“ไอ-โมบาย VS โนเกีย” ไทยน็อกแบรนด์นอกเบียดแชมป์

“ไอ-โมบาย (i-mobile) ” เปลี่ยน Positioning จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือให้กับ Global Brand กลายมาเป็นแบรนด์โทรศัพท์มือถือที่แข็งแรงภายใน 3 ปี ด้วยการตลาดเต็มรูปแบบ สามารถเอาชนะน็อก Global Brand หลายแบรนด์ และชิงส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือในไทยเป็นอันดับ 2 จากมูลค่ารวมเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หากจะเป็นรอง ก็รองแค่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง “โนเกีย” เท่านั้น นี่คืออีกหนึ่งหมัดที่น่าสนใจของคนไทย

ธุรกิจที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของนักการตลาดอย่างธุรกิจไอที และแม้แต่ผู้ก่อตั้งธุรกิจเองก็คาดไม่ถึง อย่างโทรศัพท์มือถือแบรนด์ไทย “ไอ-โมบาย (i-mobile)” กลายเป็น Local Brand ที่แข็งแรง วิ่งแซงหน้ามือถือ Global Brand เกือบทุกแบรนด์ด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 ในสัดส่วนกว่า 30% โดยตามหลังแบรนด์เบอร์ 1 ของโลกอย่าง “โนเกีย” เท่านั้น จากปี 2004 ที่ไอ-โมบายก้าวเข้ามาแทบจะไม่มีเปอร์เซ็นต์ในตลาด

ทั้งหมดมาจาก Key Success 3 ส่วนคือกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะกับประเทศไทย การมีช่องทางการจำหน่ายที่แข็งแรง และการบริหารงานแบบ Local ผสมผสานกับระบบครอบครัว

สตาร์ทด้วย Niche –Price
ประสบการณ์ 7 ปีของการเป็นตัวแทนจำหน่ายและรับซ่อมโทรศัพท์มือถือให้ Global Brand เช่น โนเกีย ซัมซุง ทำให้ “สามารถไอ-โมบาย” หรือชื่อเดิม “สามารถ อีซี่เปย์” รู้จักผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างดี เมื่อคิดจะสร้างสินค้าในแบรนด์ของตัวเองท่ามกลางแบรนด์ต่างชาติที่ครองตลาดอยู่ กลยุทธ์ Niche Market โดยเสนอสินค้าที่ยังไม่มีในตลาด จึงทำให้ไอ-โมบายแจ้งเกิด

“วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัทสามารถ ไอ-โมบาย บอกว่า ช่วงที่ยังเป็นแค่ตัวแทนจำหน่าย มาร์จิ้นกำไรต่อเครื่องลดลง จาก 20% เหลือไม่ถึง 10% เพราะแบรนด์นอกเริ่มหาตัวแทนจำหน่ายเพิ่ม มีการแข่งขันตัดราคา นอกจากร้านไอ-โมบายจะพยายามหาของแถมใส่ในเครื่องให้ลูกค้าที่มาซื้อด้วยคอนเทนต์เพลงและเกมแล้ว ยังพยายามหาเครื่องที่มีฟังก์ชันใหม่ๆ โดยเคยติดต่อกับ Global Brand แบรนด์หนึ่งว่าน่าจะลองทำมือถือที่มีฟังก์ชันเป็นวิดีโอโฟน เพราะช่วงนั้นยังไม่มีแบรนด์ไหนทำตลาดรุ่นนี้ หรือที่มีก็ตั้งราคาสูง แต่บิ๊กแบรนด์นั้นไม่เห็นด้วย

เมื่อมีร้าน ก็ต้องมีสินค้า แต่ที่มีอยู่กำไรน้อย ไอ-โมบาย ก็ต้องหาสินค้ามาเข้าร้านเอง

เมื่อคิดจะสร้างสินค้าและต้องลงทุนทำตลาดด้วย จึงควรสร้างแบรนด์ของตัวเอง ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับไปสร้างแบรนด์ให้คนอื่น

