เวียดนาม VS ไทย : คู่แข่งการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยว

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้ ทำให้หวั่นเกรงกันว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลง แต่สำหรับประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้ำมันดิบ ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่งเวียดนามก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีน้ำมันดิบเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะสามารถรักษาอัตราขยายตัวในระดับที่สูงกว่า 7% ต่อไปในปีนี้

เวียดนามเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงสุดระหว่างปี 2544-2548 อัตราเติบโตเฉลี่ย 7.4% ต่อปี เทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณ 4%-5% ต่อปีในช่วงเดียวกัน คาดการณ์ว่าในปี 2549 เวียดนามจะครองแชมป์เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดในกลุ่มอาเซียน ในอัตราประมาณ 7.6%-8.0% เทียบกับอัตราคาดการณ์ของสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ในระดับประมาณ 4.0%-5.5% ในปีนี้

สำหรับประเทศไทย หลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัวจากมรสุมเอเชียเมื่อปี 2540 และเศรษฐกิจหวนกลับมาเข้มแข็ง โดยมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจแตะระดับ 7% ในปี 2546 แต่เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในเวลาถัดมา เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันแพง เศรษฐกิจไทยยังคงมีแนวโน้มชะลอลงในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวในอัตราประมาณ 4.0%-4.5% เทียบกับอัตราเติบโต 4.5% ในปี 2548 นับว่าประเทศไทยมีอัตราขยายตัวรั้งท้ายสุดในกลุ่มสมาชิกอาเซียนชั้นนำ 6 ประเทศ ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดในอาเซียน ในอัตราประมาณ 7.6%-8.0% และเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากจีน ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 9.5% ในปีนี้

หลังจากที่เวียดนามเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้ระบบตลาดตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เวียดนามประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเวียดนามมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความได้เปรียบ อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ ป่าไม้ แร่ธาตุ ฯลฯ ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของเวียดนามที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเลเป็นแนวยาว เอื้อประโยชน์ด้านทรัพยากรทางทะเล และส่งเสริมให้เมืองฝั่งริมทะเลของเวียดนาม กลายเป็นเมืองท่าค้าขายและเป็นจุดแวะพักของเส้นทางเดินเรือที่มีบทบาทมากขึ้นในแถบทะเลจีนใต้

ความได้เปรียบสำคัญอีกประการหนึ่งของเวียดนาม ก็คือ บุคลากรชาวเวียดนามที่มีศักยภาพ ประชากรเวียดนามส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 80% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของเวียดนาม (ประมาณ 84 ล้านคน) นับว่าเวียดนามมีแรงงานในวัยทำงานจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป หนุ่มสาวชาวเวียดนามเหล่านี้ได้รับการศึกษาดี จึงมีความรู้-ความสามารถสูง ขณะนี้ทางการเวียดนามส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้แก่ประชาชน เพื่อเป็นปัจจัยเสริมในการติดต่อธุรกิจการค้ากับต่างชาติให้คล่องตัวยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งผลดีต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวของเวียดนามด้วย ในขณะที่ทางการเวียดนามเปิดประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ และเตรียมจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ภายในสิ้นปีนี้ จะช่วยให้บทบาทของเวียดนามในเวทีโลกโดดเด่นขึ้น เป็นผลดีต่อการค้า-การลงทุนและการท่องเที่ยวของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจเวียดนาม 2549
เศรษฐกิจเวียดนามยังคงมีแนวโน้มแจ่มใสในปีนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวประมาณ 7.6-8.0% ในปี 2549 แม้ว่าชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอัตราเติบโต 8.4% ในปี 2548 แต่ก็นับว่าเป็นอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน ทั้งนี้ การบริโภค การลงทุนในประเทศ และการส่งออก ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวเวียดนามจะขยายตัวประมาณ 7.2% ในปีนี้ (เทียบกับอัตราเติบโต 8% ในปี 2548) การลงทุนในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 11.8% (เทียบกับอัตราขยายตัว 13.8% ในปี 2548) และคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวประมาณ 16% ในปีนี้ (เทียบกับอัตราเติบโต 21.5% ในปี 2548) กระตุ้นให้ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ของเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่

• ภาคอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของเวียดนาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป คาดว่าจะได้รับประโยชน์ยิ่งขึ้นหลังจากที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปีนี้ เพราะสินค้าสิ่งทอของเวียดนามจะไม่ถูกจำกัดโควตาในการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ เช่นเดียวกับสมาชิก WTO อื่นๆ สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของเวียดนาม รองจากน้ำมันดิบ

