59 ปี Bangkok Post ต้องเด็กลง

ผลพวงธุรกิจยุคหลังสงครามหลังที่ 2 เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1946 ด้วยการริเริ่มของ Alexander McDonald อดีตเจ้าหน้าที่ OSS หรือ CIA อเมริกัน รวมกับกลุ่มคนไทยนำโดย ประสิทธิ์ ลุลิตานนท์ ต่อมา Lord Thompson เจ้าของเครือหนังสือพิมพ์ในอังกฤษและแคนาดา มาซื้อไป และเปลี่ยนผ่านสู่หลายมือผู้ถือหุ้น จนกระทั่งปี ค.ศ. 1980 นักลงทุนไทยจึงมีโอกาสเข้าไปถือหุ้น โดยกลุ่มเซ็นทรัล อิตัลไทย ไทยออยล์ และสิงคโปร์สเตรทไทมส์ ที่ถือหุ้นส่วนหนึ่งก่อนไปลงทุนเปิดเล่ม Business Day กับชาติชาย เย็นบำรุง

ปัจจุบันโพสต์พับลิชชิ่ง มีกลุ่มเซ็นทรัลถือครองหุ้นมากสุด ประมาณ 30% อันดับสองคือ เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ 23% และรายอื่นๆ อาทิ แบงก์กรุงเทพ ไทยรัฐ กันตธีร์ ศุภมงคล

ในฐานะลูกหม้อที่ทำงานให้กับบางกอกโพสต์มานานกว่า 25 ปี เริ่มต้นจากการเป็นปรูฟรีดเดอร์ พิชาย ชื่นสุขสวัสดิ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการ รับผิดชอบนโยบายการบริหารหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ คือ บางกอกโพสต์ สติวเดนท์วีคลี่ และโพสต์ทูเดย์ ย้อนให้ฟังถึงจุดเปลี่ยนของโพสต์ว่า เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ผู้บริหารต่างเร่งระดมความคิดเพื่อหาทางรอดในอนาคต

“ปี 98 เป็นช่วงที่หนักที่สุด กำไรแค่ 10 ล้าน ไม่เคยขาดทุน แต่ก็เจ็บ พนักงานออกไปหลายร้อยคน เมื่อปี 2000 ช่วงนั้นเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นดี ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นระดมความคิด เพื่อหาทิศทางควรจะไปแนวไหน ก็มีข้อสรุปออกมาว่า ภาษาไทย เป็นแนวทางกว้างๆ ปีนั้นเราคิดว่าอยู่ได้ ไม่ตายไม่เจ๊ง เพราะบริษัทมีฐานเแน่น แน่นอนว่าเราคอนเซอเวทีฟ แต่อนาคตก็มองว่าต้องไม่ใช่แค่โพรดักส์เดียว ไม่งั้นจะอยู่แค่นี้”

ในอดีตกลุ่มโพสต์เองก็เคยลงทุนทำหนังสือพิมพ์เล่มอื่นๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก โดยครั้งแรกราว 30 ปีก่อน ลงทุนซื้อหนังสือหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ ซึ่งตอนแรกเป็นขนาดบอร์ดชีท มาพิมพ์ใหม่เป็นขนาดแท็บลอยด์ ออกเป็นกรอบบ่าย ช่วงนั้นเองที่มีผลกระตุ้นให้ สุทธิชัย หยุ่น ซึ่งเป็นลูกหม้อบางกอกโพสต์ แต่ไม่ต้องการเห็นการผูกขาดตลาดหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ตัดสินใจออกมาทำ เดอะเนชั่น จนยืนในตลาดเคียงข้างบางกอกโพสต์มาจนปัจจุบัน ในขณะที่บางกอกเวิลด์ กลับแท้งไป

ยุคนั้นโพสต์ก็เริ่มทำหนังสือพิมพ์ “สติวเดนท์วีคลี่” ออกมาด้วย โดยเน้นการสอนภาษาอังกฤษ เจาะกลุ่มผู้อ่านเด็กมัธยมปลาย เพราะหวังให้เติบโตเป็นฐานคนอ่านของบางกอกโพสต์ในอนาคต ปัจจุบันก็ขับเคี่ยวกับเนชั่นจูเนียร์ ที่มาทีหลังแต่ทำท่าจะดังกว่า

