณ 4.0%-5.5% ในปีนี้

สำหรับประเทศไทย หลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัวจากมรสุมเอเชียเมื่อปี 2540 และเศรษฐกิจหวนกลับมาเข้มแข็ง โดยมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจแตะระดับ 7% ในปี 2546 แต่เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในเวลาถัดมา เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันแพง เศรษฐกิจไทยยังคงมีแนวโน้มชะลอลงในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวในอัตราประมาณ 4.0%-4.5% เทียบกับอัตราเติบโต 4.5% ในปี 2548 นับว่าประเทศไทยมีอัตราขยายตัวรั้งท้ายสุดในกลุ่มสมาชิกอาเซียนชั้นนำ 6 ประเทศ ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดในอาเซียน ในอัตราประมาณ 7.6%-8.0% และเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากจีน ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 9.5% ในปีนี้

หลังจากที่เวียดนามเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้ระบบตลาดตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เวียดนามประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเวียดนามมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความได้เปรียบ อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ ป่าไม้ แร่ธาตุ ฯลฯ ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของเวียดนามที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเลเป็นแนวยาว เอื้อประโยชน์ด้านทรัพยากรทางทะเล และส่งเสริมให้เมืองฝั่งริมทะเลของเวียดนาม กลายเป็นเมืองท่าค้าขายและเป็นจุดแวะพักของเส้นทางเดินเรือที่มีบทบาทมากขึ้นในแถบทะเลจีนใต้

ความได้เปรียบสำคัญอีกประการหนึ่งของเวียดนาม ก็คือ บุคลากรชาวเวียดนามที่มีศักยภาพ ประชากรเวียดนามส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของเวียดนาม (ประมาณ 84 ล้านคน) นับว่าเวียดนามมีแรงงานในวัยทำงานจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป หนุ่มสาวชาวเวียดนามเหล่านี้ได้รับการศึกษาดี จึงมีความรู้-ความสามารถสูง ขณะนี้ทางการเวียดนามส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้แก่ประชาชน เพื่อเป็นปัจจัยเสริมในการติดต่อธุรกิจการค้ากับต่างชาติให้คล่องตัวยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวของเวียดนามด้วย ในขณะที่ทางการเวียดนามเปิดประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ และเตรียมจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ภายในสิ้นปีนี้ จะช่วยให้บทบาทของเวียดนามในเวทีโลกโดดเด่นขึ้น เป็นผลดีต่อการค้า-การลงทุนและการท่องเที่ยวของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจเวียดนาม 2549
เศรษฐกิจเวียดนามยังคงมีแนวโน้มแจ่มใสในปีนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวประมาณ 7.6-8.0% ในปี 2549 แม้ว่าชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอัตราเติบโต 8.4% ในปี 2548 แต่ก็นับว่าเป็นอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน ทั้งนี้ การบริโภค การลงทุนในประเทศ และการส่งออก ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวเวียดนามจะขยายตัวประมาณ 7.2% ในปีนี้ (เทียบกับอัตราเติบโต 8% ในปี 2548) การลงทุนในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 11.8% (เทียบกับอัตราขยายตัว 13.8% ในปี 2548) และคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวประมาณ 16% ในปีนี้ (เทียบกับอัตราเติบโต 21.5% ในปี 2548) กระตุ้นให้ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ของเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่

• ภาคอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของเวียดนาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป คาดว่าจะได้รับประโยชน์ยิ่งขึ้นหลังจากที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปีนี้ เพราะสินค้าสิ่งทอของเวียดนามจะไม่ถูกจำกัดโควตาในการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ เช่นเดียวกับสมาชิก WTO อื่นๆ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของเวียดนาม รองจากน้ำมันดิบ

• ภาคเกษตรกรรม การผลิตพืชผลทางการเกษตรของเวียดนาม รวมทั้งประมงและป่าไม้ คาดว่าจะเติบโตมั่นคง หากเวียดนามไม่ประสบภาวะฝนแล้งรุนแรง และสามารถควบคุมการระบาดของไข้หวัดนกมิให้หวนกลับมาอีก ทางการเวียดนามประกาศว่าสามารถควบคุมการระบาดของไข้หวัดนกได้แล้วเมื่อกลางเดือนมกราคม 2549

•ภาคบริการ ธุรกิจบริการมีแนวโน้มเข้มแข็ง อาทิ ธุรกิจค้าปลีก การเงิน และโทรคมนาคม รวมทั้งการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งทางการเวียดนามรณรงค์ส่งเสริมให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยวเวียดนาม 2006” จึงน่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางไปเวียดนามมากขึ้น

จับตาการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยวเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ การที่เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตรวดเร็ว ทำให้เวียดนามเป็นตลาดการค้า แหล่งท่องเที่ยว และทำเลลงทุนแห่งใหม่ที่ต่างชาติให้ความสนใจเพิ่มขึ้น ประกอบกับเวียดนามเปิดประเทศสู่ประชาคมโลกมากขึ้น โดยเฉพาะการที่เวียดนามจะเข้าเป็นสมาชิก WTO ภายในปีนี้ จะส่งผลดีต่อเวียดนาม ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปรียบเทียบความสามารถทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามกับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกัน ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน สรุปได้ดังนี้

