“นกแอร์” ปีกหัก

เพียงแค่ 2 เดือน คือช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน 2551 นกแอร์ขาดทุนไปแล้ว 104 ล้านบาท จากพิษน้ำมันที่ราคาพุ่งขึ้นมาแตะเกือบ 150 เหรียญสหรัฐ ลบกำไรและความหวังที่มีมาตลอด 3 ปี ว่า “นกแอร์” จะเป็น Fighting Brand ของการบินไทยรักษาฐานลูกค้าอีกกลุ่มนี้ในตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ แต่สภาพวันนี้ไม่ต่างอะไรกับ “นก” ที่ปีกหักไปแล้วข้างหนึ่ง ขณะที่บริษัทแม่อย่างการบินไทยในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 39% เองก็ยังแทบเอาตัวไม่รอด

เวลานี้ “นกแอร์” จึงต้องบินด้วยตัวเอง ทั้งการเลือกเฉือนเนื้อเพื่อรักษาชีวิต ยกเลิกเส้นทาง ลดเที่ยวบิน การขึ้นค่าตั๋วโดยสาร โดยไม่ต้องรอว่าการบินไทยจะขึ้นค่าตั๋วไปแล้วหรือไม่ และการเตรียมที่จะซื้อประกันความเสี่ยง “น้ำมัน” (Hedge) ด้วยตัวเอง พร้อมกับถึงเวลาทบทวน Positioning อย่างชัดเจนว่าจะเป็นแอร์ไลน์แบบใด และเพื่อกลุ่มเป้าหมายใด โดย “การบินไทย” ส่งผู้บริหาร และมือการเงินอย่าง “วิชิต สุรพงษ์ชัย” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะกรรมการการบินไทยเข้ามาดูแลบริหารจัดการ “นกแอร์” อย่างใกล้ชิด

กลางเดือนกรกฎาคม 2551 “พาที สารสิน” ในฐานะซีอีโอ ให้สัมภาษณ์ POSITIONING บอกว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะพฤษภาคม-มิถุนายน เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดของสายการบิน “ทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมด ราคาน้ำมันเป็นตัวหลักทำลายธุรกิจ”

นี่คือประโยคที่ผู้บริหารแอร์ไลน์ต่างพูดซ้ำกันอย่างอัตโนมัติ

“พาที” บอกว่าในฐานะผู้บริหารสายการบินวันนี้ เขาต้องเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยคิดเส้นทางบินใหม่ หรือแง่มุมทางการตลาดใหม่ๆ มาใช้ ทุกวันนี้เขาตื่นขึ้นมาตี 3 ตี 4 เขาต้องเปิดทีวีดูช่อง CNBC เพื่อดูรายงานราคาน้ำมันเป็นสิ่งแรก

“สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็น Drama ทำให้ต้องคิดตลอด ตื่นมาก็คิด พอดูหนังจบก็ต้องคิด” นี่คือสภาพที่เขาบอกว่ามีความ “หนักที่หัวสมอง” และไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอ

แต่นี่คือ “กระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นในชีวิตการทำงาน” สำหรับ “พาที” วันนี้ ยังพยายามให้ “นกแอร์” บินต่อ แม้ต้องถอยหลังออกมาอีกหลายก้าว เพื่อเร่งแก้ไขจุดอ่อน ด้วยความหวังว่า “แบรนด์นกแอร์” ยังอยู่พร้อมกับธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต

เร่งสกัด “จุดอ่อน”

สภาพ “นกแอร์” ที่บาดเจ็บ “พาที” สรุปว่าน้ำมันคือปัจจัยหลัก และความรู้สึกของคนที่ไม่อยากบิน จากสภาพเศรษฐกิจและการเมือง จนแต่ละเที่ยวบินมีรายได้ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย และทำให้นกแอร์ต้องทบทวนจุดอ่อนที่ผ่านมา แล้วพบว่า การพึ่งพิงการจัดการต้นทุนเรื่องน้ำมันกับการบินไทยอาจไม่ใช่ผลดี และการอยู่ใน Positioning ที่ขึ้นราคาตั๋วไม่ได้สะดวก ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอ

1 .ไม่ได้ Hedge น้ำมันด้วยตัวเอง แต่พึ่งพิงกับนโยบายการ Hedge น้ำมันของการบินไทย ที่ทำเพียงประมาณ 20-30% เท่านั้น หากเทียบกับโลว์คอสต์แอร์ไลน์ที่เป็นคู่แข่งอย่างแอร์เอเชียแล้วมีการ Hedge ถึง 100%
ปัญหานี้ “พาที” บอกว่าเตรียมที่จะ Hedge ด้วยตัวเอง แต่ด้วยสภาพราคาน้ำมันที่ผันผวนเช่นนี้ ยังไม่รู้ว่าจะมีสถาบันการเงินใดรับหรือไม่

2. การขึ้นราคาตั๋วไม่ได้มาก แม้ต้นทุนน้ำมันจะสูงขึ้น จากที่เคยเป็นต้นทุนประมาณ 30% ของต้นทุนทั้งหมด ขึ้นมาเป็น 50% แม้จะเป็นจัดอยู่กลุ่มโลว์คอสต์แอร์ไลน์ แต่ด้วยการที่วาง Positioning อยู่กึ่งกลาง ระหว่างโลว์คอร์ส “ไทยแอร์เอเชีย” แต่ก็ไม่หรูเท่าสายการบินเต็มรูปแบบอย่าง “การบินไทย”

นกแอร์ จึงมีบริการที่แตกต่างจากไทยแอร์เอเชีย เช่น การให้สิทธิระบุที่นั่ง การใช้อุปกรณ์ และเครื่องไม้เครื่องมือของการบินไทย ตั้งแต่เครื่องบิน จนถึงการซ่อมบำรุง การมีที่นั่ง Business Class ซึ่งแต่ละจุดเป็นต้นทุนที่มากกว่า

ขณะเดียวกันหากการบินไทยยังไม่ขึ้นราคาตั๋ว “นกแอร์” ที่เคยมีราคาตั๋วถูกกว่าการบินไทย ก็ไม่สามารถขึ้นได้ เพราะหากแพงกว่า ผู้โดยสารย่อมเลือก “การบินไทย” มากกว่า และที่สำคัญการขายตั๋วล่วงหน้า 3 เดือน โดยที่ในเวลาต่อมาน้ำมันขึ้นราคา ก็เป็นภาระของสายการบิน เพราะไม่สามารถตามไปเก็บผู้โดยสารได้เมื่อถึงเวลาที่เขามาบิน

ณ วันนี้ “นกแอร์” ได้ปรับค่าโดยสารขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังคงรักษาความต่างของราคาระหว่างไทยแอร์เอเชีย และการบินไทย เฉลี่ยประมาณ 300 บาท หรือบางเส้นทางอาจพอๆ กับการบินไทยไปแล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาทต่อเที่ยว และ 2,800-2,900 บาท แบบที่สามารถเปลี่ยนวันเดินทางได้ ทำให้ขณะนี้มีกำไรจากการขายตั๋วเฉลี่ย 250 บาทต่อที่นั่ง

3. เปิดเส้นทางบินผิดจังหวะ เส้นทางบินในประเทศอาจไม่เป็นปัญหามากนักสำหรับ “นกแอร์” แต่สำหรับเส้นทางบินระหว่างประเทศเป็นบทเรียนสำคัญทำให้รู้ว่า ถ้าผิดจังหวะ ก็เจ็บหนักแน่นอน

พฤษภาคม 2550 นกแอร์เปิดบินกรุงเทพ-บังกาลอร์ อินเดีย และเดือนตุลาคม 2550 เปิดบินกรุงเทพ-ฮานอย ในขณะนี้ราคาน้ำมันเริ่มไต่ขึ้นมาใกล้ๆ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะมีอัตราบรรทุกผู้โดยสาร Load Factor) กว่า 80% แต่ก็สู้ต้นทุนน้ำมันไม่ได้