• ภาคเกษตรกรรม การผลิตพืชผลทางการเกษตรของเวียดนาม รวมทั้งประมงและป่าไม้ คาดว่าจะเติบโตมั่นคง หากเวียดนามไม่ประสบภาวะฝนแล้งรุนแรง และสามารถควบคุมการระบาดของไข้หวัดนกมิให้หวนกลับมาอีก ทางการเวียดนามประกาศว่าสามารถควบคุมการระบาดของไข้หวัดนกได้แล้วเมื่อกลางเดือนมกราคม 2549

•ภาคบริการ ธุรกิจบริการมีแนวโน้มเข้มแข็ง อาทิ ธุรกิจค้าปลีก การเงิน และโทรคมนาคม รวมทั้งการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งทางการเวียดนามรณรงค์ส่งเสริมให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยวเวียดนาม 2006” จึงน่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางไปเวียดนามมากขึ้น

จับตาการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยวเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ การที่เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตรวดเร็ว ทำให้เวียดนามเป็นตลาดการค้า แหล่งท่องเที่ยว และทำเลลงทุนแห่งใหม่ที่ต่างชาติให้ความสนใจเพิ่มขึ้น ประกอบกับเวียดนามเปิดประเทศสู่ประชาคมโลกมากขึ้น โดยเฉพาะการที่เวียดนามจะเข้าเป็นสมาชิก WTO ภายในปีนี้ จะส่งผลดีต่อเวียดนาม ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปรียบเทียบความสามารถทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามกับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกัน ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน สรุปได้ดังนี้

**- การค้าเวียดนาม VS การค้าไทย**
การส่งออกของเวียดนามขยายตัวรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว จาก 7,256 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2539 เป็น 32,233 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 20% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2539-2548 เปรียบเทียบกับการส่งออกของไทยในช่วงเดียวกัน เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าตัว จากมูลค่าส่งออก 55,941 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2539 เป็น 110,883 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับว่าการส่งออกของเวียดนามเติบโตในอัตราสูงกว่าการส่งออกของไทย 1 เท่าตัว

สำหรับในไตรมาสแรกของปีนี้ เวียดนามส่งออกเพิ่มขึ้น 20.3% เป็นมูลค่า 8,569 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การนำเข้าขยับขึ้น 1.9% เป็นมูลค่า 8,510 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้เวียดนามเกินดุลการค้า 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 เทียบกับยอดขาดดุลการค้า 1,228 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2548 ทางด้านการส่งออกของไทยขยายตัว 17.3% เป็นมูลค่า 29,561 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 และนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น 6.7% เป็นมูลค่า 29,965 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ 404 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 แต่ยอดขาดดุลดังกล่าวลดลง 86% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก 2548

ประเด็นที่น่าสังเกต :
- คาดการณ์ส่งออกเวียดนามมีแนวโน้มแซงหน้าไทย แม้ว่าปัจจุบันมูลค่าส่งออกของเวียดนามคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกของไทย แต่หากเวียดนามสามารถขยายการส่งออกได้อย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ย 20% ต่อปี ขณะที่การส่งออกของไทยขยายตัวเฉลี่ย 10% ต่อปี คาดว่าภายในเวลา 14 ปีข้างหน้า มูลค่าส่งออกของเวียดนามจะสามารถแซงหน้าประเทศไทย โดยประมาณการว่าเวียดนามจะมีมูลค่าส่งออกเกือบ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2563 เทียบกับมูลค่าส่งออกของไทยประมาณ 463,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีเดียวกัน

- สินค้าส่งออกเวียดนาม VS สินค้าส่งออกไทย สินค้าส่งออกของเวียดนามคล้ายคลึงกับสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ จึงเป็นคู่แข่งขันกันในในตลาดต่างประเทศ สินค้าส่งออกที่มีศักยภาพของเวียดนาม ได้แก่

--สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของเวียดนาม รองจากน้ำมันดิบ การส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเวียดนามเพิ่มขึ้น 9.6% เป็นมูลค่า 4,806 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 เมื่อเทียบกับการส่งออกสินค้าหมวดสิ่งทอของไทย ขยายตัว 5% เป็นมูลค่า 6,721 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีเดียวกัน สิ่งทอนับเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 5 ของไทย รองจากสินค้าหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ-อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้ากสิกรรม

ที่น่าสังเกต ก็คือ ในไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเวียดนามพุ่งขึ้น 31% เป็นมูลค่า 1,244 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าหมวดสิ่งทอเพิ่มขึ้น 9% เป็นมูลค่า 1,671 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเดียวกัน นับว่าการส่งออกสิ่งทอของเวียดนามขยายตัวในอัตราสูง เมื่อเทียบกับอัตราเติบโตของการส่งออกสิ่งทอไทย จึงมีแนวโน้มว่าหากเวียดนามสามารถส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้ขยายตัวรวดเร็วต่อเนื่อง สิ่งทอส่งออกเวียดนามก็อาจจะแซงหน้าสิ่งทอส่งออกของไทยในไม่ช้า

