โครงการภาครัฐ...กระตุ้นธุรกิจก่อสร้าง

สถานการณ์การก่อสร้างของไทยเริ่มหดตัวลงในปี 2551 ต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยสาเหตุที่สำคัญเป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ นอกจากนี้ สภาวการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่เผชิญปัญหารุมเร้าหลายด้าน อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ทำให้อุปสงค์ในภาคอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนของภาคธุรกิจอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณงานก่อสร้างที่ลดน้อยลงทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐจึงเป็นสาเหตุให้ธุรกิจก่อสร้างประสบปัญหาอย่างหนัก การลงทุนในด้านการก่อสร้างภายในประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 หดตัวลงร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องติดต่อกัน 4 ไตรมาส ขณะที่แนวโน้มในไตรมาสที่ 2 ยังไม่มีสัญญาณที่ดีขึ้นมากนัก ล่าสุด รัฐบาลได้ประกาศแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งเป็นแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมมูลค่า 1.43 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ในวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเกี่ยวกับโครงการลงทุนในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งล๊อตแรกจำนวน 200,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในปีงบประมาณ 2553 พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบเกี่ยวกับแนวทางการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จำนวน 400,000 ล้านบาท โดยจะมีเงินเหลือจากการชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 100,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีรายได้สูงกว่าที่ประมาณการไว้ ส่งผลให้มีเงินเพื่อการลงทุนในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 ล้านบาท ซึ่งแผนการลงทุน และความชัดเจนดังกล่าว น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของภาคก่อสร้างในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 และโอกาสในการฟื้นตัวของธุรกิจในระยะข้างหน้า โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้

ก่อสร้างไตรมาส 2 มีแนวโน้มหดตัวน้อยลงจากการก่อสร้างภาครัฐ

การลงทุนในด้านการก่อสร้างในช่วงที่ผ่านมาของปี 2552 ลดลงทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยในส่วนของการก่อสร้างภาครัฐในไตรมาสแรกหดตัวร้อยละ 9.4 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการหดตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 แต่มีอัตราที่ชะลอลงกว่า การหดตัวลงดังกล่าวเป็นผลมาจากหน่วยงานภาครัฐชะลอโครงการลงทุนออกไป ประกอบกับยังไม่มีแผนการลงทุนโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างได้รับผลกระทบ และมีรายได้ลดลง อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 2 การก่อสร้างภาครัฐน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยการลงทุนของรัฐบาลเริ่มปรับตัวดีขึ้นถึงร้อยละ 244.4 เนื่องจากการจัดสรรงบลงทุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และงบในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง จากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 1 (SP1)

สำหรับการก่อสร้างภาคเอกชน ในด้านการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ในไตรมาส 2 น่าจะหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยในไตรมาสแรกของปี 2552 หดตัวร้อยละ 10.4 ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาการเมือง รวมทั้งอุปทานคงค้างที่ยังคงมีอยู่จำนวนมาก แม้ว่าจะมีปัจจัยบวก เช่น ราคาวัสดุก่อสร้าง และราคาน้ำมันที่ลดลงจากปีก่อน อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐก็ตาม โดยในช่วงไตรมาส 2 ภาวะตลาดที่อยู่อาศัยในเดือนเมษายนได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศ และแม้ว่าในเดือนพฤษภาคมจะพบว่าที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปรับตัวดีขึ้นมาเป็นระดับสูงที่สุดนับจากต้นปี แต่ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมซึ่งสร้างเสร็จจากโครงการที่เปิดขายมาตั้งแต่ปีก่อนๆ ที่ผ่านมา ขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่มีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นของบริษัทก่อสร้างที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทพาณิชยกรรมยังมีทิศทางลดลงต่อเนื่องในไตรมาส 2 แต่ในช่วงปลายไตรมาส เริ่มมีสัญญานที่การพัฒนาโครงการศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เริ่มกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยโครงการที่เคยประกาศแผนการลงทุนไว้เริ่มกลับมาดำเนินการก่อสร้าง เริ่มมีการลงทุนพัฒนาห้างสรรพสินค้าใหม่ และศูนย์การค้าในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ แต่โครงการต่างๆ จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง และโครงการพัฒนาใหม่ๆ อาจจะยังไม่สามารถทดแทนมูลค่าการลงทุนที่หดตัวไปอย่างมากในช่วงก่อนหน้านี้ได้ ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทอุตสาหกรรมและอื่นๆ ยังหดตัวในไตรมาสแรก ปี 2552 และคาดว่าในไตรมาส 2 จะยังคงหดต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยลบจากต่างๆ ซึ่งทำให้ความต้องการบริโภคหดตัวอย่างมาก ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุนในโครงการใหม่ ดังนั้น จึงปรับตัวโดยการลดกำลังการผลิตลง ยกเลิกสัญญาการเข้าใช้โรงงาน หรือแม้กระทั่งปิดโรงงานลง ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ปี 2552 อยู่ที่ร้อยละ 59.2 ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่อยู่ร้อยละ 69.2

