5 มาตรการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง: บรรเทาได้ในระยะสั้น...แต่โจทย์ระยะยาวยังคงรอการแก้ไข

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ใน 5 มาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นให้แก่ประชาชน ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติที่เสนอไว้ ดังนี้

ลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนของดีเซล B2 ควบคู่ไปกับการลดอัตราการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน โดยลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานของน้ำมันเบนซินลง 0.50 บาท/ ลิตร และน้ำมันดีเซลลง 0.70 บาท/ ลิตร เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลง 0.75 บาท/ ลิตร พร้อมทั้งปรับลดอัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของน้ำมันดีเซลลง 1.17 บาท/ ลิตร จาก 1.70 บาท/ ลิตร เหลือเพียง 0.53 บาท/ ลิตร เพื่อทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลง 1.25 บาท/ ลิตร ซึ่งเมื่อรวมเงินเข้าทั้งสองกองทุนฯ ดังกล่าว จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงเท่ากับ 2 บาท/ ลิตร นอกจากนี้ ยังปรับอัตราชดเชยสำหรับน้ำมันดีเซล B5 อีก 0.58 บาท/ ลิตร จากที่ชดเชย 0.23 บาท/ ลิตร เป็น 0.81 บาท/ ลิตร เพื่อทำให้ส่วนต่างของราคาน้ำมันดีเซล B5 กับ B2 ต่างกัน 1.20 บาท/ ลิตร และทำให้ราคาขายปลีกลดลง 0.40 บาท/ ลิตร เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันดีเซล B5 เพิ่มมากขึ้น และจูงใจให้ผู้ผลิตทำการผลิตมากขึ้น จากค่าการตลาดที่สูงกว่าน้ำมันดีเซล

ขยายเวลาในการตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือก๊าซหุงต้ม (LPG) ออกไปอีก 1 ปี ให้สิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 2553
ขยายเวลาในการตรึงราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV) ออกไปอีก 1 ปี ให้สิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 2553
สนับสนุนโครงการเปลี่ยนแท็กซี่เป็น NGV ให้ได้ 30,000 คัน ภายใน 4 เดือน คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 1,200 ล้านบาท
ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ระดับ 92.55 สตางค์/ หน่วย เป็นระยะเวลา 1 ปี ถึงเดือนสิงหาคม 2553

ลดเงินเรียกเก็บเข้ากองทุนฯ... ทางเลือกอันดับแรกของการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง
จะเห็นได้ว่า มาตรการปรับลดเงินเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ มักเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ ของการแก้ไขปัญหา ดังจะเห็นได้จาก 5 มาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาล เนื่องจากกองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเพื่อเป็นกลไกของรัฐในการป้องกันการขาดแคลนเชื้อเพลิง และใช้ในการรักษาระดับขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศในกรณีที่ราคาตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งนี้ ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2552 กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะกองทุนสุทธิอยู่ที่ 16,843 ล้านบาท โดยเมื่อรัฐบาลประกาศให้มีการปรับลดอัตราเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับน้ำมันดีเซลลง เพื่อทำให้ราคาขายปลีกลดลงนั้น คาดว่าจะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับลดลงประมาณ 856 ล้านบาท/ เดือน ขณะที่การปรับลดอัตราชดเชยสำหรับน้ำมันดีเซล B5 ลง จะเป็นการจูงใจผู้ผลิตน้ำมันให้ทำการผลิตมากขึ้น เนื่องจากมีค่าการตลาดสูงกว่าน้ำมันดีเซลตามนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนนั้น จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับลดลงประมาณ 421 ล้านบาท/ เดือน ดังนั้น จากผลของการปรับลดอัตราการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับน้ำมันดีเซล และอัตราชดเชยสำหรับน้ำมันดีเซล B5 ที่ลดลงนั้น จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีภาระที่ต้องแบกรับรวมในส่วนนี้ประมาณ 1,277 ล้านบาท/ เดือน