อีกหนึ่งบทเรียนการลงทุนของโพสต์ คือการลงทุนในหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ ที่พิชายบอกว่า “เราเคยมีสยามโพสต์มาก่อน แล้วไม่เวิร์กด้วยหลายปัจจัย ในแง่โครงสร้าง วิธีการทำงาน เราก็ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต”

ถึงแม้เขาเชื่อว่าตลาดของบางกอกโพสต์ยังไม่อิ่มตัว ยังเติบโตได้ และทำรายได้หลักให้กับกลุ่มก็ตาม แต่การมุ่งเป้าไปที่ตลาดคนอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาไทยก็ยังเกิดขึ้น ด้วยการทำวิจัยตลาดอย่างละเอียด

“เราประเมินแล้วว่า บางกอกโพสต์ ต้องการหนังสือพิมพ์คุณภาพอีกฉบับ ไม่ใช่แนวการเมือง เป็นธุรกิจ แต่ไม่เหมือนกรุงเทพธุรกิจ ต้องเจาะอีกตลาดหนึ่ง เขาจับคนระดับตัดสินใจ แต่เราไปจับคนที่กำลังจะโตขึ้นมา และโดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจคนชั้นกลางโดนผลกระทบมากสุด เขาต้องการสิ่งที่จะช่วยให้เขาสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ได้ ซึ่งดูแล้วหลายฉบับไม่ได้ตอบสนองจุดนี้ เราก็มาศึกษาทดลอง จนมาเป็นโพสต์ทูเดย์”

2 ปีของโพสต์ทูเดย์ สามารถสร้างรายได้ในภาพรวม พิชายบอกว่า เป็นเพราะโพรดักส์ใหม่ของบริษัท กระตุ้นให้เซลส์ออกไปหาลูกค้ามากขึ้น มีโอกาสขายได้มากขึ้น และสามารถขายโฆษณาเป็นแพ็กเกจได้

“ปีที่แล้วการเติบโตของโฆษณาในสิ่งพิมพ์ ประมาณ 15-17% แต่รายได้โฆษณาของโพสต์เองโต 24% จากทั้ง 2 ฉบับรวมกัน แน่นอนว่าบางกอกโพสต์ยังเป็นแฟล็กชิปอยู่”

พิชายเล่าว่า เหตุผลส่วนหนึ่งของการออกหนังสือหัวใหม่ เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เต็มที่ ล่าสุดบริษัทเพิ่งจะลงทุน 800 ล้านบาท ซื้อแท่นพิมพ์ใหม่และจะเปิดโรงพิมพ์ใหม่ที่บางนา เพื่อขยายกำลังผลิต ในขณะที่เครือเนชั่นก็ใช้นโยบายเดียวกัน ด้วยการรับพิมพ์ให้กับ Asian Wallstreet Journal และโรงพิมพ์ตะวันออกของผู้จัดการก็รับพิมพ์ให้กับ IHT

สำหรับการเกิดของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเล่มล่าสุด เข้ามาชิงแชร์ตลาดคนอ่านในเมืองไทย เขามองว่าจะไม่มีผลต่อผู้เล่นรายเดิม แต่น่าจะช่วยขยายจำนวนผู้อ่านกลุ่มใหม่

“ถ้าดูจากในอดีตก็เคยมีหลายเล่มเข้ามาในตลาดแล้ว คนอ่านอัตราเติบโตไม่มาก แต่ศักยภาพที่จะเติบโตก็ยังมี ตอนที่บิสซิเนสเดย์ออกมาเมื่อปี 94 ก็ไม่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของเนชั่นและบางกอกโพสต์หดหายลงไป แม้จะมีข้อสังเกตว่าตลาดคนไทยที่อ่านภาษาอังกฤษจะโตอีกมาก เพราะคนที่จบจากเมืองนอกและคนที่เรียนหลักสูตรนานาชาติจบออกมาเยอะ แต่ก็อยู่ที่ระดับหนึ่ง ไม่ได้มากมาย ถ้าทำให้ตลาดโตได้สัก 2-3% ก็ถือว่าดีแล้ว แล้วถ้าเขาอ่านภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องจริงๆ การจะลงทุนซื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษสักฉบับ เขาก็ต้องคิดแล้วว่าคุ้มไหม”

