แนวโน้มการส่งออกข้าวช่วงที่เหลือของปี 2553 ต่อเนื่องถึงปี 2554

ในปี 2553 ไทยเผชิญปัญหาการส่งออกข้าว ทั้งในด้านการลดปริมาณการนำเข้าข้าว จากการที่ประเทศผู้นำเข้าข้าวหันไปบริโภคธัญพืชชนิดอื่นๆ ทดแทน รวมทั้งยังเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงจากเวียดนาม ที่สามารถส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยและเวียดนามเริ่มมีระดับใกล้เคียงกันมากขึ้น โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 นี้ เวียดนามจะสามารถส่งออกข้าวได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3.4 ล้านตัน ในขณะที่ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยต่ำกว่าปริมาณเฉลี่ยต่อเดือนที่เคยส่งออกได้ กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบปริมาณการส่งออกรายเดือนแล้ว ปรากฎว่าปริมาณการส่งออกข้าวของไทยเริ่มต่ำกว่าในปี 2552 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม(ยกเว้นในเดือนมีนาคม) นอกจากนี้ ยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกข้าวของเวียดนามติดต่อกัน 2 เดือน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประวัติการส่งออกข้าว แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการแข่งขันในการส่งออกข้าวในตลาดโลก ส่งผลให้ไทยทบทวนเป้าหมายการส่งออกข้าว และปรับลดเป้าการส่งออกลงเหลือ 8.0-8.5 ล้านตัน จากเดิมในช่วงต้นปีวางเป้าหมายไว้ที่ 9.0 ล้านตัน

การส่งออกข้าวในช่วงที่เหลือของปี 53...ยังไม่มีสัญญาณบวก
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2553 มูลค่าการส่งออกข้าวเท่ากับ 2,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 แม้ว่าการส่งออกข้าวของไทยในปีนี้จะประสบปัญหา แต่ตลาดส่งออกที่ช่วยประคองสถานการณ์การส่งออกข้าว ได้แก่ ฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ จากการชดเชยการที่ฟิลิปปินส์ไม่ปรับลดภาษีนำเข้าข้าวตามกรอบข้อตกลงอาฟตา ส่วนเบนินเพิ่มการนำเข้าข้าวนึ่งจากไทยเพื่อส่งออกไปยังไนจีเรียอีกต่อหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการส่งออกข้าวนึ่งจากไทยไปไนจีเรียเผชิญอัตราภาษีนำเข้าในเกณฑ์สูง กอปรกับมูลค่าการส่งออกข้าวในปี 2552 นั้นอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากเป็นประวัติการณ์เช่นกัน จากการที่ไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม ที่ใช้กลยุทธ์ราคาแย่งชิงตลาดส่งออกข้าวจากไทย

สถานการณ์ส่งออกข้าวไทยเริ่มมีปัญหาชัดขึ้น หลังจากปริมาณการส่งออกข้าวของไทยในเดือนเมษายน ต่ำกว่าเวียดนาม และในเดือนพฤษภาคม2553ก็ยังคงต่ำกว่าเวียดนามต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การส่งออกข้าวของไทย เนื่องจากราคาข้าวของเวียดนามอยู่ในระดับต่ำกว่าไทยอย่างมาก จากที่ในช่วงปลายปี 2552 ส่วนต่างระหว่างราคาข้าวไทยและเวียดนามขยับเข้ามาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ปริมาณส่งออกข้าวมีแนวโน้มช่วงไตรมาสที่ 2 เหลือเพียงเดือนละ 600,000 ตัน จากที่ไทยเคยส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 700,000 ตัน ทำให้คาดว่าในช่วงครึ่งแรกจะส่งออกได้เพียง 4 ล้านตันเท่านั้น ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 11.0