ในขณะเดียวกัน เพื่อทำให้กองทุนน้ำมันฯ ยังคงมีเสถียรภาพ รัฐบาลจึงปรับเพิ่มอัตราการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของน้ำมันเบนซิน 95 และ 91 เพิ่มอีก 0.50 บาท/ ลิตร แต่การปรับเพิ่มดังกล่าวจะไม่มีผลทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากใช้วิธีการยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานลงควบคู่กันไป ทำให้สามารถช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันฯ ลงประมาณ 123 ล้านบาท/ เดือน จึงเท่ากับว่าภาระที่กองทุนน้ำมันฯ ยังต้องแบกรับไว้จากการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลนั้นลดลงเหลือ 1,154 ล้านบาท/ เดือน ทั้งนี้ จาก 5 มาตรการดังกล่าวที่รัฐบาลนำออกมาใช้นี้ คาดว่าจะส่งผลให้กองทุนน้ำมันมีรายรับลดลงรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,494 ล้านบาท/ เดือน โดยจากเดิมที่มีเงินสดหมุนเวียนอยู่ประมาณเดือนละ 3,104 ล้านบาท จะเหลือเพียงประมาณเดือนละ 610 ล้านบาท สำหรับสถานะของกองทุนอนุรักษ์พลังงานขณะนี้มีรายได้สุทธิประมาณ 7,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่สะสมไว้สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า แต่ทั้งนี้ คาดว่าในอนาคตอันใกล้รัฐบาลอาจมีการพิจารณาโยกย้ายเงินสะสมของกองทุนอนุรักษ์พลังงานในส่วนนี้ไปไว้ในกองทุนน้ำมันฯ เพื่อใช้ตรึงราคาน้ำมันดีเซล หากราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

อุดหนุนราคาก๊าซรถยนต์... คาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้ในช่วงครึ่งปีหลังเพิ่มสูงขึ้น
เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น เป็นเรื่องปกติที่ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือก๊าซหุงต้ม (LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV) ในภาคการขนส่งของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปี 2551 ซึ่งราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ความต้องการใช้ก๊าซ LPG ทั้งหมดในประเทศเท่ากับ 4.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึงร้อยละ 17.5 โดยเป็นการใช้ในภาคขนส่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 16.8 หรือมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึงร้อยละ 35.6 ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซ NGV เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 213.74 จากปี 2550

การอุดหนุนราคาก๊าซรถยนต์ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นให้แก่ประชาชน โดยการตรึงราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV) ที่ 8.50 บาท/ กิโลกรัม และราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ 18.13 บาท/ กิโลกรัม ต่อไปอีกถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2553 ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่ามาตรการเช่นนี้จะได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี เพราะทำให้ไม่ต้องเสียค่าก๊าซแพงขึ้น แต่จากผลของการอุดหนุนราคาก๊าซรถยนต์ดังกล่าว จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ และบริษัทผู้นำเข้าก๊าซ LPG มีภาระต้องแบกรับจากการชดเชยการนำเข้าก๊าซ LPG ต่อไปอีก 1 ปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 740 ล้านบาท/ เดือน เนื่องจากราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ ณ ปัจจุบันมีราคาเท่ากับ 18.13 บาท/ กิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการนำเข้ามีราคาเท่ากับ 25.73 บาท/ กิโลกรัม ดังนั้น หากราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ราคาก๊าซ LPG ที่จำหน่ายภายในประเทศถูกตรึงไว้ให้คงที่ จะยิ่งทำให้ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซ LPG ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ปริมาณก๊าซที่ผลิตได้ในประเทศมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ในอนาคตหากราคาก๊าซ LPG ที่จำหน่ายในตลาดโลก มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ภาระที่จะต้องแบกรับก็ย่อมจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ในส่วนของมาตรการตรึงราคาก๊าซ NGV ไว้ที่ 8.50 บาท/ กิโลกรัม อีก 1 ปี จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องมีภาระในการชดเชยราคาขายปลีกก๊าซ NGV ที่ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง อีกกว่า 300 ล้านบาท/ เดือน

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซ LPG และ NGV ในภาคการขนส่งของไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 นี้ น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามการขยับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังจากที่ในช่วงครึ่งปีแรก ก๊าซ LPG มีปริมาณความต้องการใช้เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณความต้องการใช้ก๊าซ LPG ในช่วงครึ่งปีหลัง คงไม่สูงเท่ากับในปี 2551 เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกคงไม่ปรับตัวไปสูงเกินกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ/ บาร์เรล เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของหลายประเทศยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตามภาวะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซ NGV ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 128.76 เนื่องจากมีสถานีบริการเพิ่มขึ้นเป็น 331 แห่ง (ข้อมูลเดือนมิถุนายน 2552) จากเดิมที่มีอยู่ 303 แห่งในช่วงสิ้นปี 2551 โดยจำนวนรถที่มีการติดตั้งก๊าซ NGV เพิ่มขึ้นเป็น 140,054 คัน ในขณะที่คาดว่าปริมาณความต้องการใช้ก๊าซ NGV ในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะมีแนวโน้มขยับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น