การเติบโตของผู้อ่านไม่ได้หมายความว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นจะกำไรมากขึ้น เพราะรายได้ส่วนใหญ่คือโฆษณา จึงขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจด้วย ถ้างบโฆษณาลดลง หนังสือพิมพ์ก็เหนื่อย ซึ่งฉบับใหม่อาจยังมีตัวเลขผู้อ่านไม่แน่นอน ว่าจะนำเสนอกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับความต้องการของสินค้าได้เพียงใด

ข้อมูลการจำหน่ายของบางกอกโพสต์ ศุภกรณ์ เวชชาชีวะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและจัดจำหน่าย บริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) บอกว่า บางกอกโพสต์มียอดออดิทการจำหน่ายอยู่ที่ 62,000 ฉบับ ส่วนยอดผู้อ่านตามที่เอซีนีลเซ่นอยู่ที่ประมาณ 370,000 ราย มียอดสมาชิกครึ่งหนึ่งของยอดขาย และถ้านับยอดทั้งหมดที่รวมสายการบินและโรงแรมด้วยแล้วพิมพ์ประมาณแสนฉบับ

“ตอนวิกฤตยอดขายตกไป พอปี 2002 ผมเข้ามา ก็มีการปรับใหญ่เรื่องการตลาดกับการจัดจำหน่าย เพราะจะลอนช์ภาษาไทย การปรับก็พยายามรู้จักลูกค้ามากขึ้น ใช้การวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค เอาข้อมูลมาปรับใช้กับกลยุทธ์การตลาดและกับตัวหนังสือเอง บางกอกโพสต์มีผู้อ่านหลากหลาย หลายช่วงอายุและอาชีพ สัดส่วนคนไทย 70% ต่างชาติ 30% ไม่นับรวมนักท่องเที่ยว”

รายรับของกลุ่มโพสต์ปีที่ผ่านมาเติบโต 28% กำไรเติบโต 100% รายได้ 70 % มาจากบางกอกโพสต์ทั้งจากยอดขายและโฆษณา ซึ่งศุภกรณ์บอกว่า ปีที่แล้วเป็นปีที่ดีมากสำหรับบางกอกโพสต์ เพราะรายได้โฆษณาสูงสุดตั้งแต่เคยทำมา และทำยอดขายได้สูงที่สุดในรอบ 59 ปีที่ตั้งหนังสือ

“แต่ไตรมาส 1 ปีนี้เหนื่อย เฉพาะงบโฆษณาหนังสือพิมพ์ก็ลดลงไปแล้ว 17% เพราะเรื่องค่าน้ำมัน เรื่องเลือกตั้ง สึนามิ ดอกเบี้ย และเรื่องภาคใต้ เศรษฐกิจอาจจะยังไม่ลบแต่โฆษณาก็จะเริ่มส่อแววชะลอตัวก่อน เพราะฉะนั้นสื่อจะโดนผลกระทบก่อน แต่ทุกคนก็ยังมีความหวังว่าครึ่งปีหลังจะดีขึ้นในภาพรวม แต่ในแง่ของโพสต์เอง ก็ยังมีการเติบโต 4-5% เทียบกับปีที่แล้วซึ่งก็ฐานใหญ่แล้ว ส่วนโฆษณาโพสต์ทูเดย์ก็ยังโต 20กว่า% ในไตรมาสแรก”

ขณะเดียวกันบางกอกโพสต์เอง ก็กำลังมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับรูปแบบ เนื้อหา เพื่อดึงกลุ่มคนอ่านใหม่ๆ ด้วยการเพิ่มเซ็กชั่นใหม่ขึ้นมา อาทิ Monitoring แทรกวันศุกร์ Horizon เป็นเรื่งท่องเที่ยวแทรกวันพฤหัส แทรก IT ในฉบับวันพุธ ล่าสุดเล่ม Magazine เพื่อดึงกลุ่มคนที่สนใจเรื่องแฟชั่น เครื่องสำอาง ด้วยการทำเล่มแมกกาซีน เป็นอาร์ตสี่สี แทรกทุก 2 สัปดาห์