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การลงทุนก่อสร้างในไตรมาส 2 ปี 2552 โดยรวมจะมีการหดตัวร้อยละ 5.5 ซึ่งมาจากการหดตัวในการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนร้อยละ 8.6 ขณะที่ภาครัฐมีการหดตัวร้อยละ 2.1

ผู้รับเหมาโครงการรัฐอาจฟื้นตัวก่อน...หากโครงการภาครัฐมีความคืบหน้า

การลงทุนภาครัฐอาจกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับธุรกิจก่อสร้าง เนื่องจากรัฐบาลได้ออกแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (Stimulus Package 2: SP2) หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งปี 2555 ซึ่งมีวงเงินรวม 1,431,330 ล้านบาท โดยบางโครงการน่าจะสามารถเริ่มต้นได้ในช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยมีแผนลงทุนในสาขาต่างๆ รวม 13 สาขา โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งผู้รับเหมาจะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสาขาการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนมากที่สุด คือร้อยละ 39.9 โครงการที่สำคัญประกอบไปด้วย ระบบรถไฟฟ้า ระบบราง ถนนไร้ฝุ่น เป็นต้น ต่อมาเป็นสาขาบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร มีสัดส่วนร้อยละ 16.7 โดยมีโครงการบำรุงฟื้นฟูระบบชลประทานเดิม ก่อสร้างฝ่าย/อ่างเก็บน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา

โครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในระยะแรกที่คาดว่าอาจเริ่มต้นได้ในช่วงปีนี้เน้นไปยังการลงทุนในโครงการขนาดเล็ก เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็ว เช่น โครงการถนนไร้ฝุ่น โครงการก่อสร้างที่เกี่ยวกับการชลประทาน สำหรับ โครงการถนนไร้ฝุ่น หรือถนนลาดยาง ซึ่งซอยแบ่งเป็นโครงการย่อยๆ รวม 901 โครงการ รวมระยะทาง 7,213 กิโลเมตร กระจายไปทั่วประเทศ สำหรับโครงการระยะที่ 1 มีระยะทาง 3,200 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 14,800 ล้านบาท ซึ่งจะเข้าสู่ขบวนการประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออคชั่น) พร้อมกันทั่วประเทศ โดยประกาศร่างเงื่อนไขสัญญาก่อสร้าง (ทีโออาร์) ในเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนี้ ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง หรือ SP2 มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับช่วงปี 2552-2553 มีมูลค่าทั้งสิ้น 424,349 ล้านบาท หากมาตรการ SP2 ถูกเร่งรัดโครงการลงทุนต่างๆ ให้มีความคืบหน้าได้ตามแผน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างขนาดเล็ก รวมทั้ง โครงการขนส่งพื้นฐานขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วง บางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งขณะนี้ได้ประกวดราคาทั้ง 3 สัญญาและเสนอความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว จะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นภาคการผลิต และการจ้างงานในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้งภาคการก่อสร้าง และหากรัฐบาลมีความชัดเจนในโครงการขนส่งมวลชนรูปแบบรางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะทำให้มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในทำเลตามแนวรถไฟฟ้ามากขึ้น

การเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อภาคการก่อสร้าง ปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองอาจทำให้เกิดความพลิกผันต่อการก่อสร้างภาครัฐ ซึ่งเป็นความหวังจะช่วยพลิกฟื้นภาคก่อสร้างโดยรวมในครึ่งปีหลังนี้ แต่หากเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือเหตุการณ์ความรุนแรงดังเช่นช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และที่สำคัญเหตุการณ์ดังกล่าวจะกระทบต่อการก่อสร้างภาครัฐ ซึ่งโครงการลงทุนก่อสร้างที่ได้วางแผนไว้อาจจะต้องเลื่อนออกไป ความเสี่ยงดังกล่าวอาจมีผลต่อสถานะของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะปัญหาด้านสภาพคล่อง อีกทั้งสถาบันการเงินยังอาจเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