สำหรับการส่งออกข้าวในปี 2553 นั้น คาดว่าอาจมียอดรวมประมาณ 8.0-8.5 ล้านตัน ลดลงจาก 9.5 ล้านตัน ที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี เทียบกับ 8.62 ล้านตันในปี 2552 และการยกเลิกหรือชะลอส่งออกข้าวไทยอาจลดลงในปีนี้ จากระดับสูงสุดในรอบสองปีที่ 2 แสนตัน โดยการผิดนัดชำระเงินจะลดลงในช่วงครึ่งหลังปี 2553 อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศคาดว่าข้อตกลงที่ทำในช่วงไตรมาสสองนี้ไม่มีแนวโน้มผิดนัดชำระเงิน ผลจากราคามีเสถียรภาพ ผิดกับข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนหน้านี้หรือในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2552 และไตรมาสแรกปี 2553 ซึ่งมีความเสี่ยงผิดนัดชำระเงินสูง ทั้งนี้การผิดนัดชำระเงินอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้ซื้อที่จองซื้อข้าวล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปีขอยกเลิก ชะลอการซื้อ หรือเจรจาต่อรองราคาใหม่ หลังจากราคาข้าวร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาข้าวดิ่งลง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันจากระดับเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

ในด้านราคาข้าวส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2553 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวขาว5% ราคาเอฟโอบีในเดือนพฤษภาคม 2553 ลดลงเหลือ 400 ดอลลาร์/ตัน จากที่เคยอยู่ในระดับ 600 ดอลลาร์/ตันในช่วงปลายปี 2552 เนื่องจากเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงจากเวียดนาม โดยการลดค่าเงินด่องของเวียดนามที่ส่งผลให้ราคาข้าวของเวียดนามมีแนวโน้มลดลง และเวียดนามประมูลข้าวส่งออกไปตลาดฟิลิปปินส์ทั้งหมด ในขณะที่ไทยส่งออกฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้นจากการชดเชยความเสียหายที่ฟิลิปปินส์ไม่ได้ปรับลดภาษีนำเข้าข้าวตามข้อตกลงอาฟตา

คาดว่าในปี 2553 เวียดนามยังจะสามารถรักษาปริมาณการส่งออกข้าวได้ใกล้เคียงกับปี 2552 ที่ระดับเกือบ 6 ล้านตัน ส่วนไทยนั้นยังไม่มีคำสั่งซื้อล็อตใหญ่ที่จะช่วยดึงราคาข้าวของไทยให้สูงขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าภาวะการส่งออกข้าวในช่วงที่เหลือของปี 2553 ยังไม่มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น นอกจากจะมีการระบายสต็อกของรัฐบาลเพื่อการส่งออกทั้งในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล และการเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกประมูลข้าวในสต็อกเพื่อการส่งออก ซึ่งน่าจะทำให้ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ แต่คาดว่าจะส่งผลให้ราคามีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาข้าวของเวียดนาม ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2553 กล่าวคือ ราคาข้าว5%ของเวียดนามเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับ 365 ดอลลาร์/ตันหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 ซึ่งส่งผลให้ความแตกต่างระหว่างราคาข้าวไทยและเวียดนามแคบลงเหลือ 88 ดอลลาร์/ตัน จากที่เคยอยู่ในระดับ 126.1 ดอลลาร์/ตัน ในเดือนเมษายน 2553 คาดว่าราคาข้าวส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะอยู่ในระดับทรงตัว แต่จะกระเตื้องขึ้นได้ถ้ามีคำสั่งซื้อล็อตใหญ่เข้ามา

สาเหตุที่ไทยส่งออกข้าวได้น้อยลง เป็นผลมาจากตลาดโลกยังไม่มีความต้องการข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากหลายประเทศหันไปบริโภคสินค้าชนิดอื่นทดแทนข้าว เพื่อที่จะชะลอการนำเข้าข้าว เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี เป็นต้น นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคยุโรป ทำให้ประเทศในแถบแอฟริกา ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ของไทยที่ใช้เงินยูโรในการค้า ชะลอการนำเข้า เนื่องจากเมื่อเงินยูโรอ่อนค่า ทำให้ราคาข้าวไทยแพงขึ้นในสายตาผู้นำเข้าในแอฟริกา