“ตอนนี้งานหลักของเรามี 2 งาน คือบางกอกโพสต์ ในการปรับข้อมูล คอนเทนต์ เนื้อหา เข้าหากลุ่มใหม่ที่อายุน้อยลง ขณะเดียวกันเล่มภาษาไทยก็ขยายให้เต็มที่ คาดว่าภายในปีหน้ายอดคงเกินแสน ซึ่งตอนนี้ก็พิมพ์ไปแล้ว 1 แสนฉบับ ซึ่งพอถึงตรงนั้นแล้วรายได้โฆษณาก็จะตามมา สัดส่วนรายได้ของ 2 เล่ม อาจจะเป็น 50/50 ในอนาคต เป็นเป้าหมาย เพราะมองว่าตลาดภาษาไทยโตได้อีกเยอะ” ศุภกรณ์กล่าว

Consumer Insight

เทเลนอร์ รีเสิร์ช บริษัทวิจัยภายใต้เทเลนอร์กรุ๊ป พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นคนหนุ่มสาวในไทยและมาเลเซีย นิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการเชื่อมต่อที่หลากหลาย โดยเปิดรับและใช้บริการใหม่ๆ บนโทรศัพท์มือถือเร็วกว่ากลุ่มคนรุ่นเดียวกันในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย

เมื่อไอจี หรืออินสตราแกรมของเหล่าดารา นักร้องคนดัง ได้กลายเป็นนิยมของแม่ค้าใช้ฝากร้าน เพราะเกือบ 30% ของคนทั่วไป เคยซื้อสินค้าจากร้านค้าพวกนี้มาแล้ว

บริษัทวิจัย ไอดีซี เอเชียแปซิก ได้คาดการณ์ตลาดคอมพิวเตอร์ PC ในเอเชียแปชิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) ในไตรมาส 2 ยังคงเติบโต 2% จากไตรมาสที่ 1 แต่ลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2013 โดยที่มียอดขายรวม 24.3 ล้านเครื่อง นับว่าเป็นยอดที่สูงกว่าที่ IDC คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

Insight

บริหารงานโดย บริษัท ดรีมเฮาส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่
 1. กลุ่มสุวรรณกรุ้ป เจ้าของโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ The Cercle ดูแลภาพรวมธุรกิจรีเทล
 2. คุณระพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ หรือคุณหรีด เซเลบริตี้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ดูแลเรื่องเมนูอาหาร และพัฒนาสูตรอาหาร
 3. กลุ่ม Zhake บริษัททางด้านการตลาด ดูแลทางด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์

นอกจากจำนวนสาขาต้องมากแล้ว การมี “ไซส์” ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ ด้วยเหตุนี้เอง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จึงได้แตกฟอร์แมตร้านค้าใหม่ “ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์” เป็นโมเดลขนาดใหญ่สุด จากที่ท็อปส์เคยเปิดมา

“เพย์ทีวี” ธุรกิจที่ได้ชื่อว่า “ผันผวน” ที่สุด เมื่อ “ซีทีเอช” ควบกิจการ “จีเอ็มเอ็ม แซท” ซ้ำรอย “ไอบีซี” และ “ยูทีวี” ในอดีต 20 ปีที่แล้ว หวังปักหลักสู้ศึก “ทรูวิชั่นส์” ในสังเวียนการแข่งขันที่กำลังพลิกโฉมหน้าไปอีกครั้ง

Strategic Move

นอกจากจะต้องเร่งมือพัฒนา“คอนเท้นท์” เพื่อดึงดูดคนดูแล้ว เรื่องของโฆษณาและประชาสัมพันธ์สำหรับดิจิตอลทีวีก็เป็นเรื่องจำเป็น ล่าสุด “นิวทีวี” ดิจิตอลทีวีของค่ายเดลินิวส์ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด จึงเปิดตัว สติกเกอร์ไลน์ New Boyz (นิวบอยซ์)