**- การค้าเวียดนาม VS การค้าไทย**
การส่งออกของเวียดนามขยายตัวรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว จาก 7,256 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2539 เป็น 32,233 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 20% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2539-2548 เปรียบเทียบกับการส่งออกของไทยในช่วงเดียวกัน เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าตัว จากมูลค่าส่งออก 55,941 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2539 เป็น 110,883 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับว่าการส่งออกของเวียดนามเติบโตในอัตราสูงกว่าการส่งออกของไทย 1 เท่าตัว

สำหรับในไตรมาสแรกของปีนี้ เวียดนามส่งออกเพิ่มขึ้น 20.3% เป็นมูลค่า 8,569 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การนำเข้าขยับขึ้น 1.9% เป็นมูลค่า 8,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้เวียดนามเกินดุลการค้า 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 เทียบกับยอดขาดดุลการค้า 1,228 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2548 ทางด้านการส่งออกของไทยขยายตัว 17.3% เป็นมูลค่า 29,561 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 และนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น 6.7% เป็นมูลค่า 29,965 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ 404 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 แต่ยอดขาดดุลดังกล่าวลดลง 86% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก 2548

ประเด็นที่น่าสังเกต :
- คาดการณ์ส่งออกเวียดนามมีแนวโน้มแซงหน้าไทย แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าส่งออกของเวียดนามคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกของไทย แต่หากเวียดนามสามารถขยายการส่งออกได้อย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ย 20% ต่อปี ขณะที่การส่งออกของไทยขยายตัวเฉลี่ย 10% ต่อปี คาดว่าภายในเวลา 14 ปีข้างหน้า มูลค่าส่งออกของเวียดนามจะสามารถแซงหน้าประเทศไทย โดยประมาณการว่าเวียดนามจะมีมูลค่าส่งออกเกือบ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2563 เทียบกับมูลค่าส่งออกของไทยประมาณ 463,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีเดียวกัน

- สินค้าส่งออกเวียดนาม VS สินค้าส่งออกไทย สินค้าส่งออกของเวียดนามคล้ายคลึงกับสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ จึงเป็นคู่แข่งขันกันในในตลาดต่างประเทศ สินค้าส่งออกที่มีศักยภาพของเวียดนาม ได้แก่

--สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของเวียดนาม รองจากน้ำมันดิบ การส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเวียดนามเพิ่มขึ้น 9.6% เป็นมูลค่า 4,806 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 เมื่อเทียบกับการส่งออกสินค้าหมวดสิ่งทอของไทย ขยายตัว 5% เป็นมูลค่า 6,721 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีเดียวกัน สิ่งทอนับเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 5 ของไทย รองจากสินค้าหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ-อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้ากสิกรรม

ที่น่าสังเกต ก็คือ ในไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเวียดนามพุ่งขึ้น 31% เป็นมูลค่า 1,244 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าหมวดสิ่งทอเพิ่มขึ้น 9% เป็นมูลค่า 1,671 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเดียวกัน นับว่าการส่งออกสิ่งทอของเวียดนามขยายตัวในอัตราสูง เมื่อเทียบกับอัตราเติบโตของการส่งออกสิ่งทอไทย จึงมีแนวโน้มว่าหากเวียดนามสามารถส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้ขยายตัวรวดเร็วต่อเนื่อง สิ่งทอส่งออกเวียดนามก็อาจจะแซงหน้าสิ่งทอส่งออกของไทยในไม่ช้า

การส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเวียดนามได้รับอานิสงส์จากการเปิดเสรีการค้าสิ่งทอของโลก และการโยกย้ายโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอจากไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงจีน มายังเวียดนาม เพราะเห็นว่าค่าจ้างแรงงานในเวียดนามต่ำกว่าแหล่งผลิตในมณฑลกวางตุ้งและเขตฟูเจี้ยนของจีน ยิ่งไปกว่านั้น คาดว่าหลังจากที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิก WTO ภายในสิ้นปี 2549 จะส่งผลดีต่อการส่งออกสิ่งทอของเวียดนามให้ขยายตัวรวดเร็วในปี 2550 เนื่องจากสิ่งทอของเวียดนามจะไม่ถูกจำกัดโควตาในการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ อีกต่อไป ดังนั้น สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเวียดนามมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกับสิ่งทอของไทยรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งการส่งออกสินค้ารายการนี้ของไทยชะลอตัวลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราขยายตัว 2.3%

