“ไอ-โมบาย VS โนเกีย” ไทยน็อกแบรนด์นอกเบียดแชมป์

“ไอ-โมบาย (i-mobile) ” เปลี่ยน Positioning จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือให้กับ Global Brand กลายมาเป็นแบรนด์โทรศัพท์มือถือที่แข็งแรงภายใน 3 ปี ด้วยการตลาดเต็มรูปแบบ สามารถเอาชนะน็อก Global Brand หลายแบรนด์ และชิงส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือในไทยเป็นอันดับ 2 จากมูลค่ารวมเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หากจะเป็นรอง ก็รองแค่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง “โนเกีย” เท่านั้น นี่คืออีกหนึ่งหมัดที่น่าสนใจของคนไทย

ธุรกิจที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของนักการตลาดอย่างธุรกิจไอที และแม้แต่ผู้ก่อตั้งธุรกิจเองก็คาดไม่ถึง อย่างโทรศัพท์มือถือแบรนด์ไทย “ไอ-โมบาย (i-mobile)” กลายเป็น Local Brand ที่แข็งแรง วิ่งแซงหน้ามือถือ Global Brand เกือบทุกแบรนด์ด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 ในสัดส่วนกว่า 30% โดยตามหลังแบรนด์เบอร์ 1 ของโลกอย่าง “โนเกีย” เท่านั้น จากปี 2004 ที่ไอ-โมบายก้าวเข้ามาแทบจะไม่มีเปอร์เซ็นต์ในตลาด

ทั้งหมดมาจาก Key Success 3 ส่วนคือกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะกับประเทศไทย การมีช่องทางการจำหน่ายที่แข็งแรง และการบริหารงานแบบ Local ผสมผสานกับระบบครอบครัว

สตาร์ทด้วย Niche –Price
ประสบการณ์ 7 ปีของการเป็นตัวแทนจำหน่ายและรับซ่อมโทรศัพท์มือถือให้ Global Brand เช่น โนเกีย ซัมซุง ทำให้ “สามารถไอ-โมบาย” หรือชื่อเดิม “สามารถ อีซี่เปย์” รู้จักผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างดี เมื่อคิดจะสร้างสินค้าในแบรนด์ของตัวเองท่ามกลางแบรนด์ต่างชาติที่ครองตลาดอยู่ กลยุทธ์ Niche Market โดยเสนอสินค้าที่ยังไม่มีในตลาด จึงทำให้ไอ-โมบายแจ้งเกิด

“วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัทสามารถ ไอ-โมบาย บอกว่า ช่วงที่ยังเป็นแค่ตัวแทนจำหน่าย มาร์จิ้นกำไรต่อเครื่องลดลง จาก 20% เหลือไม่ถึง 10% เพราะแบรนด์นอกเริ่มหาตัวแทนจำหน่ายเพิ่ม มีการแข่งขันตัดราคา นอกจากร้านไอ-โมบายจะพยายามหาของแถมใส่ในเครื่องให้ลูกค้าที่มาซื้อด้วยคอนเทนต์เพลงและเกมแล้ว ยังพยายามหาเครื่องที่มีฟังก์ชันใหม่ๆ โดยเคยติดต่อกับ Global Brand แบรนด์หนึ่งว่าน่าจะลองทำมือถือที่มีฟังก์ชันเป็นวิดีโอโฟน เพราะช่วงนั้นยังไม่มีแบรนด์ไหนทำตลาดรุ่นนี้ หรือที่มีก็ตั้งราคาสูง แต่บิ๊กแบรนด์นั้นไม่เห็นด้วย

เมื่อมีร้าน ก็ต้องมีสินค้า แต่ที่มีอยู่กำไรน้อย ไอ-โมบาย ก็ต้องหาสินค้ามาเข้าร้านเอง

เมื่อคิดจะสร้างสินค้าและต้องลงทุนทำตลาดด้วย จึงควรสร้างแบรนด์ของตัวเอง ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับไปสร้างแบรนด์ให้คนอื่น

“วัฒน์ชัย” พร้อมกับน้องชาย “ธนานันท์ วิไลลักษณ์” ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตัดสินใจเลือกเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นเจ้าของแบรนด์โทรศัพท์มือถือ ด้วยทางลัดคือการ “Co Branding” ซึ่งช่วงนั้นโทรศัพท์มือถือเกาหลีมาแรง จึงร่วมกับ Innostream ทำมือถือวิดีโอโฟน เจาะ Niche Market ที่เป็นกลุ่มชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ

“ธนานันท์” บอกว่าวิดีโอโฟนรุ่นนั้น ขายประมาณ 12,000 บาท ถูกกว่าที่มีอยู่ในตลาดคือซัมซุง E700 รุ่นฝาพับ Dual Screen ที่ขายอยู่ 18,000 บาท ทำยอดได้ 40,000-50,000 เครื่อง ทำให้แน่ใจว่าตลาดยังมีช่องว่าง และที่สำคัญแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ Global Brand เท่านั้นที่ลูกค้าต้องการ แบรนด์อื่นที่ไม่ดัง แต่มีฟังก์ชันใหม่ๆ ก็สามารถทำตลาดได้

แม้วิดีโอโฟน Innostream จะทำมาร์จิ้นได้ถึง 25% แต่ก็สร้างประสบการณ์ที่เจ็บปวดให้กับไอ-โมบาย เพราะที่ขายออกไป ถูกส่งกลับมาซ่อมถึง 30% จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดแบรดน์ไอ-โมบายว่า “เจ๊งง่าย”

แต่เมื่อเริ่มสตาร์ทแล้ว และรู้ว่ามีโอกาสในตลาด ไอ-โมบายจึงตัดสินใจเลิกการ Co Brand แล้วมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง

Positioning ชัด ก็ไม่ยาก
จากประสบการณ์สร้างจุดขาย โดยใส่คอนเทนต์เข้าไปในเครื่องโทรศัพท์มือถือ ในช่วงที่เป็นตัวแทนจำหน่ายให้แบรนด์ระดับโลก “วัฒน์ชัย” คิดว่าเมื่อจะสร้างแบรนด์ตัวเองในปี 2005 จะต้องนำจุดขายนี้มาใช้ โดยเริ่มสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ชื่อแบรนด์ “i-mobile” ซึ่งตัว I สามารถทำให้ลูกค้านึกไปถึงคำว่า Information, Interactive และ Internet เพื่อตอกย้ำให้คนซื้อรู้ว่าการซื้อมือถือ “ไอ-โมบาย” ไม่ได้หมายถึงการได้แต่เครื่องเปล่าๆ เท่านั้น

ที่สำคัญ “วัฒน์ชัย” บอกว่า ไอ-โมบายกำหนด Positioning ช่วงแรกชัดเจน ทำให้มีที่ยืนในตลาด คือเป็นโทรศัพท์มือถือสำหรับวัยรุ่น และผู้ที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ เพราะฉะนั้นรุ่นแรกที่ทำภายใต้แบรนด์ไอ-โมบาย จึงเป็นมิวสิกโฟน เพราะวัยรุ่นชอบฟังเพลง บวกกับคอนเทนต์ที่มีอยู่กับพันธมิตรค่ายเพลง

การ Launch แบรนด์ตัวเองรุ่นแรก คือรุ่น 601 วางสินค้าอย่างชัดเจนว่า คือมิวสิกโฟน มีเสียงเรียกเข้าแบบเอ็มพี 3 ในราคากว่า 6,000 บาทเท่านั้น ขณะที่ Global Brand ช่วงนั้นราคาสูงกว่า 1 หมื่นทั้งนั้น

“ธนานันท์” บอกว่าไอ-โมบาย สามารถทำราคาได้ถูกว่า เพราะตัดฟังก์ชันกล้องถ่ายรูป เพื่อให้สินค้าชัดเจนว่าเจาะกลุ่มผู้ที่ชอบฟังเพลง เพราะตลาดขณะนั้นนิยมเพลงมากกว่ากล้อง ขณะที่โนเกียก็มีรุ่นที่มีทั้งเอ็มพี 3 และกล้องถ่ายรูปราคาจึงแพงกว่า ประกอบกับการทำทีวีซี ที่ใช้พรีเซ็นเตอร์ต่างชาติ ทำให้แบรนด์ดูทันสมัย เป็นอินเตอร์ เพราะการรับรู้ของลูกค้าเกี่ยวกับสินค้าไอที ถึงอย่างไรก็ชื่อถือแบรนด์ระดับโลกมากกว่า

นี่คือการเริ่มต้นอย่างดี โดยมีกลุ่มวัยรุ่นเป็นลูกค้าหลัก และเมื่อไอ-โมบายปล่อย 602 ตามมา ที่สื่อสารด้วยคำว่า “Music Instinct” และมี USB Flash Drive ยิ่งทำให้วัยรุ่นชอบ เพราะสามารถใช้เป็น Thump Drive เก็บงานได้อย่างสะดวก ขณะที่แบรนด์อื่นมีความยุ่งยากในการใช้งานกว่า