ในที่สุด “นกแอร์” ก็ต้องพับปีกหยุดบินทั้งสองเส้นทาง พร้อมกับสิ่งที่ “พาที”รู้ว่า “ธุรกิจสายการบินนั้นจังหวะในการเปิดสำคัญ จังหวะผิด ก็เจ็บเหมือนกัน”

เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าใครถามเรื่องการขยายเส้นทางบิน “พาที” บอกว่า “Forget it เลย ผมบอกได้เลยว่าไม่จำเป็นต้องขยาย ถ้าเร็วเกินไปอาจมีปัญหา เพราะฉะนั้นคนที่มีเครื่องบินเยอะตอนนี้จะเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ หลายคนมีมากกว่าเราเยอะ เราถือว่าได้เปรียบ เพราะเครื่องบินเราน้อยกว่า”

หยุดบิน ลดเงินเดือน ขายประกัน

หนทางแก้ไขสำหรับ “นกแอร์” คือการหยุดบินบางเส้นทาง และลดเที่ยวบินประมาณ 35% เลือกบินเฉพาะเส้นทางที่คุ้มทุนจริงๆ ซึ่งเป็นปลายทางจังหวัดหลักๆ เช่น เชียงใหม่ และยกเลิกเส้นทางบินต่างประเทศทั้งหมดที่เปิดไว้ 2 จุด คือ กรุงเทพ-ฮานอย และกรุงเทพ-บังกาลอร์ แต่ก็มีปัญหาเพิ่มขึ้น คือ เครื่องบินที่มีอยู่ถึง 9 ลำ แม้จอดไว้เฉยๆ ก็มีต้นทุน

9 ลำเป็นเครื่องที่เช่าจากการบินไทย 4 ลำ และเช่าจากต่างชาติ 5 ลำ เฉลี่ยค่าเช่าลำละ 4-5 ล้านบาทต่อเดือน “นกแอร์” คืนต่างชาติ 5 ลำ และเลือกเสียค่าปรับบางส่วน และเช่าของการบินไทยต่ออีก 4 ลำ โดยใช้บิน 3 ลำ อีก 1 ลำเป็นเครื่องบินสำรอง เพราะถึงอย่างไรการบินไทยก็เป็นบริษัทแม่ ที่ “นกแอร์” ยังต้องพึ่งพิงในการบำรุงรักษาอยู่

ส่วนระบบการจัดการในบริษัทที่มีพนักงานอยู่ 999 คน ถูกลดเงินเดือนบางส่วน โดยเฉพาะระดับผู้บริหารถูกลด 25% และเออรี่รีไทร์บางส่วน แต่ไม่มาก สำหรับลูกเรืออย่าง “แอร์โฮสเตส” มีประมาณ 100 คน ได้ร่วมมือกับบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต เพื่อให้ “แอร์” ขายประกันบนเครื่องบิน เพื่อให้บริษัทประกันเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้ “แอร์”

นี่คือสิ่งที่ “พาที” บอกว่าเป็นวิธีการรักษาบุคลากรอย่างดีที่สุด เพราะคนเหล่านี้บริษัทมีต้นทุนในการ “เทรน” และเชื่อว่าธุรกิจการบินมีวงจรทั้งฟื้นและซบเซา ขณะนี้เป็นช่วงที่ย่ำแย่ แต่เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วสายการบินก็มีพนักงานเหล่านี้พร้อมให้บริการทันที

ความเชื่อของ “พาที” คือธุรกิจสายการบินมีอนาคตอยู่แล้ว เพราะสายการบินเป็น Commodity ชนิดหนึ่ง ตราบใดที่คนยังต้องการบินอยู่ ก็มีแอร์ไลน์มารองรับ