ประเด็นที่ยังต้องติดตาม คือ ผลกระทบของปัญหาฝนทิ้งช่วงที่ทำให้รัฐบาลขอความร่วมมือชาวนาให้เลื่อนการปลูกข้าวนาปีไปอีก 1 เดือนเป็นเดือนกรกฎาคมนั้นจะส่งผลกระทบต่อปริมาณข้าวที่จะเข้าสู่ตลาดมากน้อยเพียงใด และนโยบายการระบายสต็อกข้าวของรัฐบาลที่อยู่ในระดับ 6 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งนับว่าอยู่ในเกณฑ์สูงเป็นประวัติการณ์ โดยปริมาณสต็อกข้าวนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาข้าวส่งออกของไทย นอกจากนี้ ปัญหาฝนทิ้งช่วงในประเทศไทยซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตข้าว ก็ไม่ได้สร้างความกังวลให้กับประเทศผู้นำเข้าข้าว เนื่องจากสต็อกที่อยู่ในเกณฑ์สูง ส่วนในตลาดต่างประเทศต้องติดตามสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจสร้างความเสียหายให้กับทั้งประเทศผู้ผลิตและผู้นำเข้าข้าว ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์การส่งออกข้าวของไทยเปลี่ยนแปลงไปได้ โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่คาดว่าจะกลับมาส่งออกข้าวขาวอีกครั้ง ซึ่งน่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการหลังเดือนกันยายน 2553 ทำให้การส่งออกข้าวของไทยที่เข้าไปแทนที่อินเดีย ทั้งในตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลางจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

สถานการณ์ปี’54...การแข่งขันในตลาดโลกเพิ่มความรุนแรง
จากการประเมินสถานการณ์ข้าวในตลาดโลกในปี 2553/54 คาดการณ์ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญต่อไปนี้

?ปริมาณผลผลิต กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวของโลกในปี 2553/54 เพิ่มขึ้นเป็น 459.4 ล้านตันข้าวสาร หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 4.0 จากการคาดการณ์ว่าปรากฎการณ์เอลนิโญที่ไม่รุนแรงมากนักส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวในตลาดโลกไม่มากนัก รวมทั้งการคาดการณ์ถึงภาวะมรสุมที่อยู่ในระดับปกติ ซึ่งจะช่วยให้ปริมาณการผลิตข้าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะในอินเดีย และฟิลิปปินส์ กล่าวคือ ปริมาณการผลิตข้าวของอินเดียจะกลับมาอยู่ในระดับ 99.0 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนปริมาณการผลิตข้าวของฟิลิปปินส์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 10.8 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7 เมื่อเทียบกับปีก่อน คาดการณ์ว่าประเทศผู้ผลิตข้าวสำคัญของโลก 10 อันดับแรกมีปริมาณการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีน ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าประเด็นที่จะต้องติดตาม คือ อินเดียจะกลับมาส่งออกข้าวขาวในปี 2554 หรือไม่ ส่วนสหรัฐฯคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถส่งออกได้มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าในปี 2554 ไทยอาจต้องเผชิญการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากอินเดียและสหรํฐฯ การนำเข้าข้าวของทั้งฟิลิปปินส์และจีนจะไม่ใช่ปัจจัยในการผลักดันตลาดข้าวในปี 2553 เนื่องจากปริมาณการผลิตข้าวของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ปลูกข้าวของประเทศต่างๆ

?ปริมาณการค้า คาดการณ์ว่าในปี 2554 ปริมาณการค้าข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็น 31.4 ล้านตันข้าวสาร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 โดยเฉพาะการส่งออกข้าวของสหรัฐฯ อินเดีย และปากีสถาน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการแข่งขันในการส่งออกข้าวในปี 2554 มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยสหรัฐฯจะเข้ามาแข่งขันในตลาดที่บริโภคข้าวเมล็ดยาวของไทย และไทยก็ยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนามเช่นเดิม ส่วนอินเดียและปากีสถานมีแนวโน้มจะดึงตลาดข้าวนึ่งในแอฟริกาและตะวันออกกลางกลับไป

ส่วนประเทศที่เป็นผู้นำเข้าข้าวสำคัญของโลก ในปี 2554 ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวอันดับหนึ่ง แต่คาดว่าปริมาณการนำเข้าลดลงอันเป็นผลมาจากปริมาณการผลิตข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับไนจีเรียมีแนวโน้มนำเข้าข้าวมากขึ้นในปี 2554 และจะกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวอันดับสองของโลก แต่ปริมาณการนำเข้ายังน้อยกว่าในปี 2552 ประเทศที่น่าจับตามอง คือ อิหร่านและซาอุดิอาระเบีย ที่คาดว่าจะมีปริมาณการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น