ฟังก์ชันที่โดน ต้องมากับดีไซน์ที่ดึงดูด วิธีการของ “ไอ-โมบาย” ช่วงเริ่มต้น คือการเลือกแบบที่มีอยู่แล้วในโรงงานเมืองจีน เพราะช่วงนั้น Global Brand จำนวนมากผลิตในจีนมาได้ระยะหนึ่ง “ไอ-โมบาย” จึงดูแล้วคล้ายกับลูกผสม มีทั้งแบบโนเกีย อิริคสัน โมโตโรล่า

นี่คือวิธีการที่ผู้บริหารไอ-โมบายต่างบอกว่า “ก็ต้องมีบ้าง” และไม่รู้สึกเสียหน้าที่ใช้สูตรก๊อบปี้ เพราะต้องยอมรับว่าลูกค้าคุ้นเคยทั้งรูปร่างหน้าตาของ Global Brand และเมนูของเครื่อง

จากหลักแสนเครื่องกลายเป็น 1.8 ล้านเครื่องในปี 2006 ด้วยรุ่น 510 ที่ย้ำ Positioning ของไอ-โมบาย และเพิ่มเติมจุดขายความเป็นมัลติมีเดีย ไอ-โมบายที่ฟังก์ชันครบ กับราคาที่ถูกกว่า ทำให้ยอดขาย 510 วิ่งไม่หยุด จนถึงปี 2007 ทำยอดขายได้ 1.5 ล้านเครื่อง

ยอดขาย 5 แสนเครื่องแรกมาจากคุณสมบัติของ 510 เองที่ฟังก์ชันครบ ตั้งแต่เอ็มพี 3 วิดีโอ และราคาประมาณเพียง 6 ,000 บาท ขณะที่เครื่องอื่นในตลาดราคาหลักหมื่น ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก จนเกิดยอดขายเครื่อง 5 แสนที่สอง และ 5 แสนที่สามมาจากตลาดต่างประเทศ เพราะยิ่งขายได้จำนวนมาก ยิ่งสั่งผลิตจากโรงงานได้ต้นทุนถูกลง จนขณะนี้ราคาเครื่องอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทเท่านั้น

ฐานช่องทางจัดจำหน่ายแน่นปึ๊ก
การเป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือมาถึง 7 ปี ทำให้ไอ-โมบายมีความสัมพันธ์กับดีลเลอร์ทั่วประเทศอย่างดี เทคนิคที่ “วัฒน์ชัย” บอกก็คือ ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปดีลเลอร์ก็ยังคงเห็นตัวเขาหรือไม่ก็ “ธนานันท์” ไปติดต่อประสานงาน ต่างจาก Global Brand ที่มีการเปลี่ยนหน้าผู้บริหารบ่อยครั้ง จุดนี้ทำให้ขาดความต่อเนื่อง

“เราดูแลกันอย่างเป็นครอบครัว ทั้งการจัดการและผลประโยชน์ ส่วนต่างกำไร รวมไปถึงความรับผิดชอบที่จะไม่ทำให้ดีลเลอร์ขาดทุน”

“ธนานันท์” บอกว่าไอ-โมบายจะไม่แต่งตั้งตัวแทนรายใหญ่ในแต่ละภาคทับซ้อนกัน เพื่อไม่ให้เกิดการตัดราคากัน ขณะเดียวกันมีการตั้งช็อปของตัวเอง ทั้งร้านไอโมบาย คีออส และแฟรนไชส์ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การบริหารจัดการเดียวกัน จึงไม่เกิดการตัดราคากับดีลเลอร์

สิ่งที่ทำให้ดีลเลอร์ได้มาร์จิ้นกำไรลดลงจากการขาย Global Brand เพราะการลดราคาจากตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ทำให้ดีลเลอร์ปล่อยสินค้าออกไม่ทัน ขณะที่ไอ-โมบายทำระบบที่ควบคุมการลดราคาได้ดีกว่าดีลเลอร์จึงได้มาร์จิ้นสูงกว่า