การพัฒนาโลจิสติกส์และส่งเสริมพลังงานทดแทนให้เกิดขึ้น... คือโจทย์ระยะยาวของรัฐบาล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
เห็นว่า 5 มาตรการเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นให้แก่ประชาชนของรัฐบาล ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศยังเปราะบาง และไม่สามารถฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้นั้น ถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นการสะท้อนถึงความเป็นจริงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และต้องการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถฟื้นตัวได้ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นข้อสังเกต ดังนี้

คงต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาด้วยมาตรการต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะหากเมื่อใดที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับตัวขึ้นไปสูงกว่า 80 เหรียญสหรัฐฯ/ บาร์เรล ก็อาจจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายภายในประเทศสูงกว่าระดับ 30 บาท/ ลิตร ได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลก็คงจะต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินการเช่นใดเพื่อบรรเทาปัญหา ทั้งนี้ ด้วยทางเลือกที่เหลืออยู่ รัฐบาลคงจะเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่จำเป็นต้องใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากผลของ 5 มาตรการที่รัฐบาลเพิ่งนำออกมาใช้นี้ จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับลดลงประมาณ 2,494 ล้านบาท/ เดือน จากเดิมที่มีเงินสดหมุนเวียนอยู่ประมาณเดือนละ 3,104 ล้านบาท/ เดือน จึงมีเงินสดหมุนเวียนเหลือเพียง 610 ล้านบาท/ เดือนเท่านั้น ดังนั้น หากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นไปต่อเนื่อง ขณะที่สถานะของกองทุนน้ำมันฯ เริ่มอยู่ในภาวะตึงตัว หากรัฐบาลเลือกที่จะพึ่งเงินจากกองทุนน้ำมันฯ มาช่วยแบกรับภาระไว้อีก ถึงครานั้นอาจทำให้ฐานะของกองทุนน้ำมันฯ เข้าสู่ภาวะติดลบ จนอาจต้องกู้เงินเพื่อนำมาชดเชยราคาน้ำมัน ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2547-2548 ซึ่งกระทรวงพลังงานต้องกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ด้วยวิธีเบิกเงินเกินบัญชี โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน

สำหรับมาตรการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น คาดว่าน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐบาลอาจเลือกนำมาใช้ หลังจาก 5 มาตรการที่ประกาศใช้ในขณะนี้ เริ่มไม่ได้ผล ในกรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีภาระต้องแบกรับมากจนทำให้สถานะกองทุนน้ำมันฯ เข้าสู่ภาวะติดลบอีกครั้ง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นรัฐบาลอาจมีการพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ทำให้การพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่น่าถูกหยิบยกมาเป็นทางเลือกแรกๆ ของการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ทั้งที่บางฝ่ายตั้งคำถามว่าอัตราภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มขึ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงเกินไปหรือไม่นั้น คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่า น้ำมันจัดเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหากไม่ควบคุมให้เกิดการใช้อย่างประหยัด ดังนั้น การจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนลดปริมาณการใช้น้ำมันลง อีกทั้งรายได้จากการจัดเก็บภาษีดังกล่าว นอกจากจะสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนภายในประเทศให้เกิดขึ้นแล้ว ยังนำไปใช้จ่ายในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐอีกหลายโครงการ ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง น่าจะเป็นทางเลือกท้ายสุดที่รัฐบาลจะนำมาใช้ หลังจากที่กองทุนน้ำมันประสบภาวะขาดทุนแล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันหรือไม่นั้น ยังคงขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสม โดยเฉพาะด้านนโยบายภาษีและฐานะการคลังของรัฐบาล

นอกจากนี้ โจทย์ระยะยาวที่รอการแก้ปัญหาจากรัฐบาล คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์ และการส่งเสริมพลังงานทดแทนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจากนโยบาย “ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการถนนปลอดฝุ่น และโครงการรถไฟฟ้า ฯลฯ นั้น กว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ คงอยู่ราวๆ ประมาณปี 2553 ขณะที่โครงการต่างๆ จะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งนับจากเริ่มดำเนินการ เช่นเดียวกันกับการพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผนพลังงานทดแทน 15 ปี ของรัฐบาล ที่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าที่จะดำเนินการและเห็นผลได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการดำเนินการตามแผนพลังงานทดแทนของรัฐบาลเหล่านี้ เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยลดการพึ่งพิงการใช้น้ำมันและเพิ่มประสิทธิภาพแก่ต้นทุนภาคขนส่งของประเทศ ซึ่งรัฐบาลควรเร่งดำเนินการโดยเร็ว