-- รองเท้า สินค้าส่งออกอันดับ 3 ของเวียดนาม การส่งออกรองเท้าของเวียดนามเพิ่มขึ้น 11.7% เป็นมูลค่า 3,005 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยมีอัตราเพิ่ม 23.2% เป็นมูลค่า 819 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทย แม้ว่าการส่งออกรองเท้าและชิ้นส่วนของไทยฟื้นตัวขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยขยายตัว 17.8% แต่มูลค่าส่งออกรองเท้าและชิ้นส่วนของไทยไม่สูงนัก อยู่ในระดับ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จัดเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 22 ของไทย การส่งออกสินค้ารายการนี้ของไทยมีมูลค่าน้อยกว่าการส่งออกรองเท้าของเวียดนามค่อนข้างมาก ทั้งนี้ การส่งออกรองเท้าของไทย ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกรองเท้ากีฬา คิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของการส่งออกรองเท้าทั้งหมดของไทย

-- อาหารทะเล สินค้าส่งออกอันดับ 4 ของเวียดนาม การส่งออกเพิ่มขึ้น 14.2% เป็นมูลค่า 2,741 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และขยายตัว 7.1% เป็นมูลค่า 532 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 ทางการเวียดนามคาดว่ายอดส่งออกอาหารทะเลปีนี้จะมีมูลค่า 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปี 2548

ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าหมวดสินค้าประมงเพิ่มขึ้น 9.4% เป็นมูลค่า 1,964 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 7.6% เป็นมูลค่า 458 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ สินค้าหมวดนี้จัดเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 14 ของไทย มูลค่าการส่งออกสินค้าประมงของไทยน้อยกว่าที่เวียดนามส่งออก

เวียดนามมีความได้เปรียบในด้านการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารทะเล เนื่องจากทำเลที่ตั้งของประเทศเวียดนามอยู่ติดกับทะเลทางด้านตะวันออกของประเทศเป็นแนวยาว จึงสามารถทำประมงได้เป็นบริเวณกว้าง ประกอบกับทางการเวียดนามพยายามส่งเสริมการส่งออกอาหารทะเลอย่างแข็งขัน โดยมีมาตรการที่จะสร้างตราสัญลักษณ์เครื่องหมายการค้าของตนเองและพัฒนาระบบการกระจายสินค้าให้ทันสมัยยิ่งขึ้น จึงคาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของเวียดนามยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เวียดนามพยายามปรับปรุงการผลิตอาหารทะเลแปรรูปให้ได้คุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า พร้อมทั้งขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 42% ตลาดที่เวียดนามส่งออกอาหารทะเลแปรรูป ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน เป็นต้น

-- ผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้าส่งออกอันดับ 5 ของเวียดนาม การส่งออกขยายตัว 33.2% เป็นมูลค่า 1,517 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 21.5% เป็นมูลค่า 444 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 ผลิตภัณฑ์ไม้นับเป็นสินค้าส่งออกของเวียดนามที่ขยายตัวรวดเร็ว เนื่องจากเวียดนามยังคงมีแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไม้ประเภทต่างๆ เพื่อส่งออกได้ และปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ ผู้ประกอบการเวียดนามได้รับการส่งเสริมให้พัฒนารูปแบบและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม้มาโดยตลอด ทำให้สินค้าประเภทที่ทำจากไม้ของเวียดนามเป็นที่ไว้วางใจในตลาดต่างประเทศ

สำหรับการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทย ไม่ค่อยแจ่มใสนักในปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ การส่งออกขยายตัว 2.3% เป็นมูลค่า 923 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และขยับขึ้น 3.6% เป็นมูลค่า 236 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ สาเหตุสำคัญ ก็คือ ประเทศไทยขาดแคลนวัตถุดิบจำพวกไม้ที่ยังไม่แปรรูป ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่ไทยเคยนำเข้าไม้ซุงเพื่อนำมาแปรรูป เข้มงวดในการส่งออกไม้ที่ยังไม่แปรรูปมากขึ้น จึงทำให้การส่งออกสินค้ารายการนี้ของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 21 ของไทย

-- ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สินค้าส่งออกอันดับ 6 ของเวียดนาม การส่งออกขยายตัว 34.1% เป็นมูลค่า 1,442 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 18.1% เป็นมูลค่า 382 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549

สำหรับสินค้าหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทย การส่งออกสินค้าหมวดนี้ขยายตัว 15.7% เป็นมูลค่า 22,315 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 24% เป็นมูลค่า 6,117 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรก 2549 สินค้ารายการนี้ของไทยนับเป็นสินค้าส่งออกที่ไทยมีความได้เปรียบค่อนข้างสูง โดยยอดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ของไทยสูงกว่ามูลค่าส่งออกของเวียดนามมากกว่า 15-16 เท่าตัว แต่อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีศักยภาพที่จะพัฒนาการผลิตสินค้าในหมวดนี้ เนื่องจากบริษัท Intel กำลังเข้าไปลงทุนในเวียดนาม โดยมีโครงการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นโครงการลงทุนด้านสินค้าไฮ-เทคขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าไปบุกเบิกของบริษัท Intel อาจเป็นแม่เหล็กที่จะดึงดูดให้บริษัทผลิตสินค้าไฮ-เทคอื่นๆ สนใจเข้าไปลงทุนในเวียดนามมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะบุคลากรรุ่นใหม่ของเวียดนามนิยมศึกษาด้านคอมพิวเตอร์และภาษาอังกฤษอย่างมาก ทำให้คาดว่ากำลังแรงงานของเวียดนามจะมีคุณภาพรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมประเภทไฮ-เทคได้เป็นอย่างดี