โครงการเอกชน...ตลาดพาณิชยกรรมกระเตื้อง ตลาดที่อยู่อาศัยยังซบเซา

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทพาณิชยกรรม ธุรกิจค้าปลีกได้เริ่มกลับมาลงทุนขยายสาขาในรูปแบบต่างๆ เช่น การขยายสาขาขนาดใหญ่ ศูนย์กระจายสินค้า การกลับมาดำเนินการในโครงการที่เคยประกาศแผนการลงทุนไว้ การปรับปรุงศูนย์การค้าเก่า และการพัฒนาห้างสรรพสินค้าใหม่ รวมทั้ง ศูนย์การค้าในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรุกขยายสาขาในรูปแบบดิสเคานท์สโตร์ซึ่งมีขนาดเล็กลง และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งสามารถจะเปิดสาขาได้รวดเร็ว และเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้มากกว่าสาขาขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง และเพื่อเป็นการปรับตัวรองรับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. ...ซึ่งอาจมีการควบคุมการลงทุนของกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ และกลุ่มร้านสะดวกซื้อ เช่น ต้องขออนุญาติเพื่อขยายสาขา และการจำกัดบริเวณที่ตั้งสาขา อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของการก่อสร้างในภาคพาณิชยกรรมยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

ตลาดที่อยู่อาศัยยังมีการเปิดตัวโครงการใหม่ไม่มาก ปัญหาอุปทานบ้านรอขายที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีโครงการเกิดใหม่ไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความชำนาญ และมีเงินทุนที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ส่งผลบวกคือ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาสแรกของปี 2552 ซึ่งหดตัวถึงร้อยละ 7.1 และอาจเริ่มเห็นแนวโน้มการฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญานเริ่มดีขึ้น รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์บางมาตรการจะสิ้นสุด ณ สิ้นปี 2552 อาจจะทำให้ผู้ประกอบการเร่งก่อสร้างโครงการที่มีอยู่ รวมทั้ง ทำการตลาดมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเร่งให้ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยภายในปีนี้ นอกจากนี้ ต้นทุนในการลงทุนด้านก่อสร้างยังอยู่ในระดับต่ำ โดยราคาวัสดุก่อสร้าง และราคาน้ำมันยังปรับตัวไม่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2551 แต่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะจากการลงทุนก่อสร้างของภาครัฐจำนวนมาก นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นได้ในช่วงปีข้างหน้า เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัวขึ้น แนวโน้มภาวะตลาดที่มีทิศทางที่ดีขึ้นนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีความเชื่อมั่นดีขึ้น ซึ่งเห็นได้จาก ดัชนีจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยประจำไตรมาส 2 ปี 2552 รวมทั้ง ดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) ได้ปรับตัวดีขึ้น

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทอุตสาหกรรม และอื่นๆ คาดว่าจะยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน อีกทั้งภาคอุตสาหกรรมยังมีกำลังการผลิตเหลืออยู่อีกมาก อย่างไรก็ดี การลงทุนจากต่างประเทศ เริ่มมีความเคลื่อนไหวในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากบีโอไอ นอกจากนี้ ยังมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามายังประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มสินค้าผู้บริโภคประเภทผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การเริ่มโครงการเพื่อขยายโรงงาน อาจจะต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากยังมีอัตราการผลิตที่เหลืออยู่ อีกทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคที่จะกลับมาขยายตัวเท่ากับในอดีต อาจจะต้องอาศัยการฟื้นตัวของการจ้างงาน เพื่อจะส่งผลต่อความต้องการสินค้า