“วัฒน์ชัย” พร้อมกับน้องชาย “ธนานันท์ วิไลลักษณ์” ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตัดสินใจเลือกเรียนรู้ประสบการณ์การเป็นเจ้าของแบรนด์โทรศัพท์มือถือ ด้วยทางลัดคือการ “Co Branding” ซึ่งช่วงนั้นโทรศัพท์มือถือเกาหลีมาแรง จึงร่วมกับ Innostream ทำมือถือวิดีโอโฟน เจาะ Niche Market ที่เป็นกลุ่มชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ

“ธนานันท์” บอกว่าวิดีโอโฟนรุ่นนั้น ขายประมาณ 12,000 บาท ถูกกว่าที่มีอยู่ในตลาดคือซัมซุง E700 รุ่นฝาพับ Dual Screen ที่ขายอยู่ 18,000 บาท ทำยอดได้ 40,000-50,000 เครื่อง ทำให้แน่ใจว่าตลาดยังมีช่องว่าง และที่สำคัญแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ Global Brand เท่านั้นที่ลูกค้าต้องการ แบรนด์อื่นที่ไม่ดัง แต่มีฟังก์ชันใหม่ๆ ก็สามารถทำตลาดได้

แม้วิดีโอโฟน Innostream จะทำมาร์จิ้นได้ถึง 25% แต่ก็สร้างประสบการณ์ที่เจ็บปวดให้กับไอ-โมบาย เพราะที่ขายออกไป ถูกส่งกลับมาซ่อมถึง 30% จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดแบรดน์ไอ-โมบายว่า “เจ๊งง่าย”

แต่เมื่อเริ่มสตาร์ทแล้ว และรู้ว่ามีโอกาสในตลาด ไอ-โมบายจึงตัดสินใจเลิกการ Co Brand แล้วมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง

Positioning ชัด ก็ไม่ยาก
จากประสบการณ์สร้างจุดขาย โดยใส่คอนเทนต์เข้าไปในเครื่องโทรศัพท์มือถือ ในช่วงที่เป็นตัวแทนจำหน่ายให้แบรนด์ระดับโลก “วัฒน์ชัย” คิดว่าเมื่อจะสร้างแบรนด์ตัวเองในปี 2005 จะต้องนำจุดขายนี้มาใช้ โดยเริ่มสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ชื่อแบรนด์ “i-mobile” ซึ่งตัว I สามารถทำให้ลูกค้านึกไปถึงคำว่า Information, Interactive และ Internet เพื่อตอกย้ำให้คนซื้อรู้ว่าการซื้อมือถือ “ไอ-โมบาย” ไม่ได้หมายถึงการได้แต่เครื่องเปล่าๆ เท่านั้น

ที่สำคัญ “วัฒน์ชัย” บอกว่า ไอ-โมบายกำหนด Positioning ช่วงแรกชัดเจน ทำให้มีที่ยืนในตลาด คือเป็นโทรศัพท์มือถือสำหรับวัยรุ่น และผู้ที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ เพราะฉะนั้นรุ่นแรกที่ทำภายใต้แบรนด์ไอ-โมบาย จึงเป็นมิวสิกโฟน เพราะวัยรุ่นชอบฟังเพลง บวกกับคอนเทนต์ที่มีอยู่กับพันธมิตรค่ายเพลง

การ Launch แบรนด์ตัวเองรุ่นแรก คือรุ่น 601 วางสินค้าอย่างชัดเจนว่า คือมิวสิกโฟน มีเสียงเรียกเข้าแบบเอ็มพี 3 ในราคากว่า 6,000 บาทเท่านั้น ขณะที่ Global Brand ช่วงนั้นราคาสูงกว่า 1 หมื่นทั้งนั้น

“ธนานันท์” บอกว่าไอ-โมบาย สามารถทำราคาได้ถูกว่า เพราะตัดฟังก์ชันกล้องถ่ายรูป เพื่อให้สินค้าชัดเจนว่าเจาะกลุ่มผู้ที่ชอบฟังเพลง เพราะตลาดขณะนั้นนิยมเพลงมากกว่ากล้อง ขณะที่โนเกียก็มีรุ่นที่มีทั้งเอ็มพี 3 และกล้องถ่ายรูปราคาจึงแพงกว่า ประกอบกับการทำทีวีซี ที่ใช้พรีเซ็นเตอร์ต่างชาติ ทำให้แบรนด์ดูทันสมัย เป็นอินเตอร์ เพราะการรับรู้ของลูกค้าเกี่ยวกับสินค้าไอที ถึงอย่างไรก็ชื่อถือแบรนด์ระดับโลกมากกว่า