“4 ปีที่ผ่านมาเป็น Cycle Down Turn ที่ค่อนข้างรุนแรง ดิ่งเลยทีเดียว ตอนนี้ต้องพยายามประคองให้อยู่รอด และตราบใดที่เรายังขึ้นราคาได้ก็ยังได้เรื่อยๆ”

อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อนั้น “พาที” บอกว่า ยังเชื่อว่าจะเห็น Up Turn ของสายการบิน แต่เพื่อความปลอดภัย ตอนนี้ต้องเริ่มแตกขยายไปหาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง อย่างโรงแรมต้นทุนต่ำ แบบ Budget Hotel หรือแม้แต่ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ ที่แตกออกอย่างสุดขั้ว เพราะแนวคิดทำธุรกิจแบบ 1 egg in 1 Basket เสี่ยงเกินไป ควรมีธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อที่ว่าธุรกิจใดอยู่ในช่วงขาลง ก็ยังมีธุรกิจอื่นที่ทดแทนได้ อย่างโมเดลของเวอร์จิ้นแอร์ไลน์ ของ “ริชาร์ด แบรนสัน” นักธุรกิจชาวอังกฤษ ที่ทำธุรกิจตั้งแต่สายการบินไปจนถึงธุรกิจเพลง และสื่อสาร

สำหรับ “นกแอร์” วันนี้แม้จะเจ็บหนัก แต่ยังบินได้ “พาที” บอกว่าส่วนหนึ่งเพราะผลของการสร้างแบรนด์ ช่วงนี้ เป็น Down Trend ทำให้ลูกค้าคิดว่าจะบินหรือไม่บิน และจะเลือกบินกับใคร เป็นสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดวันนี้ ทำให้ “นกแอร์” เป็นทางเลือกของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เราทำตลาดได้ดีพอสมควรใน 4 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้หักไป ปีกหนึ่ง ยังเหลืออีกปีกหนึ่ง ถือว่าเราสร้างแบรนด์ วาง Positioning ได้ดีพอสมควรว่าเราเป็นใครทำอะไรมา คือใจของเรา มี Passion ทำให้เราสามารถยืนได้ต่อ ไม่ใช่เดินหายไป นกแอร์เป็นทีมที่ค่อนข้าง Passion พอสมควร มีบางคนรู้สึกอยู่ใน Under Pressure เหมือนกัน แต่ภาพใหญ่คือ มี Passion ตลอดเวลา

การบินไทยทั้งเสริมทั้งสกัด

ความง่อนแง่นของ “นกแอร์” ไม่เพียงแต่เผชิญศึกวิกฤตน้ำมันเท่นั้น แต่เพราะมีการบินไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 39% ในด้านหนึ่งคือความได้เปรียบ ที่สามารถชูจุดขายมาตรฐานการบินไทยได้ แต่อีกด้านหนึ่งคือ “นกแอร์” มาชิงส่วนแบ่งตลาดในบางเส้นทางของการบินไทย

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา “นกแอร์” ยังต้องเผชิญกับภาวะกดดันตลอดเวลาว่าการบินไทยจะยุบ “นกแอร์” หรือไม่ ในมุมของ “พาที” ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ 5% ด้วยนั้น บอกว่า การปิดนกแอร์จะมีผลกระทบมากกว่าการไม่ปิด และจริงๆ แล้วการบินไทยถือหุ้น 39% แต่ยังมีผู้ถือหุ้นอื่นๆ อีก การปิดคงต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นอื่นด้วย

แม้รัฐบาลเคยมีแผนให้การบินไทยตั้งสายการบินลูกมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่สำเร็จ เพราะคนการบินไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อ “ไทยแอร์เอเชีย” เริ่มบิน ผู้โดยสารเลือกไปโลว์คอสต์แอร์ไลน์มากขึ้น ทำให้ “นกแอร์” เกิดขึ้นเป็น Fighting Brand ให้การบินไทย

สำหรับวันนี้ เมื่อบัญชีของการบินไทยปรากฏว่า มีผลขาดทุนประมาณ 200 ล้านบาท จากการถือหุ้นในนกแอร์ ยิ่งทำให้อนาคตของ “นกแอร์” ไม่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