การส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเวียดนามได้รับอานิสงส์จากการเปิดเสรีการค้าสิ่งทอของโลก และการโยกย้ายโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอจากไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงจีน มายังเวียดนาม เพราะเห็นว่าค่าจ้างแรงงานในเวียดนามต่ำกว่าแหล่งผลิตในมณฑลกวางตุ้งและเขตฟูเจี้ยนของจีน ยิ่งไปกว่านั้น คาดว่าหลังจากที่เวียดนามเข้าเป็นสมาชิก WTO ภายในสิ้นปี 2549 จะส่งผลดีต่อการส่งออกสิ่งทอของเวียดนามให้ขยายตัวรวดเร็วในปี 2550 เนื่องจากสิ่งทอของเวียดนามจะไม่ถูกจำกัดโควตาในการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ อีกต่อไป ดังนั้น สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของเวียดนามมีแนวโน้มที่จะแข่งขันกับสิ่งทอของไทยรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งการส่งออกสินค้ารายการนี้ของไทยชะลอตัวลงอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราขยายตัว 2.3%

-- รองเท้า สินค้าส่งออกอันดับ 3 ของเวียดนาม การส่งออกรองเท้าของเวียดนามเพิ่มขึ้น 11.7% เป็นมูลค่า 3,005 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยมีอัตราเพิ่ม 23.2% เป็นมูลค่า 819 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทย แม้ว่าการส่งออกรองเท้าและชิ้นส่วนของไทยฟื้นตัวขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยขยายตัว 17.8% แต่มูลค่าส่งออกรองเท้าและชิ้นส่วนของไทยไม่สูงนัก อยู่ในระดับ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จัดเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 22 ของไทย การส่งออกสินค้ารายการนี้ของไทยมีมูลค่าน้อยกว่าการส่งออกรองเท้าของเวียดนามค่อนข้างมาก ทั้งนี้ การส่งออกรองเท้าของไทย ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกรองเท้ากีฬา คิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของการส่งออกรองเท้าทั้งหมดของไทย

-- อาหารทะเล สินค้าส่งออกอันดับ 4 ของเวียดนาม การส่งออกเพิ่มขึ้น 14.2% เป็นมูลค่า 2,741 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และขยายตัว 7.1% เป็นมูลค่า 532 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 ทางการเวียดนามคาดว่ายอดส่งออกอาหารทะเลปีนี้จะมีมูลค่า 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปี 2548

ขณะที่ไทยส่งออกสินค้าหมวดสินค้าประมงเพิ่มขึ้น 9.4% เป็นมูลค่า 1,964 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 7.6% เป็นมูลค่า 458 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ สินค้าหมวดนี้จัดเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 14 ของไทย มูลค่าการส่งออกสินค้าประมงของไทยน้อยกว่าที่เวียดนามส่งออก

เวียดนามมีความได้เปรียบในด้านการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารทะเล เนื่องจากทำเลที่ตั้งของประเทศเวียดนามอยู่ติดกับทะเลทางด้านตะวันออกของประเทศเป็นแนวยาว จึงสามารถทำประมงได้เป็นบริเวณกว้าง ประกอบกับทางการเวียดนามพยายามส่งเสริมการส่งออกอาหารทะเลอย่างแข็งขัน โดยมีมาตรการที่จะสร้างตราสัญลักษณ์เครื่องหมายการค้าของตนเองและพัฒนาระบบการกระจายสินค้าให้ทันสมัยยิ่งขึ้น จึงคาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของเวียดนามยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เวียดนามพยายามปรับปรุงการผลิตอาหารทะเลแปรรูปให้ได้คุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า พร้อมทั้งขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 42% ตลาดที่เวียดนามส่งออกอาหารทะเลแปรรูป ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน เป็นต้น

-- ผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้าส่งออกอันดับ 5 ของเวียดนาม การส่งออกขยายตัว 33.2% เป็นมูลค่า 1,517 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 21.5% เป็นมูลค่า 444 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549 ผลิตภัณฑ์ไม้นับเป็นสินค้าส่งออกของเวียดนามที่ขยายตัวรวดเร็ว เนื่องจากเวียดนามยังคงมีแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไม้ประเภทต่างๆ เพื่อส่งออกได้ และปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ ผู้ประกอบการเวียดนามได้รับการส่งเสริมให้พัฒนารูปแบบและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม้มาโดยตลอด ทำให้สินค้าประเภทที่ทำจากไม้ของเวียดนามเป็นที่ไว้วางใจในตลาดต่างประเทศ

สำหรับการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทย ไม่ค่อยแจ่มใสนักในปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ การส่งออกขยายตัว 2.3% เป็นมูลค่า 923 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และขยับขึ้น 3.6% เป็นมูลค่า 236 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ สาเหตุสำคัญ ก็คือ ประเทศไทยขาดแคลนวัตถุดิบจำพวกไม้ที่ยังไม่แปรรูป ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่ไทยเคยนำเข้าไม้ซุงเพื่อนำมาแปรรูป เข้มงวดในการส่งออกไม้ที่ยังไม่แปรรูปมากขึ้น จึงทำให้การส่งออกสินค้ารายการนี้ของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 21 ของไทย

-- ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สินค้าส่งออกอันดับ 6 ของเวียดนาม การส่งออกขยายตัว 34.1% เป็นมูลค่า 1,442 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 18.1% เป็นมูลค่า 382 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสแรก 2549

สำหรับสินค้าหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทย การส่งออกสินค้าหมวดนี้ขยายตัว 15.7% เป็นมูลค่า 22,315 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และเพิ่มขึ้น 24% เป็นมูลค่า 6,117 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรก 2549 สินค้ารายการนี้ของไทยนับเป็นสินค้าส่งออกที่ไทยมีความได้เปรียบค่อนข้างสูง โดยยอดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ของไทยสูงกว่ามูลค่าส่งออกของเวียดนามมากกว่า 15-16 เท่าตัว แต่อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีศักยภาพที่จะพัฒนาการผลิตสินค้าในหมวดนี้ เนื่องจากบริษัท Intel กำลังเข้าไปลงทุนในเวียดนาม โดยมีโครงการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นโครงการลงทุนด้านสินค้าไฮ-เทคขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าไปบุกเบิกของบริษัท Intel อาจเป็นแม่เหล็กที่จะดึงดูดให้บริษัทผลิตสินค้าไฮ-เทคอื่นๆ สนใจเข้าไปลงทุนในเวียดนามมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะบุคลากรรุ่นใหม่ของเวียดนามนิยมศึกษาด้านคอมพิวเตอร์และภาษาอังกฤษอย่างมาก ทำให้คาดว่ากำลังแรงงานของเวียดนามจะมีคุณภาพรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมประเภทไฮ-เทคได้เป็นอย่างดี

-- ข้าว สินค้าส่งออกอันดับ 7 ของเวียดนาม การส่งออกเพิ่มขึ้น 47.3% เป็นมูลค่า 1,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 ส่วนการส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้ มีมูลค่าส่งออกข้าวประมาณ 306 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.6% ปัจจุบันเวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศไทย หากเวียดนามสามารถปรับปรุงผลผลิตข้าวให้มีคุณภาพสูงขึ้น คล้ายคลึงกับข้าวของไทย ก็คาดว่าเวียดนามจะขยายตลาดส่งออกข้าวได้กว้างขวางขึ้น ประเทศไทยและเวียดนามจึงควรร่วมมือกันในการส่งออกข้าวอย่างจริงจัง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

ทางด้านการส่งออกข้าวของไทย ประสบปัญหายอดส่งออกลดลงนับตั้งแต่ปี 2548 จนถึงต้นปีนี้ โดยการส่งออกข้าวของไทยลดลง 13% เหลือมูลค่า 2,343 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 และลดลง 7% เหลือมูลค่า 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 3 เดือนแรก 2549 ทั้งนี้ ข้าวที่เวียดนามส่งออกส่วนใหญ่เป็นข้าวคุณภาพชั้นรอง เช่น ข้าวขาว 15% ข้าวขาว 25% เป็นต้น โดยมีตลาดส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกา คิวบา และอดีตกลุ่มประเทศสังคมนิยม ส่วนข้าวคุณภาพดี เช่น ข้าวขาว 5% เวียดนามกำลังพัฒนาเพื่อเจาะตลาดข้าวดังกล่าว โดยมีเป้าหมายที่ตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ขณะนี้ ข้าวคุณภาพดีของเวียดนามมีราคาต่ำกว่าข้าวของไทย ประกอบกับค่าเงินบาทของไทยเข้มแข็ง ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มที่อาจต้องเสียตลาดข้าวคุณภาพดีบางส่วนให้แก่เวียดนาม ปัจจุบันเวียดนามได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการเก็บรักษาข้าวดีขึ้น ทำให้ผลผลิตข้าวของเวียดนามโดยรวมเพิ่มขึ้น