ปัจจัยเสี่ยงสำหรับธุรกิจก่อสร้างคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย อาจยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการลงทุนของธุรกิจ ขณะที่สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 อาจส่งผลรุนแรงต่อการทำกิจกรรมนอกบ้าน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ แนวโน้มการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน เหล็ก ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อภาระรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภค และทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และการก่อสร้างโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างในระยะข้างหน้าได้ ขณะเดียวกัน สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่สูงนัก อาจมีการชะลอเปิดโครงการใหม่ จากผลของการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้การส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การก่อสร้างในครึ่งหลังปี 2552 โดยรวม น่าจะมีการหดตัวอยู่ระหว่างร้อยละ 3.5-7.4 จากที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 5.5-8.8 ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งส่งผลให้ทั้งปีจะมีการหดตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.5-8.1 โดยการลงทุนก่อสร้างภาครัฐจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจก่อสร้างดีขึ้น คาดว่าจะมีการหดตัวในช่วงครึ่งปีหลังที่ร้อยละ 0.2-6.7 จากร้อยละ 3.4-8.2 ในครึ่งปีแรก ส่งผลให้การลงทุนก่อสร้างภาครัฐทั้งปีจะหดตัวที่ระดับร้อยละ 1.6-7.4 สำหรับการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนครึ่งปีหลังหดตัวอยู่ที่ร้อยละ 7.0-8.1 จากที่คาดว่าหดตัวร้อยละ 7.4-9.4 ในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ทั้งปีหดตัวที่ร้อยละ 7.2-8.7

สรุปและข้อคิดเห็น

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์แนวโน้มการก่อสร้างในช่วงครึ่งปีหลัง 2552 ว่าโดยรวมจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยมีการหดตัวที่ชะลอลง โดยเฉพาะหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (SP2) หรือแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะพลิกฟื้นธุรกิจก่อสร้างให้กลับมากระเตื้องขึ้น ซึ่งมาตรการนี้ในระยะแรกจะเน้นที่โครงการขนาดเล็ก ซึ่งจะทำให้สามารถดำเนินการได้ในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้การก่อสร้างภาครัฐอาจเริ่มฟื้นตัวก่อน ตามมาด้วยการก่อสร้างประเภทพาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และอื่นๆ ที่จะมีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับจากปัจจัยบวกต่างๆ สำหรับโครงการที่สำคัญๆ ใน SP2 นี้ ได้แก่ โครงการถนนไร้ฝุ่น ที่ทำการซอยเป็นโครงการก่อสร้างย่อยๆ เพื่อกระจายไปยังทั่วประเทศ จะส่งผลดีก่อผู้รับเหมาท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีโครงการเกี่ยวกับชลประทาน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีเม็ดเงินจำนวนมากไหลสู่ภาคก่อสร้าง คือ โครงการขนส่งมวลชนอาจจะสามารถเริ่มได้ในปลายปี 2552 โดยเฉพาะ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วง บางใหญ่-บางซื่อ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกอื่นๆ เช่น แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ คาดการณ์ราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคตอาจเร่งการตัดสินใจซื้อและลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ การย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติและมาตรการส่งเสริมการลงทุน อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคก่อสร้าง เสถียรภาพทางการเมืองจึงเป็นตัวแปรความเสี่ยงที่สำคัญยิ่งที่อาจทำให้โครงการก่อสร้างของรัฐต้องเลื่อนออกไป ซึ่งจะส่งผลให้การก่อสร้างอาจไม่ฟื้นตัวดังที่คาด สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ปัญหาการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ

โดยภาพรวมคาดว่าในครึ่งหลังปี 2552 การก่อสร้างภาคเอกชนจะหดตัวร้อยละ 7.0-8.1 จากที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 7.4-9.4 ในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนการก่อสร้างภาครัฐอาจจะหดตัวร้อยละ 0.2-6.7 ดีขึ้นกว่าในครึ่งปีแรกที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 3.4-8.2 ทำให้ทั้งภาคก่อสร้างมีการลงทุนหดตัวร้อยละ 3.5-7.4 สำหรับทั้งปีแล้ว คาดว่า การก่อสร้างภาคเอกชนจะยังหดตัวที่ร้อยละ 7.2-8.7 จากที่หดตัวร้อยละ 0.2 ในปี 2551 ขณะที่การก่อสร้างภาครัฐหดตัวร้อยละ 1.6-7.4 ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจก่อสร้างหดตัวร้อยละ 4.5-8.1 จากที่หดตัวร้อยละ 5.0 ในปี 2551