รายชื่อผู้ถือหุ้นนกแอร์

รายชื่อผู้ถือหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น
การบินไทย จำกัด (มหาชน) 39%
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 10%
ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) 10%
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 10%
ทุนลดาวัลย์ จำกัด 6%
กองทุนเปิด ไทยทวีทุน 5%
คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 5%
นาย พาที สารสิน 5%
นาย ศุภพงษ์ อัศวินวิจิตร 5%
หลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด 5%
รวม 100%

เส้นทางบินปัจจุบัน “นกแอร์” (จุดบินปลายทางที่เลิกบินคือ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี เชียงราย อุบลราชธานี กระบี่ เส้นทางต่างประเทศ บังกาลอร์ และฮานอย)
กรุงเทพ-เชียงใหม่
กรุงเทพ-อุดรธานี
กรุงเทพ-นครราชสีมา
กรุงเทพ-ตรัง
กรุงเทพ-หาดใหญ่

Timeline นกแอร์

ปี 2547 กุมภาพันธ์
-ก่อตั้งสายการบิน “นกแอร์” ภายใต้บริษัท สกายเอเชีย จำกัด (Sky Asia Ltd.)

มีนาคม
-ทำแคมเปญที่ดึงความสนใจ เป็น “เรียลลิตี้โชว์ นกฮันท์” คัดเลือกแอร์โฮสเตส

กรกฎาคม
-สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดสายการบิน
นกแอร์อย่างเป็นทางการ
-เปิดบินเส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ และกรุงเทพ-อุดรธานี

ปี 2548 เมษายน
-สายการบินต้นทุนต่ำประกาศเรื่องค่าธรรมเนียมน้ำมันในอัตรา 200 บาท และอัตรา 400 บาท (ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ ของแต่ละจุดหมายปลายทาง)

ธันวาคม
-ลดค่าธรรมเนียมน้ำมัน เป็นสายการบินแรกของโลก จากราคา 300 บาท ต่อที่นั่ง เหลือเพียง 200 บาท ต่อที่นั่ง (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ปี 2549 มกราคม
-เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัทสายการบินนกแอร์ จำกัด

เมษายน
-นกแอร์ เพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันจาก ราคา 200 บาท ต่อที่นั่ง ขึ้นเป็น 300 บาท ต่อที่นั่ง
-ทำเอ็มวีโปรโมต โดยมีผู้บริหารแสดง ร้อง เล่นเต้นเองชุด “ไปทะเลกันดีกว่า”

ปี 2550
-พฤษภาคม
เปิดเส้นทางกรุงเทพ-บังกาลอร์ อินเดีย

-กรกฎาคม
นกแอร์ฉลองครบรอบ 3 ปี ด้วยโปรโมชั่น “3 ขวบ 3 บาท” จำนวน 33,000 ที่นั่ง

-ตุลาคม
เปิดเส้นทางบินกรุงเทพ-ฮานอย

ปี 2551 พฤษภาคม-มิถุนายน
-วิกฤตน้ำมันทำให้ขาดทุนภายใน 2 เดือนถึง 104 ล้านบาท
-เริ่มยกเลิกเส้นทางบิน ลดเที่ยวบิน และลดเงินเดือนพนักงาน

Digital TV & Media

ทีประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช) มีมติ “ไม่ทบทวน” ตามที่ประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือ ช่อง 3 ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอทบทวนมติของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์(กสท.) ที่กำหนดให้โครงข่ายทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ต้องยุติการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อก ภายใน 15 วัน

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ระบุว่า (วันที่ 15 ก.ย. 2557) มี 16 บริษัทผ่านการรับรองเป็นผู้ผลิตกล่องดิจิตอลทีวี แล้ว 16 ราย จากที่ยื่นมา 35 ราย