นี่คือการเริ่มต้นอย่างดี โดยมีกลุ่มวัยรุ่นเป็นลูกค้าหลัก และเมื่อไอ-โมบายปล่อย 602 ตามมา ที่สื่อสารด้วยคำว่า “Music Instinct” และมี USB Flash Drive ยิ่งทำให้วัยรุ่นชอบ เพราะสามารถใช้เป็น Thump Drive เก็บงานได้อย่างสะดวก ขณะที่แบรนด์อื่นมีความยุ่งยากในการใช้งานกว่า

ฟังก์ชันที่โดน ต้องมากับดีไซน์ที่ดึงดูด วิธีการของ “ไอ-โมบาย” ช่วงเริ่มต้น คือการเลือกแบบที่มีอยู่แล้วในโรงงานเมืองจีน เพราะช่วงนั้น Global Brand จำนวนมากผลิตในจีนมาได้ระยะหนึ่ง “ไอ-โมบาย” จึงดูแล้วคล้ายกับลูกผสม มีทั้งแบบโนเกีย อิริคสัน โมโตโรล่า

นี่คือวิธีการที่ผู้บริหารไอ-โมบายต่างบอกว่า “ก็ต้องมีบ้าง” และไม่รู้สึกเสียหน้าที่ใช้สูตรก๊อบปี้ เพราะต้องยอมรับว่าลูกค้าคุ้นเคยทั้งรูปร่างหน้าตาของ Global Brand และเมนูของเครื่อง

จากหลักแสนเครื่องกลายเป็น 1.8 ล้านเครื่องในปี 2006 ด้วยรุ่น 510 ที่ย้ำ Positioning ของไอ-โมบาย และเพิ่มเติมจุดขายความเป็นมัลติมีเดีย ไอ-โมบายที่ฟังก์ชันครบ กับราคาที่ถูกกว่า ทำให้ยอดขาย 510 วิ่งไม่หยุด จนถึงปี 2007 ทำยอดขายได้ 1.5 ล้านเครื่อง

ยอดขาย 5 แสนเครื่องแรกมาจากคุณสมบัติของ 510 เองที่ฟังก์ชันครบ ตั้งแต่เอ็มพี 3 วิดีโอ และราคาประมาณเพียง 6 ,000 บาท ขณะที่เครื่องอื่นในตลาดราคาหลักหมื่น ทำให้เกิดการบอกปากต่อปาก จนเกิดยอดขายเครื่อง 5 แสนที่สอง และ 5 แสนที่สามมาจากตลาดต่างประเทศ เพราะยิ่งขายได้จำนวนมาก ยิ่งสั่งผลิตจากโรงงานได้ต้นทุนถูกลง จนขณะนี้ราคาเครื่องอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทเท่านั้น

ฐานช่องทางจัดจำหน่ายแน่นปึ๊ก
การเป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือมาถึง 7 ปี ทำให้ไอ-โมบายมีความสัมพันธ์กับดีลเลอร์ทั่วประเทศอย่างดี เทคนิคที่ “วัฒน์ชัย” บอกก็คือ ไม่ว่ากี่ปีผ่านไปดีลเลอร์ก็ยังคงเห็นตัวเขาหรือไม่ก็ “ธนานันท์” ไปติดต่อประสานงาน ต่างจาก Global Brand ที่มีการเปลี่ยนหน้าผู้บริหารบ่อยครั้ง จุดนี้ทำให้ขาดความต่อเนื่อง

“เราดูแลกันอย่างเป็นครอบครัว ทั้งการจัดการและผลประโยชน์ ส่วนต่างกำไร รวมไปถึงความรับผิดชอบที่จะไม่ทำให้ดีลเลอร์ขาดทุน”