ผลที่เกิดขึ้นคือดีลเลอร์จะเชียร์ลูกค้าให้ซื้อ “ไอ-โมบาย” โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลเชื่อคำแนะนำ หลายรายตั้งใจมาซื้ออีกแบรนด์หนึ่งแต่พอเจอตัวแทนขายเชียร์ไอ-โมบาย ก็เปลี่ยนใจ ซึ่งกลุ่มนี้อยู่ในตลาดโทรศัพท์มือถือถึง 20% และเป็นลูกค้าไอ-โมบาย ถึงครึ่งหนึ่ง ไอ-โมบายจึงพูดได้ชัดเจนว่า ยอดขายทั้งหมดมาจากดีลเลอร์ถึง 80%

คิด-ทำแบบ Local
ครอบครัว “วิไลลักษณ์” เป็นบริษัทหนึ่งที่บริหารงานแบบครอบครัว เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่คือผู้บริหารระดับสูง แต่การปรับตัวในช่วงวิกฤตหลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้สมาชิก “วิไลลักษ์” ดึงมืออาชีพและผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามาผสมผสาน

จุดเด่นของความเป็นครอบครัวที่บริหารโดยใช้ความเป็นเจ้าของในการตัดสินใจ “ธนานันท์” บอกว่ามีข้อดีคือทำให้การตัดสินใจทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีขัอเสียคือหากตัดสินใจผิดพลาดก็แย่ จุดนี้ทางแก้ไขคือการดูข้อมูลและการเปิดรับฟังความเห็นจากทีมผู้บริหารมืออาชีพ

การคลุกอย่างเต็มตัวของ “เจ้าของ” ทำให้ผู้บริหารเข้าถึงได้ง่าย ใน “ไอ-โมบาย” มีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางของบริษัท พูดคุยเรื่องสำคัญ ประชุมทุก 2 สัปดาห์ หรือหากเร่งด่วนก็ตัดสินใจได้ทันที

ความเป็นบริษัท Local ที่ต้องแข่งกับบริษัทข้ามชาติ ยังมีข้อดีที่การตัดสินใจใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทำได้เร็ว ไม่ต้องรอให้ซีอีโอที่อเมริกา หรือที่ยุโรปตัดสินใจ การพลิกแพลงกลยุทธ์ต่างๆ ก็คล่องตัวกว่า เพราะบริษัทข้ามชาติต้องคำนึงถึงกลยุทธ์รวมระดับโลก เช่น กรณีการใช้พรีเซ็นเตอร์ในไทย ไอ-โมบายสามารถเลือกได้ทันที และเข้าใจได้มากกว่าว่าใครเหมาะสมหรือไม่ แต่หากโนเกียจะเลือกใช้ ซีอีโอที่ต่างประเทศอาจไม่แน่ใจ เพราะไม่รู้จักพรีเซ็นเตอร์คนนั้น นี่คือเหตุผลที่ไม่เคยเห็นเซเลบริตี้ ดารา นักร้องเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้โนเกีย แต่สำหรับ “ไอ-โมบาย” มีหลายคน และยังเชื่อในแนวทางนี้ ที่ผ่านมาไอ-โมบาย มีพรีเซ็นเตอร์ที่ชัดเจนคือ ทาทา ยัง หมอโอ๊ค และกำลังเลือกสำหรับปี 2008 ด้วยคอนเซปต์เลือกพรีเซ็นเตอร์เน้นคนที่มีความสามารถหลากหลายสะท้อน Positioning ของไอ-โมบาย ที่เป็นมัลติมีเดียโฟน มีฟังก์ชันครบ

เป็นแนวทางการปรับเปลี่ยน Positioning มาเป็นโทรศัพท์สำหรับกลุ่ม Mass มากขึ้น เพราะกลยุทธ์การใช้มีพรีเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่จะเจาะตลาด Mass ได้สำเร็จ

เป้าหมายใหม่ : ปรับดีไซน์-ต่างประเทศ
ในปี 2007 ไอ-โมบาย เริ่มลงทุนในการจ้างบริษัทเซเลบรัม ดีไซน์ เป็นที่ปรึกษาออกแบบมือถือ เพื่อให้ “ไอ-โมบาย” มีความเป็นตัวของตัวเอง และลบภาพของมือถือก๊อบปี้

“ธนานันท์” บอกว่า ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้มีดีไซน์ อยากทำให้สวยกว่าบริษัทผู้ผลิต ให้ไอ-โมบายมีทางเลือกมากขึ้น

การมีดีไซน์ของตัวเองยังเป็นการเตรียมพร้อมวิ่งไปสู่ตลาดต่างประเทศ หลังจากทดสอบตลาดมาตั้งแต่ปี 2006 กับพันธมิตรธุรกิจคือเทเลคอมมาเลเซีย ที่ไปลงทุนเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ในหลายประเทศย่านเอเชีย