สรุป
แม้ว่าการแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นให้แก่ประชาชน โดยการออก 5 มาตรการเพื่อทำให้ราคาจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปหน้าสถานีบริการ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศลดลงได้นั้น เป็นการตัดสินใจที่มีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศซึ่งการฟื้นตัวยังคงเปราะบาง แต่หากพิจารณาถึงการแก้ปัญหาด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวแล้วจะพบว่า มาตรการต่างๆ เหล่านี้ของรัฐบาล จะเห็นได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากรัฐบาลคงจะเห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ จึงจำเป็นต้องออกมาตรการพยุงราคาพลังงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เช่นไปที่ระดับ 80-90 เหรียญสหรัฐฯ/ บาร์เรล หรือสูงกว่านี้ คาดว่ารัฐบาลคงจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า จะยังคงเดินหน้าอุดหนุนราคาพลังงานต่อไปอีกหรือไม่ เพียงใด และจะอุดหนุนโดยใช้แหล่งเงินจากที่ใด เนื่องจากอาจจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐบาลค่อนข้างมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาวิกฤติราคาน้ำมันของประเทศในระยะยาว โจทย์ใหญ่ที่รอการดำเนินการจากรัฐบาลอยู่ ควบคู่ไปกับการออกมาตรการบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันเฉพาะหน้าในขณะนี้ คือ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบโลจิสติกส์ ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง รวมทั้งการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนต่างๆ ตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี ให้สามารถเกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งเชื่อว่าหากโครงการต่างๆ เหล่านี้สามารถดำเนินการได้จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการขนส่งของประเทศ และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันดีเซลในการขนส่งได้ ถึงแม้ว่าอาจจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการอีกระยะหนึ่งก็ตาม ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นให้แก่ประชาชนของรัฐบาลนั้น คาดว่ารัฐบาลจะสามารถลดระดับการอุดหนุนราคาพลังงานลงได้ก็ต่อเมื่อ เศรษฐกิจของประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรืออย่างน้อยก็จะต้องมีทิศทางที่ดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นจริง การพิจารณาปรับโครงสร้างการกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสมกับทิศทางการใช้พลังงานอย่างประหยัดของประเทศคงจะเป็นเรื่องสำคัญต่อไปที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจดำเนินการต่อไป

Consumer Insight

ในยุคดิจิตอลที่สมาร์ทโฟนกำลังครอบคลุมพื้นที่การใช้งานอยู่ทั่วทุกมุมโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว ภาพของพ

เด็กวัยรุ่นยุคนี้ ติดหนึบออนไลน์ ดูหนังฟังเพลงบนยูทิวบ์ แชร์และส่งคลิป เล่นโซเชียลมีเดีย หาข้อมูลสินค้า ตามเซเลบบนอินสตราแกรม มาดูกันว่า แบรนด์ จะต้องทำอย่างไรจึงจะโดนใจ

มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้เปิดเผยถึงสำรวจตัวชี้วัดแนวโน้มของผู้บริโภคด้านการช้อปปิ้งออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้ทำการสำรวจใน 25 ตลาด ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2556 ประกอบไปด้วยการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมจำนวน 7,010 คนจาก 14 ตลาด เกี่ยวกับพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์

Insight

จากหนังสือการ์ตูน สู่สติกเกอร์ไลน์ การเดินทางของการ์ตูนไทยที่ผันตัวจากโลกใบเก่ามาสู่โลกดิจิตอล เป็นกรณีศึกษาให้กับคนไทยที่อยากขาย “สติกเกอร์ผ่านไลน์” ควรทำอย่างไร

ปั้นยังไงให้กลายเป็น “ฟีเวอร์” เกม “คุกกี้รัน” ที่ไลน์ยอมทุ่มงบอัดฉีดการตลาดทุกกระบวนท่า ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ออกแคมเปญชิงรถ จับมือพันธมิตรสร้างยอดขยายฐานลูกค้า ปูทางพลิกจากแชตแอปพลิเคชั่น ไปสู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มบนมือถือ

หลายครั้งที่ อาจารย์ ได้ยิน คำว่า ปฏิรูป การศึกษา ไทยพูดกัน บ่อย พูดกันจนชิน พูดกันมานาน และไม่ ทราบ ว่า ปฏิรูปแบบไหน ที่เรียก ว่า ปฏิรูป และต้อ ปฏิรูปมากน้อยแค่ไหน