สำหรับกลยุทธ์ของผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้าง ปริมาณการก่อสร้างภายในประเทศในครึ่งปีหลัง แม้ว่าอาจจะยังไม่ฟื้นตัวขึ้นได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกต่างๆ อาจช่วยสนับสนุนความต้องการที่อยู่อาศัยได้ในระดับหนึ่ง การเจาะตลาดในกลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ยังมีความต้องการซื้อในตลาด จึงอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้รับเหมาโครงการภาคเอกชน นอกจากนี้ การที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวออกไปต่างจังหวัด โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ๆ มากขึ้น ประกอบกับโครงการลงทุนของรัฐที่จะกระจายไปทั่วประเทศ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีขึ้นสำหรับผู้รับเหมารายย่อยในพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศ และการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ มีโครงการลงทุนในด้านก่อสร้างเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการก่อสร้างขนาดใหญ่ในการหาโอกาสออกไปรับงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่มีโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งตลาดที่น่าสนใจ เช่น ประเทศพื้นบ้านในแถบอินโดจีน (ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) แถบเอเชียใต้ ภูมิภาคตะวันออกกลาง (ดูไบ) และแอฟริกา ขณะที่ภาครัฐ นอกเหนือจากการเร่งผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ให้คืบหน้าตามแผนแล้ว อาจพิจารณาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหา โดยอาจช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ขยายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้บริโภค โดยอาจจะใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเป็นกลไกเพื่อทำการริเริ่ม นอกจากนี้ยังอาจจะสนับสนุนผู้ประกอบการให้ไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีโอกาสที่จะมีการก่อสร้างจำนวนมาก โดยรัฐอาจจะให้ความรู้ ให้สิทธิพิเศษต่างๆ และอำนวยความสะดวกในการลงทุนแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขยายตลาดของธุรกิจก่อสร้างไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมนักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ โดยใช้มาตรการภาษี การสร้างความสะดวก และจัดตั้งกองทุนให้เงินกู้ เพื่อสนับสนุนนักธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศและนำกำไรเข้าประเทศ

Digital TV & Media

หลังจาก “ดิจิทัลทีวี” ผ่านครึ่งปีแรกของการดำเนินธุรกิจ คือเริ่มออกอากาศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม มาด้วยความทะลักทุเล

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

ทีวีดิจิทัล ทยอยเปิดตัวผังรายการ และแผนการตลาด ล่าสุดเป็นคิวของ “พีพีทีวี เอชดี” (PPTV HD) ได้ออกมาเปิดเผยถึแผนการดำเนินงานในปีนี้ เพิ่มรายการบันเทิง เกมส์โชว์ เรียลิตี้โชว์ และละครไทย 8-10 เรื่อง ใช้เงินเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท

Consumer Insight

ปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการ มายด์แชร์ ประเทศไทย คาดการณ์ “เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคปี 2558” มี 5 เทรนด์ที่ต้องจับตา

ผลวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทย ของบริษัท ดันน์ฮัมบี้ ล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยหันมาซื้อสินค้าโดยใช้ปัจจัยด้านความสะดวกซื้อ และซื้อในแต่ละครั้งจะซื้อสินค้าจำนวนไม่มาก

Insight

เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน บริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารการตลาดระดับโลกในเครือดับบลิวพีพี กรุ๊ป ได้พยากรณ์ทิศทางการตลาด“10 Years of 10 Trends” หรือ 10 แนวโน้มที่จะส่งผลในระดับมหภาคที่สำคัญที่สุด ที่จะหล่อหลอมพฤติกรรมและทัศนคติทางสังคมรวมไปถึงจะกำหนดทิศทางธุรกิจในปัจจุบัน

ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าโลกยุคนี้แทบทุกคนผูกติดอยู่กับการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะสืบหาข้อมูล ซื้อขายสินค้า หรือสนทนาทั่วไป ฯลฯ ล้วนทำบนโลกออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของแต่ละบุคคลนั้นสามารถบ่งบอกบุคลิกของคนคนนั้นได้อย่างดี

1. อนาคตกับการรับชมแบบสตรีม ในปี 2015 จะเป็นปีสำคัญที่ผู้คนจะชมวีดีโอจากการสตรีมเป็นรายสัปดาห์มากกว่าการดูรายการทีวีตามผังรายการ

Strategic Move

“แฟนต้าไทย” ติดอันดับขายดีที่ 4 ของโลก ครองแชมป์ต่อเนื่องตลาดน้ำสีเมืองไทย เปิดตัว “แฟนต้า ไอซ์ซี่ เลมอน ไลม์” นำเทรนด์สุดจี๊ดชูคอนเซ็ปต์ “มะนาว ดี