-- ข้าว สินค้าส่งออกอันดับ 7 ของเวียดนาม การส่งออกเพิ่มขึ้น 47.3% เป็นมูลค่า 1,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 ส่วนการส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้ มีมูลค่าส่งออกข้าวประมาณ 306 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.6% ปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศไทย หากเวียดนามสามารถปรับปรุงผลผลิตข้าวให้มีคุณภาพสูงขึ้น คล้ายคลึงกับข้าวของไทย ก็คาดว่าเวียดนามจะขยายตลาดส่งออกข้าวได้กว้างขวางขึ้น ประเทศไทยและเวียดนามจึงควรร่วมมือกันในการส่งออกข้าวอย่างจริงจัง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

ทางด้านการส่งออกข้าวของไทย ประสบปัญหายอดส่งออกลดลงนับตั้งแต่ปี 2548 จนถึงต้นปีนี้ โดยการส่งออกข้าวของไทยลดลง 13% เหลือมูลค่า 2,343 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และลดลง 7% เหลือมูลค่า 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรก 2549 ทั้งนี้ ข้าวที่เวียดนามส่งออกส่วนใหญ่เป็นข้าวคุณภาพชั้นรอง เช่น ข้าวขาว 15% ข้าวขาว 25% เป็นต้น โดยมีตลาดส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกา คิวบา และอดีตกลุ่มประเทศสังคมนิยม ส่วนข้าวคุณภาพดี เช่น ข้าวขาว 5% เวียดนามกำลังพัฒนาเพื่อเจาะตลาดข้าวดังกล่าว โดยมีเป้าหมายที่ตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ขณะนี้ ข้าวคุณภาพดีของเวียดนามมีราคาต่ำกว่าข้าวของไทย ประกอบกับค่าเงินบาทของไทยเข้มแข็ง ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มที่อาจต้องเสียตลาดข้าวคุณภาพดีบางส่วนให้แก่เวียดนาม ปัจจุบันเวียดนามได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการเก็บรักษาข้าวดีขึ้น ทำให้ผลผลิตข้าวของเวียดนามโดยรวมเพิ่มขึ้น

**ลงทุนเวียดนาม VS ลงทุนไทย**
เวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีจำนวนโครงการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ 771 โครงการในปี 2548 เพิ่มขึ้น 6.6% เทียบกับจำนวนโครงการ 723 โครงการในปี 2547 แต่เงินทุนจดทะเบียนสำหรับโครงการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ในปีที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลดลงเล็กน้อยประมาณ 7.6% เป็นมูลค่า 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับจำนวนเงินทุนจดทะเบียน 4,222 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2547 สำหรับในไตรมาสแรกของปีนี้ ทางการเวียดนามอนุมัติโครงการลงทุนรายใหม่จำนวน 215 โครงการ จำนวนเงินทุนจดทะเบียน 1,625 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทางด้านการลงทุนจากต่างประเทศของไทย โครงการที่ได้รับใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) มีจำนวน 782 โครงการ เพิ่มขึ้น 6.5% และเม็ดเงินลงทุน 325,827 ล้านบาท หรือประมาณ 8,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.7% ในปี 2548 สำหรับในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ BOI อนุมัติโครงการลงทุนจำนวน 200 โครงการ เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2548 และเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 58% เป็นจำนวน 80,251 ล้านบาท (ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในช่วงเดียวกัน เมื่อพิจารณาในไตรมาสแรกของปีนี้ โครงการลงทุนของต่างชาติที่เวียดนามและไทยอนุมัติใบอนุญาตการลงทุนใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงการลงทุนของต่างชาติที่ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของไทยในไตรมาสแรก 2549 ปรากฏว่ามูลค่าเงินลงทุนลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยมีมูลค่า 59,492 ล้านบาทในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ เทียบกับมูลค่า 126,056 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2548 ขณะที่จำนวนโครงการลงทุนลดลง 9.4% เป็นจำนวน 201 โครงการในไตรมาสแรก 2548 เทียบกับจำนวน 222 โครงการในไตรมาสแรก 2548 แสดงให้เห็นว่าโครงการลงทุนของต่างชาติที่ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยในช่วงต้นปีนี้ โดยเฉลี่ยเป็นโครงการขนาดเล็ก (มูลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท/โครงการ)

นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ของไทยมีแนวโน้มชะลอการลงทุนในประเทศไทยในไตรมาสแรก 2549 ได้แก่ ญี่ปุ่น มูลค่าเงินลงทุนลดลง 77% เหลือ 21,986 ล้านบาท มาเลเซียลดลง 42% เหลือ 1,784 ล้านบาท จีนลดลง 43% เหลือ 318 ล้านบาท สวิตเซอร์แลนด์ลดลงถึง 90% เหลือ 156 ล้านบาท เป็นต้น สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากสถานการณ์การเมืองของไทยอึมครึมนับตั้งแต่ต้นปี ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในประเทศไทยชั่วคราว และรอดูทิศทางการเมืองของไทยให้ชัดเจนก่อน จึงจะตัดสินใจกลับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้งหนึ่ง

ประเด็นที่น่าสังเกต :
- นักธุรกิจต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามและที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จัดเป็นนักลงทุนต่างชาติกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา จีน เป็นต้น ดังนั้น หากบรรยากาศการลงทุนของไทยอึมครึม โดยเฉพาะเหตุการณ์สับสนทางการเมืองทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจ ก็มีแนวโน้มว่านักลงทุนต่างชาติจะเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยมากขึ้น รวมทั้งเวียดนาม ซึ่งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศของเวียดนามค่อนข้างสงบ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองของไทยกลับสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งปีหลัง ก็มีแนวโน้มว่าการลงทุนจากต่างประเทศในไทยน่าจะกระเตื้องขึ้น

สำหรับการลงทุนของไทยในเวียดนาม ประเทศไทยจัดเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 17 ของเวียดนาม มูลค่าเงินลงทุนในเวียดนามประมาณ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 โครงการลงทุนของไทยในเวียดนาม อาทิ กิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว เป็นต้น

- กิจการของต่างชาติในเวียดนาม ประเภทกิจการที่นักลงทุนต่างชาติเข้าไปประกอบธุรกิจในเวียดนาม จำแนกเป็นการลงทุนประเภทต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมหนัก เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรกล ฯลฯ คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 40% ของมูลค่าเงินลงทุนของต่างชาติทั้งหมดของเวียดนาม กิจการขนส่งและการสื่อสาร สัดส่วน 17% อุตสาหกรรมเบา เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ฯลฯ สัดส่วน 16% ธุรกิจก่อสร้าง อาทิ การก่อสร้างที่อยู่อาศัยแบบอพาร์ทเมนต์ อาคารสำนักงาน การก่อสร้างเขตเมืองใหม่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ สัดส่วนประมาณ 11% การลงทุนด้านอื่นๆ เช่น ด้านการศึกษาและสุขภาพ (สัดส่วน 6%) ด้านการเกษตรและป่าไม้ (2.7%) ธุรกิจบริการ (2.4%) ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม (1%) กิจการประมง (0.5%) เป็นต้น

สำหรับประเภทกิจการที่ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ธุรกิจบริการ/สาธารณูปโภค เป็นต้น

- กลยุทธ์ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของเวียดนาม ทางการเวียดนามพยายามผลักดัน โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ภายในประเทศและบริเวณชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ไทย และจีนตอนใต้ ทางการเวียดนามต้องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้เป็นแหล่งชุมชนแห่งใหม่ รวมทั้งเป็นจุดผ่านแดน คลังสินค้า ร้านค้าปลอดภาษี ศูนย์นิทรรศการและแสดงสินค้าของชนพื้นเมือง ตลอดจนการจัดตั้งโรงเรียน ศูนย์สุขภาพ และศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น

สำหรับโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมของเวียดนาม ประสบความสำเร็จในการดึงดูดโครงการลงทุนของต่างชาติให้เข้าไปจัดตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 305 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุน 1,820 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของโครงการลงทุนของต่างชาติทั้งหมดที่ได้รับใบอนุญาตในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเวียดนามมีโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 130 แห่ง (เปิดดำเนินการแล้ว 75 แห่ง) รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 166,000 ไร่ จำนวนโครงการลงทุนรวม 4,400 โครงการ เวียดนามมีแผนที่จะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก ในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อใช้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ รวมทั้งที่พักอาศัยด้วย ขณะนี้เวียดนามพยายามกระจายนิคมอุตสาหกรรมไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันทำเลลงทุนทางตอนใต้ของเวียดนามค่อนข้างหนาแน่น เกิดปัญหาขาดแคลนที่ดินและอัตราค่าจ้างแรงงานสูง

**ท่องเที่ยวเวียดนาม VS ท่องเที่ยวไทย**

การท่องเที่ยวของเวียดนามขยายตัวรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเวียดนามยังไม่สูงนัก มีจำนวนประมาณ 3.47 ล้านคนในปี 2548 เพิ่มขึ้น 18.4% เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย ซึ่งประมาณว่าจะมีจำนวนราว 11 ล้านคนในปี 2548 นับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเวียดนามมีจำนวนราว 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในไตรมาสแรกของปีนี้ ชาวต่างชาติเดินทางไปเวียดนามเพิ่มขึ้น 16.3% เป็นจำนวน 980,128 คน ทางการเวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 3.6-3.8 ล้านคนในปี 2549 โดยกำหนดให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยวเวียดนาม 2006” ประกอบด้วยการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 2549 เริ่มจากการรณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อชมความงดงามทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมของเวียดนาม ปิดท้ายด้วยเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองช่วงสิ้นปี พร้อมต้อนรับปีใหม่