แบรนด์ที่ใช้สื่อโฆษณาสูงสุดในเดือนตุลาคม 2557 อันดับ 1 เป็นของ วาสลีน บอดี้ สกินแคร์ ด้วยงบซื้อโฆษณา 79 ล้านบาท อันดับ 2 เป็นของ แชมพู เคลียร์ ใช้งบไป 69 ล้านบาท แซงหน้าโตโยต้า ที่หล่นมาอยู่ในอันดับ 3 โดยโตโยต้ารถยนต์นั่ง ใช้งบไป 67 ล้านบาท

Consumer Insight

ผลวิจัยพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทย ของบริษัท ดันน์ฮัมบี้ ล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยหันมาซื้อสินค้าโดยใช้ปัจจัยด้านความสะดวกซื้อ และซื้อในแต่ละครั้งจะซื้อสินค้าจำนวนไม่มาก

มาดูกันว่า กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหญ่ Generation Power ของไทย วัย 35- 59 ปี กันบ้าง และจากการศึกษาแบบเจาะลึกของ Y&R Thailand ค้นพบ 3 ค่านิยมเด่นของกลุ่มคนไทย ที่นักการตลาดต้องรู้

Strategic Move

หลังจากที่สิงห์ได้ทำการเทคโอเวอร์ บมจ. รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ มูลค่ากว่า 8 พันล้านบาท เพื่อเป็นทางลัดในการปูทางสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว ซึ่งถือว่าเป็นน้องใหม่ในธุรกิจนี้เลยก็ว่าได้ สิงห์ยังคงเปิดแผนนโยบายเดิมคือเน้นการเข้าซื้อและควบควมกิจการธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็ว

โครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ หนึ่งในบิ๊กโปรเจกต์ของ "สิงห์ เอสเตท" ที่ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มบุญรอดฯ ด้วยมูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท ในพื้นที่ 11 ไร่ ทำเลถนนอโศก-เพชรบุรี โดยที่เป็นโครงการแบบมิกซ์ยูส รวบรวมทั้งอาคารสำนักงาน คอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรม พื้นที่สำหรับค้าปลีก รวมไปถึงจะเป็นที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงของสิงห์ด้วย จะเปิดทำการในปี 2017

เป็นอีกหนึ่ง “ดีล”การรุกคืบของธุรกิจไทยที่ได้เข้ากิจการระดับโลก โดยบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน (หรือ เพซ) ได้เซ็นสัญญาซื้อกิจการทั้งหมดของ ‘ดีน แอนด์ เดลูก้า’ แบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มกูร์เมต์ชั้นนำของโลก จากบริษัท ดีน แอนด์ เดลูก้า โฮลดิ้งส์ อิงค์ ตั้งอยู่ในเป็นวงเงิน140 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Social Media Club

เชื่อว่าหลายคนคงจำคุณลุงฝรั่งคนหนึ่งพร้อมกับเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่พบในกรุงเทพฯ กับคลิปวิดีโอ “BKK 1st Time : ตอนโดนคนไทยด่าครั้งแรก” ด้วยสำนวนที่เป็นกันเองและมีถ้อยคำทะลึ่งเล็กน้อย แต่ทำให้คนดูรู้สึกสนุกและทำให้เกิดการแชร์ต่อไปมากมายบนโลกออนไลน์

Facebook เปิดตัว FBIQ แหล่งข้อมูลแห่งใหม่ที่ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจผู้คนที่มีความแตกต่างในแง่ของเจเนอเรชั่น สถานที่อยู่ อุปกรณ์ที่ใช้ และเวลาที่เข้าใช้ ผ่านข้อมูลเชิงลึกและบทวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