“ธนานันท์” บอกว่าไอ-โมบายจะไม่แต่งตั้งตัวแทนรายใหญ่ในแต่ละภาคทับซ้อนกัน เพื่อไม่ให้เกิดการตัดราคากัน ขณะเดียวกันมีการตั้งช็อปของตัวเอง ทั้งร้านไอโมบาย คีออส และแฟรนไชส์ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การบริหารจัดการเดียวกัน จึงไม่เกิดการตัดราคากับดีลเลอร์

สิ่งที่ทำให้ดีลเลอร์ได้มาร์จิ้นกำไรลดลงจากการขาย Global Brand เพราะการลดราคาจากตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า ทำให้ดีลเลอร์ปล่อยสินค้าออกไม่ทัน ขณะที่ไอ-โมบายทำระบบที่ควบคุมการลดราคาได้ดีกว่าดีลเลอร์จึงได้มาร์จิ้นสูงกว่า

ผลที่เกิดขึ้นคือดีลเลอร์จะเชียร์ลูกค้าให้ซื้อ “ไอ-โมบาย” โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลเชื่อคำแนะนำ หลายรายตั้งใจมาซื้ออีกแบรนด์หนึ่งแต่พอเจอตัวแทนขายเชียร์ไอ-โมบาย ก็เปลี่ยนใจ ซึ่งกลุ่มนี้อยู่ในตลาดโทรศัพท์มือถือถึง 20% และเป็นลูกค้าไอ-โมบาย ถึงครึ่งหนึ่ง ไอ-โมบายจึงพูดได้ชัดเจนว่า ยอดขายทั้งหมดมาจากดีลเลอร์ถึง 80%

คิด-ทำแบบ Local
ครอบครัว “วิไลลักษณ์” เป็นบริษัทหนึ่งที่บริหารงานแบบครอบครัว เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่คือผู้บริหารระดับสูง แต่การปรับตัวในช่วงวิกฤตหลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้สมาชิก “วิไลลักษ์” ดึงมืออาชีพและผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามาผสมผสาน

จุดเด่นของความเป็นครอบครัวที่บริหารโดยใช้ความเป็นเจ้าของในการตัดสินใจ “ธนานันท์” บอกว่ามีข้อดีคือทำให้การตัดสินใจทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีขัอเสียคือหากตัดสินใจผิดพลาดก็แย่ จุดนี้ทางแก้ไขคือการดูข้อมูลและการเปิดรับฟังความเห็นจากทีมผู้บริหารมืออาชีพ

การคลุกอย่างเต็มตัวของ “เจ้าของ” ทำให้ผู้บริหารเข้าถึงได้ง่าย ใน “ไอ-โมบาย” มีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางของบริษัท พูดคุยเรื่องสำคัญ ประชุมทุก 2 สัปดาห์ หรือหากเร่งด่วนก็ตัดสินใจได้ทันที

ความเป็นบริษัท Local ที่ต้องแข่งกับบริษัทข้ามชาติ ยังมีข้อดีที่การตัดสินใจใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทำได้เร็ว ไม่ต้องรอให้ซีอีโอที่อเมริกา หรือที่ยุโรปตัดสินใจ การพลิกแพลงกลยุทธ์ต่างๆ ก็คล่องตัวกว่า เพราะบริษัทข้ามชาติต้องคำนึงถึงกลยุทธ์รวมระดับโลก เช่น กรณีการใช้พรีเซ็นเตอร์ในไทย ไอ-โมบายสามารถเลือกได้ทันที และเข้าใจได้มากกว่าว่าใครเหมาะสมหรือไม่ แต่หากโนเกียจะเลือกใช้ ซีอีโอที่ต่างประเทศอาจไม่แน่ใจ เพราะไม่รู้จักพรีเซ็นเตอร์คนนั้น นี่คือเหตุผลที่ไม่เคยเห็นเซเลบริตี้ ดารา นักร้องเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้โนเกีย แต่สำหรับ “ไอ-โมบาย” มีหลายคน และยังเชื่อในแนวทางนี้ ที่ผ่านมาไอ-โมบาย มีพรีเซ็นเตอร์ที่ชัดเจนคือ ทาทา ยัง หมอโอ๊ค และกำลังเลือกสำหรับปี 2008 ด้วยคอนเซปต์เลือกพรีเซ็นเตอร์เน้นคนที่มีความสามารถหลากหลายสะท้อน Positioning ของไอ-โมบาย ที่เป็นมัลติมีเดียโฟน มีฟังก์ชันครบ