**ลงทุนเวียดนาม VS ลงทุนไทย**
เวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีจำนวนโครงการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ 771 โครงการในปี 2548 เพิ่มขึ้น 6.6% เทียบกับจำนวนโครงการ 723 โครงการในปี 2547 แต่เงินทุนจดทะเบียนสำหรับโครงการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ในปีที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลดลงเล็กน้อยประมาณ 7.6% เป็นมูลค่า 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับจำนวนเงินทุนจดทะเบียน 4,222 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2547 สำหรับในไตรมาสแรกของปีนี้ ทางการเวียดนามอนุมัติโครงการลงทุนรายใหม่จำนวน 215 โครงการ จำนวนเงินทุนจดทะเบียน 1,625 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทางด้านการลงทุนจากต่างประเทศของไทย โครงการที่ได้รับใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) มีจำนวน 782 โครงการ เพิ่มขึ้น 6.5% และเม็ดเงินลงทุน 325,827 ล้านบาท หรือประมาณ 8,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.7% ในปี 2548 สำหรับในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ BOI อนุมัติโครงการลงทุนจำนวน 200 โครงการ เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2548 และเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 58% เป็นจำนวน 80,251 ล้านบาท (ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในช่วงเดียวกัน เมื่อพิจารณาในไตรมาสแรกของปีนี้ โครงการลงทุนของต่างชาติที่เวียดนามและไทยอนุมัติใบอนุญาตการลงทุนใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงการลงทุนของต่างชาติที่ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของไทยในไตรมาสแรก 2549 ปรากฏว่ามูลค่าเงินลงทุนลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยมีมูลค่า 59,492 ล้านบาทในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ เทียบกับมูลค่า 126,056 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2548 ขณะที่จำนวนโครงการลงทุนลดลง 9.4% เป็นจำนวน 201 โครงการในไตรมาสแรก 2548 เทียบกับจำนวน 222 โครงการในไตรมาสแรก 2548 แสดงให้เห็นว่าโครงการลงทุนของต่างชาติที่ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยในช่วงต้นปีนี้ โดยเฉลี่ยเป็นโครงการขนาดเล็ก (มูลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท/โครงการ)

นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ของไทยมีแนวโน้มชะลอการลงทุนในประเทศไทยในไตรมาสแรก 2549 ได้แก่ ญี่ปุ่น มูลค่าเงินลงทุนลดลง 77% เหลือ 21,986 ล้านบาท มาเลเซียลดลง 42% เหลือ 1,784 ล้านบาท จีนลดลง 43% เหลือ 318 ล้านบาท สวิตเซอร์แลนด์ลดลงถึง 90% เหลือ 156 ล้านบาท เป็นต้น สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากสถานการณ์การเมืองของไทยอึมครึมนับตั้งแต่ต้นปี ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในประเทศไทยชั่วคราว และรอดูทิศทางการเมืองของไทยให้ชัดเจนก่อน จึงจะตัดสินใจกลับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้งหนึ่ง

ประเด็นที่น่าสังเกต :
- นักธุรกิจต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามและที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จัดเป็นนักลงทุนต่างชาติกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา จีน เป็นต้น ดังนั้น หากบรรยากาศการลงทุนของไทยอึมครึม โดยเฉพาะเหตุการณ์สับสนทางการเมืองทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจ ก็มีแนวโน้มว่านักลงทุนต่างชาติจะเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยมากขึ้น รวมทั้งเวียดนาม ซึ่งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศของเวียดนามค่อนข้างสงบ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองของไทยกลับสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งปีหลัง ก็มีแนวโน้มว่าการลงทุนจากต่างประเทศในไทยน่าจะกระเตื้องขึ้น

สำหรับการลงทุนของไทยในเวียดนาม ประเทศไทยจัดเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 17 ของเวียดนาม มูลค่าเงินลงทุนในเวียดนามประมาณ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 โครงการลงทุนของไทยในเวียดนาม อาทิ กิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว เป็นต้น

- กิจการของต่างชาติในเวียดนาม ประเภทกิจการที่นักลงทุนต่างชาติเข้าไปประกอบธุรกิจในเวียดนาม จำแนกเป็นการลงทุนประเภทต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมหนัก เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรกล ฯลฯ คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 40% ของมูลค่าเงินลงทุนของต่างชาติทั้งหมดของเวียดนาม กิจการขนส่งและการสื่อสาร สัดส่วน 17% อุตสาหกรรมเบา เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ฯลฯ สัดส่วน 16% ธุรกิจก่อสร้าง อาทิ การก่อสร้างที่อยู่อาศัยแบบอพาร์ทเมนต์ อาคารสำนักงาน การก่อสร้างเขตเมืองใหม่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในนิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ สัดส่วนประมาณ 11% การลงทุนด้านอื่นๆ เช่น ด้านการศึกษาและสุขภาพ (สัดส่วน 6%) ด้านการเกษตรและป่าไม้ (2.7%) ธุรกิจบริการ (2.4%) ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม (1%) กิจการประมง (0.5%) เป็นต้น