?สต็อกปลายปี คาดว่าปริมาณสต็อกข้าวปลายปี 2554 เพิ่มขึ้น เป็น 96.3 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7.0 ซึ่งนับว่าอยู่ในเกณฑ์สูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2546 โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนของปริมาณการใช้ต่อปริมาณสต็อก(Stocks-to-use) อยู่ในระดับร้อยละ 21.3 เท่านั้น เท่านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปริมาณสต็อกข้าวที่อยู่ในเกณฑ์สูง กอปรกับการแข่งขันในการค้าข้าวในตลาดโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาข้าวทั้งในตลาดโลก และตลาดในประเทศ

บทสรุป
ในปี 2553 การส่งออกข้าวของไทยเผชิญกับหลากปัญหา ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบตั้งแต่ต้นปี ทั้งจากการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม และในช่วงไตรมาส 3 ก็จะรับทราบอย่างเป็นทางการว่าอินเดียจะกลับมาส่งออกข้าวขาวหรือไม่ ซึ่งจะเพิ่มความรุนแรงในการแข่งขันในตลาดโลก เงินยูโรอ่อนค่า ทำให้กลุ่มประเทศแอฟริกาต้องซื้อข้าวไทยในราคาที่แพงขึ้น ภาวะฝนทิ้งช่วงและขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกและการกำหนดราคาประกันรายได้เกษตรกรที่อยู่ในเกณฑ์สูง ส่งผลให้ราคาข้าวส่งออกของไทยอยู่ในเกณฑ์สูง คาดการณ์ว่าในปี 2554 การส่งออกข้าวของไทยจะยังคงเผชิญปัญหาต่อเนื่อง และสภาพปัญหาอาจจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ในกรณีที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาว โดยอินเดียเป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกข้าวในตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง ส่วนปัจจัยที่น่าจะส่งผลบวก คือ ภาวะอากาศแปรปรวนที่อาจจะทำให้ปริมาณการผลิตข้าวได้รับความเสียหาย ซึ่งจะทำให้ปริมาณความต้องการข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น

Digital TV & Media

หลังจาก “ดิจิทัลทีวี” ผ่านครึ่งปีแรกของการดำเนินธุรกิจ คือเริ่มออกอากาศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มาด้วยความทะลักทุเล

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ร่วมกับ ทีเอ็นเอส เผยผลสำรวจมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลในปี 2557 และคาดการณ์ในปี 2558

Consumer Insight

ThaiCERT (ไทยเซิร์ต) ออกประกาศเตือนผู้ใช้งานระบบธนาคารออนไลน์ (Online Banking) ให้ระวังเว็บไซต์ธนาคารปลอม หลังได้รับแจ้งว่ามีลูกค้าธนาคารแห่งหนึ่ง พบหน้าเว็บไซต์หลอกหลวง หวังขโมยรหัสผู้ใช้และรหัสผ่าน

เอคเซนเชอร์ เผยเศรษฐกิจยุคใหม่กำลังจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจแบบผนึกกำลัง หรือ We Economy เหตุดิจิตอลเข้ามามีบทบาทในทุกด้าน แนะธุรกิจต้องปรับตัว และต่อยอดสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนที่คาดว่าในปี 2020 จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือมีการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในแง่ของการใช้งานของผู้บริโภค รวมไปถึงในเรื่องของการทำธุรกิจก็จะเป็นต้องใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเทรนด์ดังกล่าวมีการเติบโตอย่างมากในแถบเอเชียแปซิฟิค โดยที่ทาง บริษัทวิจัย IDC Asia/Pacific Mobility และ IDC Asia/Pacific Client Devices research บริษัทวิจัยเทรนด์ทางด้านไอที ได้สรุปเทรนด์ที่มาแรงใน 2015

Insight

ดีเดย์วันนี้ 12 มีนาคม เฟซบุ๊ก ล้างบาง “ไลค์ปลอม” ประกาศลบบัญชีแฟนเพจที่ไม่เคลื่อนไหวทิ้ง นักการตลาดขานรับ คาดยอดไลค์ลด 5-10% แต่ได้แฟนตัวจริง ธุรกิจปั่นไลค์กระเทือน ส่วนเฟซบุ๊กทำเงินเข้ากระเป๋าเพิ่ม