Strategic Move

เชื่อว่าการทานข้าวนอกบ้านในสมัยนี้ ไม่มีใครไม่แชร์รูปลงโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกต่อไป อย่างน้อยต้องมีการเช็กอิน ถ่ายรูปอาหาร หรือถ่ายรูปตอนทานอาหารแล้วแชร์ลงในโซเชียลมีเดียของตนเอง การทำการตลาดผ่านช่องทางนี้จึงเป็นช่องทางใหม่ที่นักการตลาดให้ความสำคัญมากในตอนนี้ เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางกระแสของดิจิตอลทีวีที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันแล้วไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสถานี ผู้ผลิตรายการ มีเดียเอเยนซี่ ในฟากของผู้เก็บข้อมูลของผู้ชมรายการอย่างนีลเส็น ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการวัดความนิยมในรายการหรือเรตติ้งเช่นเดียวกัน

ใกล้คลอดเต็มที่ “เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่” โครงการระดับ “ลักชัวรี่ รีเทล ของกลุ่มเซ็นทรัล มีกำหนดเปิดในวันที่ 8 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ โครงการเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ วัย 39 ปี ที่รับงานระดับบิ๊กโปรเจค จึงต้องนัดแถลงข่าวเล่าความคืบหน้าให้สื่อมวลชนได้ฟังกัน

Global Trend

Snicker เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขยันทำแคมเปญไวรัลบนโลกออนไลน์อย่างมาก ซึ่งบางแคมเปญก็ได้ผล แต่บางแคมเปญก็ได้รับผลวิพากย์วิจารณ์ในด้านลบมากเช่นกัน

เมื่อปีที่ผ่านมาคงได้เห็นแบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง Burger King สร้างความประหลาดใจแก่ผู้บริโภคไม่น้อย โดยการเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Fries King พร้อมทั้งเปลี่ยนโลโก้ รวมทั้งป้ายหน้าร้าน เพียงเพื่อจะโปรโมทโปรดักส์เฟรนช์ฟรายส์สูตรใหม่ของทางร้าน

หลังจากที่กำลังจะมีแคมเปญใหญ่ระดับโลก Earth Hour 2014 ปิดไฟช่วยโลก ในวันเสาร์ที่ 29 มีนาคมนี้ แน่นอนว่าหลายคนอาจจะลังเลในการปิดสวิตช์ไฟ เพราะอาจจะพลาดกิจกรรมอะไรบางอย่าง หรือโปรแกรมทีวีรายการโปรดไปได้

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Social Media Club

หลังจากค่ายการ์ตูนไทย “บรรลือสาส์น ทำสติ๊กเกอร์“ขายหัวเราะ” วางขายใน “ไลน์”จนมียอดโหลดทะลุ 150,000 ไปแล้ว ล่าสุด ไลน์ได้เปิดตัว สติ๊กเกอร์การ์ตูนบ่นบ่น หรือ “Bonbonmonja’s Daaily Life

สาวกไลน์เตรียมเฮ เมื่อไลน์เปิดตัว LINE Creators Market เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วไปครีเอตสติ๊กเกอร์เป็นของตัวเอง แล้วนำมาขายใน LINE Store ได้แล้ว!

ชื่อของ “โต้วป้าน (Douban, 豆瓣) ”ที่แฟนประจำคอลัมน์นี้คงคุ้นหูอยู่บ้าง เพราะปีก่อนเราเคยเขียนถึงในหัวข้อ “Douban เต็งหนึ่งอาณาจักรบันเทิงไฮเทค แห่งแดนมังกร”

People

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ผ่าโมเดล 2 รายการในโลกออนไลน์ “เสือร้องไห้” กับคลิปเด็ด ประวัติศาสตร์การแดนซ์ของไทย แชร์กระจายด้วยยอด 4 แสนวิว และคลิปสไตล์ “มัน ฮา เกรียน” แบบ “เฟ็ดเฟ่” ที่กำลังฝ่าคลื่นดิจิตอล แจ้งเกิดคลิปที่โดนใจวัยรุ่นไปเต็มๆ

ดังได้ใจ “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข” กับบทบาทคุณชายพุฒิภัทร แห่งวังจุฑาเทพ ละครดังที่ผลักดันหนุ่มน้อยคนนี้โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน จนกลายเป็นกระแส “เจมส์ จิ” ถูกนำไปเทียบกับซุปตาร์ดังอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” แถมแบรนด์ดังยังรุมตอมคว้าไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยค่าตัวหลัก 10 ล้านอัพ

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488