ขณะที่การท่องเที่ยวของไทยแทบไม่ขยายตัวเลยในปี 2548 โดยประมาณว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยประมาณ 11 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวน 11.65 ล้านคนในปี 2547 เนื่องจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่อุบัติขึ้นเมื่อปลายปี 2547 สร้างความเสียหายอย่างมากต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวแถบชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อการท่องเที่ยวของไทยในรอบปี 2548 เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่มเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว รวมทั้งเวียดนาม ซึ่งได้รับอานิสงส์ด้านการท่องเที่ยว และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 3.47 ล้านคน เทียบกับที่ประมาณการไว้ 3.2 ล้านคนในปี 2548

ประเด็นที่น่าสังเกต :
- ศักยภาพการท่องเที่ยวของเวียดนาม เวียดนามได้รับการจัดอันดับให้เป็น “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโดดเด่นแห่งใหม่ของตะวันออกไกล” เนื่องจากเวียดนามมีศักยภาพในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม แหล่งโบราณสถานเก่าแก่ การท่องเที่ยวเพื่อชมความงดงามทางธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเพื่อความสนุกสนานยามราตรีในเมืองธุรกิจ เป็นต้น ตัวอย่างเมืองท่องเที่ยวของเวียดนามที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ เว้ ฮอยอัน ดาลัด อ่าวฮาลอง ดานัง เดียนเบียนฟู เป็นต้น

- นักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่เดินทางไปเวียดนามคล้ายคลึงกับที่เดินทางมาประเทศไทย ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น กัมพูชา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดา สิงคโปร์ มาเลเซีย เยอรมนี ลาว เป็นต้น ดังนั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยและเวียดนามจัดเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกัน ไทยและเวียดนามจึงน่าจะร่วมมือกันสร้างตลาดท่องเที่ยวเป็นแพ็คเก็จร่วมกัน เพื่อเกื้อกูลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน แทนการแข่งขันเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ชาวไทยจัดเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 11 ของเวียดนาม และเป็นนักท่องเที่ยวในอาเซียนที่เดินทางไปเวียดนามมากเป็นอันดับ 2 รองจากกัมพูชา นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเวียดนามเพิ่มขึ้นรวดเร็วถึง 56.7% เป็นจำนวน 84,100 คนในปี 2548 ขณะที่ชาวเวียดนามเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 3 ในอาเซียนที่เดินทางมาประเทศไทย รองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ จำนวนนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เดินทางมาไทยเฉลี่ยประมาณ 155,000 คน/ปี

- กลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ทางการเวียดนามจัดทำ “แผนแม่บทการท่องเที่ยวเวียดนาม ปี ค.ศ. 2006-2010” เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างจริงจังมากขึ้น ทางการเวียดนามวางแผนที่จะใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวนับตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี 2553 (เปรียบเทียบกับในช่วงระหว่างปี 2544-2548 ทางการเวียดนามใช้เม็ดเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวประมาณ 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น) การทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากของเวียดนาม เพื่อยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ นับเป็นการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการและสร้างงานในพื้นที่ต่างๆ ควบคู่ไปด้วย ประกอบกับเวียดนามมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทางการไทยก็ควรฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกัน

- พัฒนาท่องเที่ยว ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ การที่เวียดนามมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว จะเปิดโอกาสให้นักธุรกิจต่างชาติเข้าไปลงทุนด้านธุรกิจท่องเที่ยวในเวียดนามอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ณ สิ้นปี 2548 เวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน 190 โครงการ คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 4,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โครงการลงทุนด้านการท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ในเมืองโฮจิมินห์ ฮานอย กวางนินห์ บาเรีย-วุ่งเต่า ดานัง เป็นต้น นักธุรกิจต่างชาติที่สนใจเข้าไปลงทุนด้านการท่องเที่ยวในเวียดนาม ได้แก่ สิงคโปร์ (มูลค่าเงินลงทุน 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ไต้หวัน (มูลค่า 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ฮ่องกง (มูลค่า 642 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เป็นต้น สำหรับนักธุรกิจไทยได้เข้าไปดำเนินกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวในเมืองเว้ ซึ่งเป็นโบราณสถานสวยงามและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สรุป
เวียดนามมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ และบุคลากรชาวเวียดนามที่มีความรู้ความสามารถ ขณะนี้เวียดนามกำลังเปิดประเทศเพื่อเรียนรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ นับเป็นปัจจัยที่ผสมผสานกันซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างมั่นคงต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น การที่เวียดนามเสริมสร้างพันธมิตรกับชาติตะวันตกอย่างใกล้ชิด เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ตลอดจนร่วมมือกับชาติมหาอำนาจในเอเชียน โดยเฉพาะจีน ก็คาดว่าจะเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของเวียดนามโดยรวมเช่นกัน

Sectors: 