เป็นแนวทางการปรับเปลี่ยน Positioning มาเป็นโทรศัพท์สำหรับกลุ่ม Mass มากขึ้น เพราะกลยุทธ์การใช้มีพรีเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่จะเจาะตลาด Mass ได้สำเร็จ

เป้าหมายใหม่ : ปรับดีไซน์-ต่างประเทศ
ในปี 2007 ไอ-โมบาย เริ่มลงทุนในการจ้างบริษัทเซเลบรัม ดีไซน์ เป็นที่ปรึกษาออกแบบมือถือ เพื่อให้ “ไอ-โมบาย” มีความเป็นตัวของตัวเอง และลบภาพของมือถือก๊อบปี้

“ธนานันท์” บอกว่า ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้มีดีไซน์ อยากทำให้สวยกว่าบริษัทผู้ผลิต ให้ไอ-โมบายมีทางเลือกมากขึ้น

การมีดีไซน์ของตัวเองยังเป็นการเตรียมพร้อมวิ่งไปสู่ตลาดต่างประเทศ หลังจากทดสอบตลาดมาตั้งแต่ปี 2006 กับพันธมิตรธุรกิจคือเทเลคอมมาเลเซีย ที่ไปลงทุนเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ในหลายประเทศย่านเอเชีย

ตลาดต่างประเทศเริ่มทำยอดขายให้ไอ-โมบายมากขึ้น จนได้เกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายทั้งหมดในปี 2007 และกำลังจะได้ 60% ในปี 2009 เป็นสัญญาณที่ “วัฒน์ชัย” บอกว่า เมื่อแบรนด์ไทยไปเติบโตในต่างประเทศ ก็สะท้อนกลับมาทำให้คนไทยด้วยกันเองเชื่อในแบรนด์ “ไอ-โมบาย” มากขึ้น เป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งตลาดใกล้เคียงกับเบอร์หนึ่งอย่าง “โนเกีย” ก็ไม่ยากอีกต่อไป

Consumer Insight

บริษัท นีลเส็น ได้รายงานผลการซื้อสื่อโฆษณาระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2557 พบว่า ยอดซื้อสื่อทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน โรงภาพยนตร์ สื่อนอกบ้าน สื่อในห้างสรรพสินค้า รวมทั้งสื่ออินเทอร์เน็ต มีมูลค่ารวม 49.738 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556 พบว่า ติดลบ 9.38%

บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) คาดการใช้จ่ายผ่านสื่อและบันเทิงของไทยในปี 2561 จะมีสูงกว่า 4.3 แสนล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง 5 ปีข้างหน้าเติบโตเฉลี่ย 7.3% ต่อปี แซงหน้าตลาดสหรัฐ-ยุโรปและอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลก ผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจโฆษณาออนไลน์ การใช้งานเคเบิ้ลทีวี และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น

ที่ กรุงเทพฯ วันที่ 25 มิถุนายน 2557 ไอดีซีได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์ตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยล่าสุด ซึ่งพบว่าระดับราคาของสมาร์ทโฟนที่ลดต่ำลงประกอบกับแรงผลักจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้กระตุ้นความนิยมในสินค้าสมาร์ทโฟนจนมียอดจัดส่งสูงกว่าฟีเจอร์โฟนเป็นครั้งแรก

Insight

ธุรกิจสมัยปัจจุบัน ทุกวันนี้เน้นประเด็นในการสร้าง Brand ของสินค้า ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศ แทบจะเกือบทุกธุรกิจ อาจจะต้องแบ่งงบประมาณในการสร้าง Brand ด้วย

กฎ 7 ข้อ ในการเล่าเรื่องข้ามสื่อ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้าง 3 อย่างนั้นได้, ต่อไปนี้ "กฎ 7 ข้อ ในการเล่าเรื่องข้ามสื่อ" ที่จะช่วยทำให้เนื้อหาสื่อกลายเป็นพระราชา หรือ "Content is the king."