ตลาดต่างประเทศเริ่มทำยอดขายให้ไอ-โมบายมากขึ้น จนได้เกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายทั้งหมดในปี 2007 และกำลังจะได้ 60% ในปี 2009 เป็นสัญญาณที่ “วัฒน์ชัย” บอกว่า เมื่อแบรนด์ไทยไปเติบโตในต่างประเทศ ก็สะท้อนกลับมาทำให้คนไทยด้วยกันเองเชื่อในแบรนด์ “ไอ-โมบาย” มากขึ้น เป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกับเบอร์หนึ่งอย่าง “โนเกีย” ก็ไม่ยากอีกต่อไป

Consumer Insight

เทเลนอร์ รีเสิร์ช บริษัทวิจัยภายใต้เทเลนอร์กรุ๊ป พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นคนหนุ่มสาวในไทยและมาเลเซีย นิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการเชื่อมต่อที่หลากหลาย โดยเปิดรับและใช้บริการใหม่ๆ บนโทรศัพท์มือถือเร็วกว่ากลุ่มคนรุ่นเดียวกันในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย

เมื่อไอจี หรืออินสตราแกรมของเหล่าดารา นักร้องคนดัง ได้กลายเป็นนิยมของแม่ค้าใช้ฝากร้าน เพราะเกือบ 30% ของคนทั่วไป เคยซื้อสินค้าจากร้านค้าพวกนี้มาแล้ว

บริษัทวิจัย ไอดีซี เอเชียแปซิก ได้คาดการณ์ตลาดคอมพิวเตอร์ PC ในเอเชียแปชิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) ในไตรมาส 2 ยังคงเติบโต 2% จากไตรมาสที่ 1 แต่ลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2013 โดยที่มียอดขายรวม 24.3 ล้านเครื่อง นับว่าเป็นยอดที่สูงกว่าที่ IDC คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

Insight

บริหารงานโดย บริษัท ดรีมเฮาส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่
 1. กลุ่มสุวรรณกรุ้ป เจ้าของโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ The Cercle ดูแลภาพรวมธุรกิจรีเทล
 2. คุณระพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ หรือคุณหรีด เซเลบริตี้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ดูแลเรื่องเมนูอาหาร และพัฒนาสูตรอาหาร
 3. กลุ่ม Zhake บริษัททางด้านการตลาด ดูแลทางด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์

นอกจากจำนวนสาขาต้องมากแล้ว การมี “ไซส์” ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ ด้วยเหตุนี้เอง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จึงได้แตกฟอร์แมตร้านค้าใหม่ “ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์” เป็นโมเดลขนาดใหญ่สุด จากที่ท็อปส์เคยเปิดมา

“เพย์ทีวี” ธุรกิจที่ได้ชื่อว่า “ผันผวน” ที่สุด เมื่อ “ซีทีเอช” ควบกิจการ “จีเอ็มเอ็ม แซท” ซ้ำรอย “ไอบีซี” และ “ยูทีวี” ในอดีต 20 ปีที่แล้ว หวังปักหลักสู้ศึก “ทรูวิชั่นส์” ในสังเวียนการแข่งขันที่กำลังพลิกโฉมหน้าไปอีกครั้ง

Strategic Move

นอกจากจะต้องเร่งมือพัฒนา“คอนเท้นท์” เพื่อดึงดูดคนดูแล้ว เรื่องของโฆษณาและประชาสัมพันธ์สำหรับดิจิตอลทีวีก็เป็นเรื่องจำเป็น ล่าสุด “นิวทีวี” ดิจิตอลทีวีของค่ายเดลินิวส์ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด จึงเปิดตัว สติกเกอร์ไลน์ New Boyz (นิวบอยซ์)

แคมเปญชวนบริจาคเงินสุดไวรัลบนโลกออนไลน์ #IceBucketChallengeTH แพร่ขยายเข้าไทยแล้ว โดย 2 ซีอีโอค่ายมือถือของไทย John Eddy Abdullah CEO dtac ตามติดๆ มาด้วยสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO AIS ก็รับคำท้าเช่นกัน