Digital TV & Media

เผยเรทติ้ทีวีดิจิตอล กันยายน 258 ไทยรัฐ ได้ฟุตบอลไทย-อิรัก ดันเรทติ้งพุ่งกระฉูด แซงช่อง7 และช่อง 3 เป็นครั้งแรก

จากการเปิดเผยตัวเลขรายได้ของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ปี 2557 ที่แจ้งมายังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช)

กสทช. เผย เม็ดโฆษณทีวีดิจิทัล ปี 2558 ช่องใหม่ 21 ช่อง เพิ่มขึ้น 67.96% ช่องฟรีทีวีเดิมลดลง 12.87% ช่อง 7 ครองเรทติ้งอันดับ 1 ตามด้วยช่อง 3HD และเวิร์คพ้อยท์

Insight

จากการมาของ “ไอศกรีมกูลิโกะ” ผ่านการดำเนินธุรกิจของ “เอซากิ กูลิโกะ” ที่ได้จัดตั้งบริษัท กูลิโกะ โฟรเซ่น (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท ถือว่าเป็นการดำเนินธุรกิจไอศกรีมนอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เพราะมองว่าตลาดในประเทศไทยมีศักยภาพสูง มีอากาศร้อนตลอดทั้งปี

หลังจากที่มีข่าวช็อควงการสำหรับการประกาศยุบค่ายหนัง GTH และการประกาศแยกทางของ 3 ผู้ถือหุ้น ได้แก่ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และหับ โห้หิ้น บางกอกไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน เพราะด้วยความคิดเห็นไม่ตรงกันเรื่องการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในตอนนั้นเองทางหับ โห้หิ้น บางกอก ได้เปรยไว้อยู่แล้วว่าจะมีการเปิดตัวบริษัทใหม่ในเดือนธันวาคม ซึ่งยังผลิตภาพยนตร์ต่อไป

เปิดแผน "ปตท.ค้าปลีก" ลุยนอนออยล์ รายได้ 70% ใน 3 ปี

Consumer Insight

ม.หอการค้าไทย เปิดผลวิจัยเจาะพฤติกรรมการรับชม การรับรู้แบรนด์ทีวีดิจิตอลในกลุ่มผู้ชมวัยรุ่น แนะเร่งสร้างแบรนด์ควบคู่พัฒนาคอนเทนต์

ผลการวิจัยล่าสุดในหัวข้อ “AdReaction : Video Creative in a Digital World” ของ “มิลวาร์ด บราวน์” บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการวัดประสิทธิผลของโฆษณา การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และการวิจัยด้านความแข็งแกร่งของแบรนด์และสื่อ พบว่า ผู้ใช้อุปกรณ์มัลติสกรีน (Multiscreen Users) ในประเทศไทย ใช้เวลารับชมวิดีโอคอนเทนท์ผ่านสื่อดิจิทัลมากกว่าโทรทัศน์

ผลสำรวจล่าสุดของดันน์ฮัมบี้ ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยกับความชื่นชอบในการฉลองส่งท้ายปี พบว่า ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมการเฉลิมฉลองจากต่างชาติ และความนิยมนี้ทำให้เทศกาลคริสต์มาสได้รับการยอมรับและเฉลิมฉลองกันทั่วประเทศ

Strategic Move

ใกล้จะรูดม่านขึ้นอีกครั้งแล้วสำหรับงาน ไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป 2016 (Thailand Mobile Expo 2016) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างเวลา 10.00-20.00 น. โดยภายในงานนี้ ทางผู้จัดงานเชื่อว่าจะมีการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคจากคู่ค้าที่เข้าร่วมงานไม่ว่าจะเป็นในฝั่งของแบรนด์ รวมถึงโอเปอเรเตอร์ที่จะจัดโปรโมชันรับการมาของ 4G อย่างแน่นอน

แม้จะปิดการประมูลคลื่น 4G ไปแล้ว แต่สถานการณ์การแข่งขันยังคงดุเดือดอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้ที่ประมูลได้คลื่นก็ต้องสรรหาโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า และผู้ที่ไม่ได้คลื่นก็ต่างที่ต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ได้มีการสูญเสียลูกค้าไป

ศึกแย่งชิงลูกค้า 900 MHz ย้ายค่ายเดือด โอปะเรเตอร์เปิดศึกฟ้องร้องกันเป็นระรัว ล่าสุดเป็นคิวของ “ดีแทค” ควงคู่ “เอไอเอส” ยื่นหนังสือร้อง กสทช. เร่งตรวจสอบคู่แข่ง โอนย้ายลูกค้าของผู้ให้บริการรายอื่นผ่านร้านสะดวกซื้อ ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ กสทช.