กรณีที่ "ควร" ศึกษา Club Friday Transmedia Storrytelling - เล่าเรื่องข้ามสื่อแบบ "คลับฟรายเดย์ เดอะซีรี่ย์" มาดูคลับฟรายเดย์ให้เป็นมุมมองแบบนักเรียนนิเทศศาสตร์กับ นับว่าเป็นตัวอย่างที่คนทำสื่อควรศึกษาอย่างมาก

Strategic Move

ต้องนับเป็นการปรับตัวของแบรนด์กาแฟชื่อดัง ที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อผู้บริโภคยุคนี้หันมาดื่มกาแฟสดกันมากขึ้น จนกลายเป็นยุคบูมร้านกาแฟสดที่เปิดสาขากันทั่วเมือง ทั้งแบรนด์ดังระดับพรีเมียม ไปจนถึงร้านกาแฟสดริมทางที่มีให้เลือกดื่มหลากหลายได้ตลอดเวลา ส่งผลมูลค่าของตลาดกาแฟสดเพิ่มขึ้นทุกปี

นอกจากสมาร์ทโฟน ที่ “ซัมซุง”เปิดเกมรุก ด้วยการทำตลาดตั้งแต่รุ่นไฮเอ็นท์ จนถึงรุ่นราคาถูกอย่าง ซัมซุง“ฮีโร่” เช่นเดียวกับในตลาดแท็บเล็ต ที่ซัมซุง มีสินค้าครอบคลุมทั้งตลาดแมส ระดับกลางและระดับพรีเมี่ยม

หลังจากเปิดสาขาในไทยมาได้ 3 ปี “ยูนิโคล่” แบรนด์ฟาสท์แฟชั่นจากญี่ปุ่น เปิดตัว “แบรนด์แอมบาสเดอร์” คู่ใหม่ “เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข” และ “เบลล่า-ราณี แคมเปน”

Social Media Club

วาตานาเบ นาโอโตโม และ แดซอก คิม สองดีไซน์เนอร์ จากบริษัทเนเวอร์ไลน์ ประเทศญีปุ่น ให้คำแนะนำแก่นักออกแบบชาวไทย ในการออกแบบ "สติ๊กเกอร์ไลน์" "ว่า" สติ๊กเกอร์ของคนไทยพยายามทำเป็น Global มากเกินไป ทำให้ไม่มีเอกลักษณ์ เพราะในตลาดใหญ่มีคาแร็คเตอร์ดังๆ อยู่แล้ว ทำให้สู้คาแร็คเตอร์เหล่านั้นยาก

ไลน์ ประเทศไทย อัพเดทตัวเลขรายได้ และจำนวนสติกเกอร์ จากการขายบน ครีเอเตอร์มาร์เก็ต (Creators Market) แพลตฟอร์มที่ไลน์ให้ผู้ใช้สามารถขายสติกเกอร์ ที่ผ่านการคัดเลือกจากไลน์วางขายใน LINE Store (เว็บขายสติกเกอร์และไอเทมเกม) ซึ่งผู้ขายจะได้รับส่วนแบ่ง 50%

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแชร์เนื้อหาของแฟนเพจในเฟซบุ้คของแบรนด์ๆ หนึ่งบนโลกออนไลน์กันอย่างสนั่น ซึ่งเนื้อหาที่ว่านั้นทำให้ใครหลายคนอมยิ้มไปตามๆ กัน

Columnist

ธุรกิจสมัยปัจจุบัน ทุกวันนี้เน้นประเด็นในการสร้าง Brand ของสินค้า ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศ แทบจะเกือบทุกธุรกิจ อาจจะต้องแบ่งงบประมาณในการสร้าง Brand ด้วย

กรณีที่ "ควร" ศึกษา Club Friday Transmedia Storrytelling - เล่าเรื่องข้ามสื่อแบบ "คลับฟรายเดย์ เดอะซีรี่ย์" มาดูคลับฟรายเดย์ให้เป็นมุมมองแบบนักเรียนนิเทศศาสตร์กับ นับว่าเป็นตัวอย่างที่คนทำสื่อควรศึกษาอย่างมาก