สำหรับประเภทกิจการที่ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ธุรกิจบริการ/สาธารณูปโภค เป็นต้น

- กลยุทธ์ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศของเวียดนาม ทางการเวียดนามพยายามผลักดัน โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ภายในประเทศและบริเวณชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ไทย และจีนตอนใต้ ทางการเวียดนามต้องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนให้เป็นแหล่งชุมชนแห่งใหม่ รวมทั้งเป็นจุดผ่านแดน คลังสินค้า ร้านค้าปลอดภาษี ศูนย์นิทรรศการและแสดงสินค้าของชนพื้นเมือง ตลอดจนการจัดตั้งโรงเรียน ศูนย์สุขภาพ และศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น

สำหรับโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมของเวียดนาม ประสบความสำเร็จในการดึงดูดโครงการลงทุนของต่างชาติให้เข้าไปจัดตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 305 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุน 1,820 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของโครงการลงทุนของต่างชาติทั้งหมดที่ได้รับใบอนุญาตในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเวียดนามมีโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 130 แห่ง (เปิดดำเนินการแล้ว 75 แห่ง) รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 166,000 ไร่ จำนวนโครงการลงทุนรวม 4,400 โครงการ เวียดนามมีแผนที่จะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก ในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อใช้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ รวมทั้งที่พักอาศัยด้วย ขณะนี้เวียดนามพยายามกระจายนิคมอุตสาหกรรมไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันทำเลลงทุนทางตอนใต้ของเวียดนามค่อนข้างหนาแน่น เกิดปัญหาขาดแคลนที่ดินและอัตราค่าจ้างแรงงานสูง

**ท่องเที่ยวเวียดนาม VS ท่องเที่ยวไทย**

การท่องเที่ยวของเวียดนามขยายตัวรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเวียดนามยังไม่สูงนัก มีจำนวนประมาณ 3.47 ล้านคนในปี 2548 เพิ่มขึ้น 18.4% เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย ซึ่งประมาณว่าจะมีจำนวนราว 11 ล้านคนในปี 2548 นับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเวียดนามมีจำนวนราว 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในไตรมาสแรกของปีนี้ ชาวต่างชาติเดินทางไปเวียดนามเพิ่มขึ้น 16.3% เป็นจำนวน 980,128 คน ทางการเวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 3.6-3.8 ล้านคนในปี 2549 โดยกำหนดให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยวเวียดนาม 2006” ประกอบด้วยการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 2549 เริ่มจากการรณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อชมความงดงามทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมของเวียดนาม ปิดท้ายด้วยเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองช่วงสิ้นปี พร้อมต้อนรับปีใหม่

ขณะที่การท่องเที่ยวของไทยแทบไม่ขยายตัวเลยในปี 2548 โดยประมาณว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยประมาณ 11 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวน 11.65 ล้านคนในปี 2547 เนื่องจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่อุบัติขึ้นเมื่อปลายปี 2547 สร้างความเสียหายอย่างมากต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวแถบชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อการท่องเที่ยวของไทยในรอบปี 2548 เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่มเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว รวมทั้งเวียดนาม ซึ่งได้รับอานิสงส์ด้านการท่องเที่ยว และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 3.47 ล้านคน เทียบกับที่ประมาณการไว้ 3.2 ล้านคนในปี 2548

ประเด็นที่น่าสังเกต :
- ศักยภาพการท่องเที่ยวของเวียดนาม เวียดนามได้รับการจัดอันดับให้เป็น “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโดดเด่นแห่งใหม่ของตะวันออกไกล” เนื่องจากเวียดนามมีศักยภาพในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม แหล่งโบราณสถานเก่าแก่ การท่องเที่ยวเพื่อชมความงดงามทางธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเพื่อความสนุกสนานยามราตรีในเมืองธุรกิจ เป็นต้น ตัวอย่างเมืองท่องเที่ยวของเวียดนามที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ เว้ ฮอยอัน ดาลัด อ่าวฮาลอง ดานัง เดียนเบียนฟู เป็นต้น

- นักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่เดินทางไปเวียดนามคล้ายคลึงกับที่เดินทางมาประเทศไทย ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น กัมพูชา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดา สิงคโปร์ มาเลเซีย เยอรมนี ลาว เป็นต้น ดังนั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยและเวียดนามจัดเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกัน ไทยและเวียดนามจึงน่าจะร่วมมือกันสร้างตลาดท่องเที่ยวเป็นแพ็คเก็จร่วมกัน เพื่อเกื้อกูลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน แทนการแข่งขันเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ชาวไทยจัดเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 11 ของเวียดนาม และเป็นนักท่องเที่ยวในอาเซียนที่เดินทางไปเวียดนามมากเป็นอันดับ 2 รองจากกัมพูชา นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเวียดนามเพิ่มขึ้นรวดเร็วถึง 56.7% เป็นจำนวน 84,100 คนในปี 2548 ขณะที่ชาวเวียดนามเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 3 ในอาเซียนที่เดินทางมาประเทศไทย รองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ จำนวนนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เดินทางมาไทยเฉลี่ยประมาณ 155,000 คน/ปี

- กลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ทางการเวียดนามจัดทำ “แผนแม่บทการท่องเที่ยวเวียดนาม ปี ค.ศ. 2006-2010” เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างจริงจังมากขึ้น ทางการเวียดนามวางแผนที่จะใช้จ่ายเงินงบประมาณจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวนับตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี 2553 (เปรียบเทียบกับในช่วงระหว่างปี 2544-2548 ทางการเวียดนามใช้เม็ดเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวประมาณ 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น) การทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากของเวียดนาม เพื่อยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ นับเป็นการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการและสร้างงานในพื้นที่ต่างๆ ควบคู่ไปด้วย ประกอบกับเวียดนามมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทางการไทยก็ควรฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกัน

- พัฒนาท่องเที่ยว ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ การที่เวียดนามมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว จะเปิดโอกาสให้นักธุรกิจต่างชาติเข้าไปลงทุนด้านธุรกิจท่องเที่ยวในเวียดนามอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ณ สิ้นปี 2548 เวียดนามดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน 190 โครงการ คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 4,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โครงการลงทุนด้านการท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ในเมืองโฮจิมินห์ ฮานอย กวางนินห์ บาเรีย-วุ่งเต่า ดานัง เป็นต้น นักธุรกิจต่างชาติที่สนใจเข้าไปลงทุนด้านการท่องเที่ยวในเวียดนาม ได้แก่ สิงคโปร์ (มูลค่าเงินลงทุน 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ไต้หวัน (มูลค่า 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ฮ่องกง (มูลค่า 642 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เป็นต้น สำหรับนักธุรกิจไทยได้เข้าไปดำเนินกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวในเมืองเว้ ซึ่งเป็นโบราณสถานสวยงามและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สรุป
เวียดนามมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ และบุคลากรชาวเวียดนามที่มีความรู้ความสามารถ ขณะนี้เวียดนามกำลังเปิดประเทศเพื่อเรียนรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ นับเป็นปัจจัยที่ผสมผสานกันซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างมั่นคงต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น การที่เวียดนามเสริมสร้างพันธมิตรกับชาติตะวันตกอย่างใกล้ชิด เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ตลอดจนร่วมมือกับชาติมหาอำนาจในเอเชียน โดยเฉพาะจีน ก็คาดว่าจะเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของเวียดนามโดยรวมเช่นกัน

Consumer Insight

ยอดจำหน่ายพีซีในประเทศไทยในปี 2556 มีการหดตัวในระดับตัวเลขสองหลัก นับเป็นครั้งแรกในตลอดช่วงระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา โดยลดลงทั้งในส่วนของตลาดโน๊ตบุ๊คและเดสท๊อปอย่างมาก

ในยุคดิจิตอลที่สมาร์ทโฟนกำลังครอบคลุมพื้นที่การใช้งานอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว ภาพของพ

เด็กวัยรุ่นยุคนี้ ติดหนึบออนไลน์ ดูหนังฟังเพลงบนยูทิวบ์ แชร์และส่งคลิป เล่นโซเชียลมีเดีย หาข้อมูลสินค้า ตามเซเลบบนอินสตราแกรม มาดูกันว่า แบรนด์ จะต้องทำอย่างไรจึงจะโดนใจ

Insight

สงครามน้ำดำรอบใหม่ในปี 2557 กำลังถึงจุดที่ท้าทายของ “เอส” ต้องฝ่าวงล้อมคู่แข่ง หลังจากโดน “เป๊ปซี่” ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจนหล่นมาเป็นเบอร์ 3 ทำให้เอสต้องเดินตามรอยบิ๊กโคล่า ใช้กลยุทธ์ “ราคา” และปริมาณเข้าสู้ ควบคู่ไปกับการให้ส่วนแบ่งตลาดร้านค้าแบบเต็มเหนี่ยว เพื่อรักษาเครือข่ายช่องทางจำหน่ายที่เป็นป้อมปราการที่สุด

จากหนังสือการ์ตูน สู่สติกเกอร์ไลน์ การเดินทางของการ์ตูนไทยที่ผันตัวจากโลกใบเก่ามาสู่โลกดิจิตอล เป็นกรณีศึกษาให้กับคนไทยที่อยากขาย “สติกเกอร์ผ่านไลน์” ควรทำอย่างไร