Social Media Club

เฟซบุ๊ก แนะ 5 เคล็ดลับ ร่วมใช้อินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัย เพื่อร่วมฉลองวันแห่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น (Safer Internet Day) กับผู้คนในอีก 100 ประเทศ

กูเกิล (Google) คือ บริษัทที่ให้ค่าตอบแทนเมื่อแต่งตั้งเป็นซีอีโอสูงที่สุดในสหรัฐฯ ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอหนุ่มได้รับหุ้นเพิ่มขึ้นจนมีมูลค่ารวมมากกว่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

ป้ายคำ หรือแฮชแทค #RIPTwitter กลายเป็นกระแสร้อนที่ชาวอเมริกันพูดถึงมากที่สุดบนทวิตเตอร์ (Twitter) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การประชดประชันนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวลือว่า ทวิตเตอร์จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแสดงผลข้อความทวีต

Columnist

ในปี 2016 ธุรกิจจะต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายนอก (External Factors) และปัจจัยภายใน (Internal Factors) อยากให้ธุรกิจต่างๆลองมองดูว่าประเด็นต่างๆเหล่านี้ ท่านได้ทำสิ่งเหล่านี้ บ้างแล้วหรือยัง

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

ที่เมืองจีนวันนี้ “WeChat (วีแชต)” ถือเป็นแอปแชตหนึ่งเดียวที่มีที่ในหน้าจอแรกของสมาร์ทโฟนผู้ใช้ทั่วประเทศ จากข้อมูลของ Global Web Index เผยว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา วีแชตโต 100% โดยประเทศที่ฮิตใช้แอปนี้แบบสุดๆ นอกจากจีนก็คือ มาเลเซีย ฮ่องกง อินเดีย และอินโดนีเซีย ถือเป็นสินค้าอินเทอร์เน็ตจากจีนรายแรกที่รุกได้ทั่วโลกจริงๆ

Global Trend

ป้ายคำ หรือแฮชแทค #RIPTwitter กลายเป็นกระแสร้อนที่ชาวอเมริกันพูดถึงมากที่สุดบนทวิตเตอร์ (Twitter) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การประชดประชันนี้เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวลือว่า ทวิตเตอร์จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแสดงผลข้อความทวีต

ในเดือนตุลาคม 2006 Brad Garlinghouse รองประธานอาวุโส Yahoo ได้เขียนบันทึกข้อความภายในบริษัทขึ้นมาฉบับหนึ่งด้วยความเจ็บปวด กระตุ้นให้บริษัทปรับโฟกัสให้แคบลงและสร้างความชัดเจนในการตั้งเป้าหมายขององค์กร

“ชาร์ป” บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่นประสบปัญหาหนักจนตัดสินใจขายกิจการให้ “หงไห่ พรีซิชัน อินดัสทรี” บริษัทจากไต้หวัน นับเป็นการซื้อกิจการของญี่ปุ่นที่มีด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์

Global Wrap

โรงเรียนกวดวิชา “วาเซดะ” ในญี่ปุ่น เผยแพร่โฆษณาที่เรียกน้ำตาจากบรรดาพ่อแม่ โดยเตือนสติว่า พฤติกรรมแปลกๆของลูกน้อยอาจคือความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขา

เอเอฟพี/รอยเตอร์ - ไฮเนเก้น บริษัทผู้ผลิตเบียร์ยักษ์ใหญ่จากเนเธอร์แลนด์ ประกาศเมื่อวันจันทร์ (13) ว่า บริษัทได้เปิดโรงงานผลิตมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ในพม่า ในความมุ่งหวังที่จะเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดที่เติบโตสูงแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย

บริษัทนินเทนโดออกแถลงการณ์แจ้งข่าวว่าประธานคนปัจจุบัน "ซาโตรุ อิวาตะ" ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 55 ปี สาเหตุจากเนื้องอกบริเวณท่อน้ำดี

People

กูเกิล (Google) คือ บริษัทที่ให้ค่าตอบแทนเมื่อแต่งตั้งเป็นซีอีโอสูงที่สุดในสหรัฐฯ ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอหนุ่มได้รับหุ้นเพิ่มขึ้นจนมีมูลค่ารวมมากกว่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทเฟซบุ๊ก อิงก์ วัยแค่ 31 ปีกลายเป็นบุคคลที่รวยมากที่สุดของโลกในอันดับ 4 แซงหน้าเจฟ เบโซส์ (Jeff Bezos) เจ้าของเว็บไซต์ร้านหนังสือ “อเมซอน” ไป จากตารางดัชนีวัดความร่ำรวยของบลูมเบิร์ก พบว่าทรัพย์สินทั้งหมดของซัคเคอร์เบิร์กล่าสุดแตะหลัก 50 พันล้านดอลลาร์ไปแล้ว แถมบริษัทเฟซบุ๊ก อิงก์ถูกจัดให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกในอันดับ 4 ตามหลังกูเกิล แอปเปิล และไมโครซอฟต์

ในยุคที่เน็ตไอดอลสามารถแจ้งเกิดได้ง่ายพอๆ กับการหาเซเว่นฯ ตามริมถนน ทำให้มีเน็ตไอดอลตั้งแต่วัยมัธยมไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะเกิดเพราะหน้าตาดี และมีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
ธนภัทร บุรวัชระไชย

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
เฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348