สำหรับนักการตลาดแล้ว กระแสฟีเวอร์ของฟุตบอลโลกปีนี้ ไม่ได้อยู่ที่การรอลุ้นว่าใครจะเป็นแชมป์โลก แต่หมายถึงการ “วัดมูลค่าผลตอบแทน” ที่ได้รับจากทำการตลาดเกาะเทรนด์นี้ต่างหาก

Global Wrap

สำหรับนักการตลาดแล้ว กระแสฟีเวอร์ของฟุตบอลโลกปีนี้ ไม่ได้อยู่ที่การรอลุ้นว่าใครจะเป็นแชมป์โลก แต่หมายถึงการ “วัดมูลค่าผลตอบแทน” ที่ได้รับจากทำการตลาดเกาะเทรนด์นี้ต่างหาก

เค้กทิรามิสุชิ้นละ 50 หาได้ที่ไหนในกรุงเทพฯ? คำถามธรรมดาๆ ที่แทบจะกลายมาเป็นปัญหาเชาว์สำหรับวันที่ค่าครองชีพในเมืองหลวงมีแต่ถีบตัวขึ้นทุกวัน แต่ที่ “ไต้หวัน” ร้านแฟรนชายส์กาแฟ 85c (85 องศา) ยังขายเค้กหลายสิบรสในราคานี้อยู่ แถมวันนี้ได้ขยายไปเกือบ 800 สาขาทั้งในเอเชียและอเมริกา เขาทำได้อย่างไร? และใครอยู่เบื้องหลัง? วันนี้เราจะพามารู้จักกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากเถ้าแก่ไต้หวันกัน!

ในวันสุดท้ายของปี 2013 รัฐบาลจีนประกาศอย่างเป็นทางการว่าอนุญาตให้หนุ่มสาวที่เป็นลูกคนเดียวทั้งสองฝ่าย เมื่อแต่งงานกันแล้วสามารถมีลูกได้ 2 คน! เท่ากับเป็นการสิ้นสุดนโยบายลูกคนเดียวที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 35 ปีก่อน! แบรนด์สินค้าอาหาร-เครื่องใช้ สำหรับเด็กต่างพากันตื่นเต้นอย่างสุดขีด เพราะโอกาสเพิ่มยอดขายเป็นสองเท่าได้เริ่มขึ้นแล้ว!

Global Trend

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอากาศร้อนๆ ต้องคู่กับเครื่องดื่มเย็น ส่วนใหญ่ที่เห็นการแข่งขันแรงๆ ในเมืองไทย เป็นแค่โปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ในต่างประเทศการทำแคมเปญครอบคลุมไปถึงสื่ออื่นๆ ด้วย และสื่อนอกบ้านก็เป็นที่นิยมในการทำแคมเปญเช่นกัน

Snicker เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ เวลาออกแคญอะไรใหม่ๆ ว่าแคมเปญนั้นจะสร้างแต่กระแสอย่างเดียว จนลืมคำนึงถึงกระแสสังคมที่ตามมาหรือแปล่า จึงทำให้แบรนด์มีภาพที่ติดลบในสายตาของผู้บริโภคบางกลุ่มอยู่บ้าง

ผู้อ่านไม่ได้ตาฝาดไปหรอก “โค้ก” หรือว่า Coca Cola แบรนด์น้ำดำที่พวกเราคุ้นเคยกันนี่แหละ กำลังจะผลิตยาทาเล็บออกมาขายจริงๆ โดยงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Coca Cola กับ OPI ( Odontorium Products Inc.,) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาทาเล็บ ผลิตยาทาเล็บที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบสีจากไลน์เครื่องดื่มของโค้ก

People

เป็นที่คุ้นตาคุ้นตาดีกันอยู่แล้วสำหรับ "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" ซีอีโอ วัย 52 ปี คนล่าสุดของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส

วัชร วัชรพล ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของ "ไทยรัฐ" ก้าวขึ้นคุมบังเหียน “ไทยรัฐทีวี” ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของหนังสือพิมพ์หัวสีรายใหญ่กระโดดลงมาเล่นธุรกิจทีวีเต็มตัว

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488