หลังจากที่ตลาดน้ำอัดลมของไทยมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเป๊ปซี่ ยุติความสัมพันธ์ที่เคยมีกับ “เสริมสุข” ผู้ผลิต บรรจุขวด และทำตลาดเป๊ปซี่มายาวนานถึง 58 ปี ต้องสิ้นสุดลง เป๊ปซี่ตั้งโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายเอง ยกเลิกขวดแก้ว หันมาเน้นผลิตแต่ขวด PET

จากยุคโบกแท็กซี่มิเตอร์ริมทาง มาสู่ยุคเรียกแท็กซี่ผ่านแอปฯ มือถือ “อีซี่แท็กซี่-แกร็บแท็กซี่-อูเบอร์” 3 ผู้ให้บริการจาก 3 ประเทศ บุกเข้ามาเปิดตลาดในไทย ล่าสุด “ออลไทยแท็กซี่ แท็กซี่ในฝัน “นครชัยแอร์” ที่สร้างกระแสฮือฮา จะมาเป็นจุดเปลี่ยน ปฏิวัติแท็กซี่ได้จริงหรือ

Strategic Move

งานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2015 เปิดรอบประชาชนทั่วไปแล้ว ซึ่งจะจัดไปถึงวันที่ 5 เมษายนนี้ ใครสะดวกลองหาวันเหมาะๆแวะไปเยี่ยมชมดู ส่วนใครยังไม่ว่างมาที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี ก็ดูรูปและบรรยากาศของงาน ที่มีรถอเนกประสงค์หลากรุ่นหลายแบบทั้งเพิ่งเปิดตัวใหม่และอยู่ในตลาดมาสักระยะหนึ่งแล้ว

มูจิ Muji ร้านขายเสื้อผ้าจากญี่ปุ่นที่มีสาขาหลายแห่งในประเทศไทย หากแต่ที่ญี่ปุ่น มูจิ ยังขายอาหารด้วยในนาม Muji Cafe&Meal โดยเมนูของที่นี่เป็นอาหารออร์แกนิก อาหารไม่ได้เน้นความหรูหรา หากแต่เป็น “ร้านอาหารสำหรับทุกวัน”

ตำรวจจีนเร่งตามล่า Wu Hai ซีอีโอแซดทีอี โมบาย ดีไวซ์ และรองประธานอาวุโส แซดทีอี หลังถูกกล่าวหาคดีทุจริตติดสินบนผู้บริหารระดับสูง ไชน่า ยูนิคอม ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเบอร์ 2 ของจีน ก่อนหลบหนีเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คาดขยายผลจากการจับกุม Zhang Zhijiang กรรมการผู้จัดการฝ่ายวางโครงข่าย ไชน่า ยูนิคอม เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา ตามนโยบายกำจัดคอร์รัปชันของรัฐบาลกลางจีน

Social Media Club

เครือข่ายสังคมอันดับ 1 อย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) พยายามหาทางสร้างประโยชน์จากประวัติการโพสต์ หรือข้อความโพสต์เก่าๆ ของผู้ใช้มาตลอด ล่าสุด เฟซบุ๊กตัดสินใจเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ “ออน ดีส เดย์ (On This Day)” ซึ่งจะนำภาพ หรือข้อความโพสต์ของวันนี้เมื่อหลายปีที่แล้วมาโชว์อีกครั้ง ตามสไตล์เดียวกับบริการดัง “ไทม์ฮอป (Timehop)”

พบเฟซบุ๊ก (Facebook) เปิดทดลองแอปใหม่ “Phone” ที่คาดว่าจะใช้งานร่วมกับโปรไฟล์ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ทำให้แอปดังกล่าวสามารถใช้โทร.เข้า-ออกได้ แถมยังแสดงรายละเอียดของผู้ที่โทร.เข้ามาบนหน้าจอได้ด้วย

Columnist

เป็นข่าวคราวที่สร้างกระแสและสะเทือนวงการแท็กซี่ได้พอสมควร เมื่อ “แท็กซี่” นครชัยแอร์เปิดตัวและพร้อมเริ่มให้บริการ 1 พ.ค. 2558 โดยใช้ชื่อว่า “All Thai Taxi” ใช้งบประมาณเกือบ 700 ล้าน