เมื่อ “เฟซบุ๊ค” ยังเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คครองความนิยมมาเป็นอันดับแรก บรรดาแบรนด์ต่างๆ จึงต้องมุ่งเน้นทำการสื่อสารบนเฟซบุ๊ค แต่การสื่อสารบนเฟซุบุ๊คไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย "บริษัทแอดยิ้ม ออนไลน์ เอเยนซี่" ได้นำเสนอ แนวทางการ การสร้างคอนเทนต์ที่ดีในเฟซบุ๊ค มีจุดร่วมที่ต้องให้ความใส่ใจ ควรคำนึงถึงในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทางเฟซบุ๊ค

Columnist

วันนี้ขออนุญาตพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ควรระวังในการตลาดปี 2015 ก่อนอื่นคงจะเห็นได้ว่า มีปัจจัยมากมายที่ Controls และ Un-controls ซึ่งกำลังพูดถึง ปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

รายการ “เดอะวอยซ์” มีองค์ประกอบมากมายที่ทำให้ประสบความสำเร็จ นับถึงวันนี้ มี 59 ประเทศทั่วโลกที่มีรายการนี้ออกฉายในประเทศของตน

ผู้เขียนได้อ่านบทความธุรกิจของจีนทราบว่า 1 ใน 10 ของแบรนด์ในใจพนักงานออฟฟิศ อันดับหนึ่ง คือ “วีแชต (WeChat)” แอปฯ แชตสีเขียวที่คนจีนใช้กันทั้งประเทศ (มิใช่แบรนด์เครื่องดื่มใดๆ อีกต่อไป) ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็หนีไม่พ้นแบรนด์ระดับโลกอย่างแอ๊ปเปิ้ล ไนกี้ ฯลฯ และก็มีแบรนด์หนึ่งที่สะดุดตาผู้เขียนคือ “ชุ่นเฟิง (顺丰)” ซึ่งที่โลโก้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ว่า SF

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

ผู้เขียนได้อ่านบทความธุรกิจของจีนทราบว่า 1 ใน 10 ของแบรนด์ในใจพนักงานออฟฟิศ อันดับหนึ่ง คือ “วีแชต (WeChat)” แอปฯ แชตสีเขียวที่คนจีนใช้กันทั้งประเทศ (มิใช่แบรนด์เครื่องดื่มใดๆ อีกต่อไป) ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็หนีไม่พ้นแบรนด์ระดับโลกอย่างแอ๊ปเปิ้ล ไนกี้ ฯลฯ และก็มีแบรนด์หนึ่งที่สะดุดตาผู้เขียนคือ “ชุ่นเฟิง (顺丰)” ซึ่งที่โลโก้มีตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ว่า SF

“คนเราก็มีความฝันกันได้ ! และมันจะเป็นยังไง ? หากวันนึงฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา !” ข้อความภาษาจีนที่เขียนบนเสื้อยืดที่บริษัท “อาลีบาบา กรุ๊ป” แจกให้กับพนักงานนับหมื่นในเครือในวันที่หุ้นที่ใช้ชื่อย่อของบริษัท “BABA” เข้าไปเคาะระฆังดังกระหึ่มตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้สำเร็จ

People

ก้อง-อดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ หวานใจของ ซี-ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ เจ้าของ ฉายา "เจ้าหญิงไอที" ผู้ปลุกปั้น "เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์" นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ที่ต่อยอดกิจการครอบครัว จากผู้ผลิตขนมกินเล่นรายเล็กๆ จนมาเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่ม และจำหน่าย “เซปเป้ บิวติ ดริงค์”

ธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีการประกาศแต่งตั้งผู้บริหาระดับสูง เป็นผลมาจากการที่ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ จะสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในวันที่ 2 เมษายน 2558

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

Positioning Team

บรรณาธิการ-Editor
ไพเราะ เลิศวิราม
Email  :   lertwiram@gmail.com

ผู้ช่วยบรรณาธิการ
วงศ์ชัย รัตนวิจิตรถาวร

Writer
นลินทิพย์ ภัคศรีกุลกำธร

Graphic Design
สมชาย พัวประเสริฐสุข

Web Programmer มยุรี กุลวงศ์

พิสูจน์อักษร-สมาชิก
วัลภา สุขใหญ่

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348