ปั้นยังไงให้กลายเป็น “ฟีเวอร์” เกม “คุกกี้รัน” ที่ไลน์ยอมทุ่มงบอัดฉีดการตลาดทุกกระบวนท่า ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ออกแคมเปญชิงรถ จับมือพันธมิตรสร้างยอดขยายฐานลูกค้า ปูทางพลิกจากแชตแอปพลิเคชั่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มบนมือถือ

Strategic Move

เชื่อว่าการทานข้าวนอกบ้านในสมัยนี้ ไม่มีใครไม่แชร์รูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกต่อไป อย่างน้อยต้องมีการเช็กอิน ถ่ายรูปอาหาร หรือถ่ายรูปตอนทานอาหารแล้วแชร์ลงในโซเชียลมีเดียของตนเอง การทำการตลาดผ่านช่องทางนี้จึงเป็นช่องทางใหม่ที่นักการตลาดให้ความสำคัญมากในตอนนี้ เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางกระแสของดิจิตอลทีวีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันแล้วไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสถานี ผู้ผลิตรายการ มีเดียเอเยนซี่ ในฟากของผู้เก็บข้อมูลของผู้ชมรายการอย่างนีลเส็น ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการวัดความนิยมในรายการหรือเรตติ้งเช่นเดียวกัน

ใกล้คลอดเต็มที่ “เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่” โครงการระดับ “ลักชัวรี่ รีเทล ของกลุ่มเซ็นทรัล มีกำหนดเปิดในวันที่ 8 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โครงการเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ วัย 39 ปี ที่รับงานระดับบิ๊กโปรเจค จึงต้องนัดแถลงข่าวเล่าความคืบหน้าให้สื่อมวลชนได้ฟังกัน

Global Trend

การทำโฆษณาบนป้ายบิลบอร์ดอันแสนแพง โดยแบบที่มีแค่โปรดักส์ กับชื่อแบรนด์อย่างเดียว ดูท่าจะหมดยุคไปแล้ว สมัยนี้ต้องเน้นไอเดีย และความแตกต่างเข้าว่า ถึงจะโดนใจผู้บริโภค

Snicker เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยันทำแคมเปญไวรัลบนโลกออนไลน์อย่างมาก ซึ่งบางแคมเปญก็ได้ผล แต่บางแคมเปญก็ได้รับผลวิพากย์วิจารณ์ในด้านลบมากเช่นกัน

เมื่อปีที่ผ่านมาคงได้เห็นแบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง Burger King สร้างความประหลาดใจแก่ผู้บริโภคไม่น้อย โดยการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Fries King พร้อมทั้งเปลี่ยนโลโก้ รวมทั้งป้ายหน้าร้าน เพียงเพื่อจะโปรโมทโปรดักส์เฟรนช์ฟรายส์สูตรใหม่ของทางร้าน

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Social Media Club

หลังจากค่ายการ์ตูนไทย “บรรลือสาส์น ทำสติ๊กเกอร์“ขายหัวเราะ” วางขายใน “ไลน์”จนมียอดโหลดทะลุ 150,000 ไปแล้ว ล่าสุด ไลน์ได้เปิดตัว สติ๊กเกอร์การ์ตูนบ่นบ่น หรือ “Bonbonmonja’s Daaily Life

สาวกไลน์เตรียมเฮ เมื่อไลน์เปิดตัว LINE Creators Market เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วไปครีเอตสติ๊กเกอร์เป็นของตัวเอง แล้วนำมาขายใน LINE Store ได้แล้ว!

ชื่อของ “โต้วป้าน (Douban, 豆瓣) ”ที่แฟนประจำคอลัมน์นี้คงคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะปีก่อนเราเคยเขียนถึงในหัวข้อ “Douban เต็งหนึ่งอาณาจักรบันเทิงไฮเทค แห่งแดนมังกร”

People

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ผ่าโมเดล 2 รายการในโลกออนไลน์ “เสือร้องไห้” กับคลิปเด็ด ประวัติศาสตร์การแดนซ์ของไทย แชร์กระจายด้วยยอด 4 แสนวิว และคลิปสไตล์ “มัน ฮา เกรียน” แบบ “เฟ็ดเฟ่” ที่กำลังฝ่าคลื่นดิจิตอล แจ้งเกิดคลิปที่โดนใจวัยรุ่นไปเต็มๆ

ดังได้ใจ “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข” กับบทบาทคุณชายพุฒิภัทร แห่งวังจุฑาเทพ ละครดังที่ผลักดันหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน จนกลายเป็นกระแส “เจมส์ จิ” ถูกนำไปเทียบกับซุปตาร์ดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แถมแบรนด์ดังยังรุมตอมคว้าไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยค่าตัวหลัก 10 ล้านอัพ

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488