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

ที่เมืองจีนวันนี้ “WeChat (วีแชต)” ถือเป็นแอปแชตหนึ่งเดียวที่มีที่ในหน้าจอแรกของสมาร์ทโฟนผู้ใช้ทั่วประเทศ จากข้อมูลของ Global Web Index เผยว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา วีแชตโต 100% โดยประเทศที่ฮิตใช้แอปนี้แบบสุดๆ นอกจากจีนก็คือ มาเลเซีย ฮ่องกง อินเดีย และอินโดนีเซีย ถือเป็นสินค้าอินเทอร์เน็ตจากจีนรายแรกที่รุกได้ทั่วโลกจริงๆ

Global Wrap

ปฏิเสธไม่ได้ว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จำนวนมากต่างเฝ้ามองตลาดของจีนแผ่นดินใหญ่กันตาเป็นมัน และคาดหวังว่าจะได้มีส่วนแบ่งตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่กันทั้งสิ้น แต่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา ตลาดจีนดูจะยากแก่การเข้าถึงเกินไปเสียแล้ว

เปิดเผยดรามาภายในองค์กรก้องโลก “แอปเปิล” หลังมีข้อมูลเผยว่า ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอแอปเปิลคนปัจจุบันเคยเสนอตัวขอบริจาค “ตับ” ให้สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) อดีตซีอีโอเพื่อยื้อชีวิต

กิจกรรมปกติของห้างต่างๆ ทั่วโลกคือ จัดเทศกาลชื่อแปลกๆ เพื่อมีเป้าหมายคือ ลดราคาสินค้าและชวนคนมาเดินห้างให้เยอะขึ้น แต่ไม่ว่าจะ Midnight Sales หรือ Clearance Sales ก็แล้ว ไม่มีห้างไหนในโลกที่วันเดียวจะสร้างยอดขายได้เป็นแสนล้านบาท!

Global Trend

บริษัท ดันน์ฮัมบี้ ซึ่งเป็นบริษัทศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค สำรวจชิ้นนี้ได้ทำการวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้คนจำนวน 7 ล้านคนใน 14 ประเทศในทวีปยุโรป เอเชียและอเมริกาเหนือ พบว่า การซื้อสินค้าในร้านค้าปลีก ผ่านช่องทางที่หลากหลาย กำลังขยายตัวทั่วโลก

ในเมื่อไม่สามารถหาลูกค้าบนแท็บเล็ตแพลตฟอร์มวินโดวส์ (Windows) ได้เป็นกอบเป็นกำ เจ้าพ่อซอฟต์แวร์อย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) จึงตัดสินใจนำแอปพลิเคชันไมโครซอฟท์ออฟฟิศ หรือ Office มาติดตั้งในแท็บเล็ตซัมซุง (Samsung) และเดลล์ (Dell) โดยเป็นการเสนอในรูปแบบพรีโหลดซึ่งทำให้แอปพลิเคชันออฟฟิศถูกติดตั้งในเครื่องจากโรงงาน

รถไฟ ด่วนชินคันเซนช่วยให้การเดินทางทั่วแดนอาทิตย์อุทัยสะดวกสบายและรวดเร็ว โดยรถไฟชินคันเซนยังมีบริการชั้นพิเศษ “เฟิร์สคลาส” ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารอย่างเหนือชั้นยิ่งขึ้น

People

25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคือวันที่กูเกิลประเทศไทยประกาศต้อนรับหัวหน้าฝ่ายการตลาดคนใหม่นามว่า “ภีท นุชนาฏนนท์” สิ่งที่น่าจับตาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าภีทเป็นใคร แต่อยู่ที่ประสบการณ์ของภีทอาจจะบอกใบ้แนวทางของกูเกิลประเทศไทยในอนาคต

พลิกปูมธุรกิจ “บี เตชะอุบล” ทายาทคนโตแห่งตระกูลเตชะอุบล เจ้าของอาณาจักรคันทรี่ กรุ๊ป ผู้หาญกล้าควักเงินหมื่นล้าน ซื้อปีศาจแดง-ดำ เอซี มิลาน สโมสรฟุตบอลระดับโลกแห่งลีกอิตาลี พบเป็นและเคยเป็นผู้บริหารบริษัทไทยอยู่ 15 บริษัท โดย 5 บริษัทดำเนินกิจการอยู่ ส่วนอีก 10 เลิกกิจการไปแล้ว

บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ร้านอาหาร พิซซ่า ฮัท เปิดตัวแม่ทัพหญิง นางซาบีน่า ริกซ์วี่ รับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป พิซซ่า ฮัท ประจำประเทศไทย มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348