สินค้าหรือบริการยุคนี้ หากต้องการสร้างการรับรู้ให้ถึงกลุ่มคนได้รวดเร็ว การเลือกใช้ ดารา หรือ คนดังมาเป็น “แบรนด์แอมบาสเดอร์” หรือ พรีเซนเตอร์ มาเป็นตัวแทนให้กับแบรนด์ยังเป็นหนึ่งในกลยุทธการตลาดยอดนิยมเสมอมา

Social Media Club

หลังจากที่ไลน์ได้เปิดตัวโครงการครีเอเทอร์ มาร์เก็ตตั้งแต่เดือนเมษายน และได้จำหน่ายสติ๊กเกอร์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุดไลน์ได้เปิดเผยยอดขายสติ๊กเกอร์ช่วง 3 เดือนแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม ถึง 7 สิงหาคม 2557 วางขายแล้วทั้งหมดกว่า 10,000 เซ็ต (ณ วันที่ 19 สิงหาคม) ทำรายได้โดยรวมกว่า 1.23 พันล้านเยน (ราว 381 ล้านบาท)

สติกเกอร์ปกติอาจธรรมดาไปแล้ว ถึงคิวสติกเกอร์ดุ๊กดิ๊กได้ เอไอเอส ชิงเปิดให้โหลด สติกเกอร์ “อุ่นใจ ดุ๊กดิ๊ก” หรือ Animate Sticker ในวันพรุ่งนี้ (อังคาร 19 สิงหาคม 57)

ถึงแม้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 จบลงไปแล้ว แต่ในแง่ของการตลาด World Cup 2014 ยังเป็นสมรภูมิที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันมากมายควรค่าแก่การศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงการตลาดออนไลน์ ที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่มีความน่าสนใจอย่างมากในยุคนี้เพราะสามารถตอบสนองกระแสในสังคมได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสมกับอีเว้นท์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง

Columnist

ธุรกิจสมัยปัจจุบัน ทุกวันนี้เน้นประเด็นในการสร้าง Brand ของสินค้า ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศ แทบจะเกือบทุกธุรกิจ อาจจะต้องแบ่งงบประมาณในการสร้าง Brand ด้วย

ภูมิทัศน์สื่อ (media landscape) วันนี้เปลี่ยนไปมาก เพราะการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต หรือ สื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้สื่อมวลชน หรือสื่อยุคเก่าต้องปรับตัวในการทำงานและการสื่อสารเพื่อเข้าถึงมวลชนในลักษณะที่ต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ชื่อของแบรนด์เสื้อผ้าหรู “ Burberry” ตกเป็นข่าวดังทั้งในและนอกวงการแฟชั่น นั่นก็เพราะว่าแบรนด์ได้งัดลากกลุยุทธ์ทางการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าหลากวัยที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน คือ พิศมัยความไฮเทคนั่นเอง

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอากาศร้อนๆ ต้องคู่กับเครื่องดื่มเย็น ส่วนใหญ่ที่เห็นการแข่งขันแรงๆ ในเมืองไทย เป็นแค่โปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ในต่างประเทศการทำแคมเปญครอบคลุมไปถึงสื่ออื่นๆ ด้วย และสื่อนอกบ้านก็เป็นที่นิยมในการทำแคมเปญเช่นกัน

Snicker เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ เวลาออกแคญอะไรใหม่ๆ ว่าแคมเปญนั้นจะสร้างแต่กระแสอย่างเดียว จนลืมคำนึงถึงกระแสสังคมที่ตามมาหรือแปล่า จึงทำให้แบรนด์มีภาพที่ติดลบในสายตาของผู้บริโภคบางกลุ่มอยู่บ้าง

ผู้อ่านไม่ได้ตาฝาดไปหรอก “โค้ก” หรือว่า Coca Cola แบรนด์น้ำดำที่พวกเราคุ้นเคยกันนี่แหละ กำลังจะผลิตยาทาเล็บออกมาขายจริงๆ โดยงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Coca Cola กับ OPI ( Odontorium Products Inc.,) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาทาเล็บ ผลิตยาทาเล็บที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบสีจากไลน์เครื่องดื่มของโค้ก

People

เป็นที่คุ้นตาคุ้นตาดีกันอยู่แล้วสำหรับ "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" ซีอีโอ วัย 52 ปี คนล่าสุดของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส

วัชร วัชรพล ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของ "ไทยรัฐ" ก้าวขึ้นคุมบังเหียน “ไทยรัฐทีวี” ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของหนังสือพิมพ์หัวสีรายใหญ่กระโดดลงมาเล่นธุรกิจทีวีเต็มตัว

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488