หลังจากที่ "เอฟ แอนด์ เอ็น (F&N)" ได้ทำการซื้อลิขสิทธิ์ธุรกิจ "นมน้ำ" แบรนด์เนสท์เล่เมื่อปี 2550 ด้วยมูลค่าดีล 3,100 ล้านบาท ทำให้ธุรกิจนมน้ำ และนมกระป๋องของเนสท์เล่ในแบรนด์ คาร์เนชั่น ตราหมี ตราหมีโกลด์ และไมโล ถูกโอนมาให้ทางเอฟ แอนด์ เอ็น เป็นผู้ผลิต และจัดจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียน

นับเป็นกระแสที่เกิดขึ้นกับตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก เมื่อแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากประเทศจีน ต่างกำลังยึดครองส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องหลังจากที่แบรนด์เหล่านั้นเริ่มแข็งแรงขึ้น และพร้อมที่ทำการตลาดระดับโลก เพื่อครองตำแหน่งผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนแซงหน้าแบรนด์จากเกาหลี

Social Media Club

เครือข่ายสังคมข้อความสั้น “ทวิตเตอร์ (Twitter)” ขยายขีดความสามารถของตัวเองด้วยการเพิ่มคุณสมบัติส่งข้อความกลุ่มหรือ group message พร้อมกับการเปิดใ

เครือข่ายสังคมอันดับ 1 ของโลกอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) ออกมาปฏิเสธว่าวิกฤติบริการล่มทั่วโลกนานกว่า 45 นาทีเมื่อบ่ายวันอังคารที่ 27 มกราคมที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทยนั้นไม่ได้เกิดจากการถูกเจาะระบบของกลุ่ม ‘Lizard Squad’ อย่างที่มีการกล่าวอ้าง โดยบอกว่ามีความผิดพลาดในการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าระบบภายในของเฟซบุ๊กเอง ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้ชั่วขณะหนึ่ง

Columnist

เมื่อถึงยุคที่ธุรกิจต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในประเทศ (Internal Factors) หรือ ภายนอกประเทศ (External Factors)

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

ที่เมืองจีนวันนี้ “WeChat (วีแชต)” ถือเป็นแอปแชตหนึ่งเดียวที่มีที่ในหน้าจอแรกของสมาร์ทโฟนผู้ใช้ทั่วประเทศ จากข้อมูลของ Global Web Index เผยว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา วีแชตโต 100% โดยประเทศที่ฮิตใช้แอปนี้แบบสุดๆ นอกจากจีนก็คือ มาเลเซีย ฮ่องกง อินเดีย และอินโดนีเซีย ถือเป็นสินค้าอินเทอร์เน็ตจากจีนรายแรกที่รุกได้ทั่วโลกจริงๆ

Global Wrap

กิจกรรมปกติของห้างต่างๆ ทั่วโลกคือ จัดเทศกาลชื่อแปลกๆ เพื่อมีเป้าหมายคือ ลดราคาสินค้าและชวนคนมาเดินห้างให้เยอะขึ้น แต่ไม่ว่าจะ Midnight Sales หรือ Clearance Sales ก็แล้ว ไม่มีห้างไหนในโลกที่วันเดียวจะสร้างยอดขายได้เป็นแสนล้านบาท!

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

Global Trend

สำนักข่าวซินหวาของทางการจีน รายงาน (26 ม.ค.) อ้างศูนย์ข้อมูลสารสนเทศและเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจีน (CNNIC) ระบุจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตภายในประเทศ ปี 2557 อยู่ที่ 648 ล้านราย โดยเพิ่มขึ้น 30 ล้านรายนับจากสิ้นปี 2556

Skyscanner เสิร์ชเอ็นจิ้น และแอพพลิเคชั่นค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก เผย

แอปเปิล (Apple) แบรนด์อันดับหนึ่งของโลกเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัท (ตุลาคม - ธันวาคม 2014) โดยมียอดกำไรสุทธิมากเป็นประวัติการณ์ถึง 18,000 ล้

People

บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ร้านอาหาร พิซซ่า ฮัท เปิดตัวแม่ทัพหญิง นางซาบีน่า ริกซ์วี่ รับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป พิซซ่า ฮัท ประจำประเทศไทย มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ด้วยจำนวนยอดกดไลค์ 165,278 คน และ Talk about this ที่มีอยู่ถึง 398,828 คือสถิติล่าสุดในบ่ายวันที่ 4 มิถุนายน ของเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ที่ใช้ชื่อว่า “jaytherabbitofficial” เป็นสถิติที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับเฟซบุ๊กที่มีสัญลักษณ์ การ์ตูนกระต่าย ที่มาพร้อมกับข้อความจิกๆ กัดๆ ปนฮา เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348