แคมเปญชวนบริจาคเงินสุดไวรัลบนโลกออนไลน์ #IceBucketChallengeTH แพร่ขยายเข้าไทยแล้ว โดย 2 ซีอีโอค่ายมือถือของไทย John Eddy Abdullah CEO dtac ตามติดๆ มาด้วยสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO AIS ก็รับคำท้าเช่นกัน

สินค้าหรือบริการยุคนี้ หากต้องการสร้างการรับรู้ให้ถึงกลุ่มคนได้รวดเร็ว การเลือกใช้ ดารา หรือ คนดังมาเป็น “แบรนด์แอมบาสเดอร์” หรือ พรีเซนเตอร์ มาเป็นตัวแทนให้กับแบรนด์ยังเป็นหนึ่งในกลยุทธการตลาดยอดนิยมเสมอมา

Social Media Club

หลังจากที่ไลน์ได้เปิดตัวโครงการครีเอเทอร์ มาร์เก็ตตั้งแต่เดือนเมษายน และได้จำหน่ายสติ๊กเกอร์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุดไลน์ได้เปิดเผยยอดขายสติ๊กเกอร์ช่วง 3 เดือนแรกนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม ถึง 7 สิงหาคม 2557 วางขายแล้วทั้งหมดกว่า 10,000 เซ็ต (ณ วันที่ 19 สิงหาคม) ทำรายได้โดยรวมกว่า 1.23 พันล้านเยน (ราว 381 ล้านบาท)

สติกเกอร์ปกติอาจธรรมดาไปแล้ว ถึงคิวสติกเกอร์ดุ๊กดิ๊กได้ เอไอเอส ชิงเปิดให้โหลด สติกเกอร์ “อุ่นใจ ดุ๊กดิ๊ก” หรือ Animate Sticker ในวันพรุ่งนี้ (อังคาร 19 สิงหาคม 57)

ถึงแม้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 จบลงไปแล้ว แต่ในแง่ของการตลาด World Cup 2014 ยังเป็นสมรภูมิที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันมากมายควรค่าแก่การศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงการตลาดออนไลน์ ที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่มีความน่าสนใจอย่างมากในยุคนี้เพราะสามารถตอบสนองกระแสในสังคมได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสมกับอีเว้นท์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง

Columnist

ธุรกิจสมัยปัจจุบัน ทุกวันนี้เน้นประเด็นในการสร้าง Brand ของสินค้า ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศ แทบจะเกือบทุกธุรกิจ อาจจะต้องแบ่งงบประมาณในการสร้าง Brand ด้วย

ภูมิทัศน์สื่อ (media landscape) วันนี้เปลี่ยนไปมาก เพราะการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ (new media) อย่างอินเทอร์เน็ต หรือ สื่อสังคมออนไลน์ (social media) ทำให้สื่อมวลชน หรือสื่อยุคเก่าต้องปรับตัวในการทำงานและการสื่อสารเพื่อเข้าถึงมวลชนในลักษณะที่ต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ชื่อของแบรนด์เสื้อผ้าหรู “ Burberry” ตกเป็นข่าวดังทั้งในและนอกวงการแฟชั่น นั่นก็เพราะว่าแบรนด์ได้งัดลากกลุยุทธ์ทางการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าหลากวัยที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน คือ พิศมัยความไฮเทคนั่นเอง

Global Wrap

เมื่อสามปีก่อนผู้บริหารของบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งถามผู้เขียนว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติวงการไหนอย่างรุนแรงที่สุด? คำตอบที่ไม่ต้องคิดก็คือ “การเงินและธนาคาร” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “สแควร์ (Square)” (ท่ีวันนี้ธนาคารไทยหลายค่ายก็ออกเครื่องรูดบัตรเครดิตด้วยมือถือแบบนี้ทั้งสิ้น)

ถึงแม้ชีวิตประจำวันและเนื้อหาข่าวของชาวไต้หวัน มักจะมีเรื่องของจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และส่วนใหญ่มักจะเป็นในแง่ที่ไม่ค่อยระรื่นหูเท่าไหร่นัก แต่ในโลกแห่งอี-คอมเมิร์ซ ความสัมพันธ์ระหว่าง จีนและไต้หวัน ในสารบบของเถาเป่านั้นกำลังไปได้สวย!

หลังจากเคยสร้างปรากฎการณ์ “เป็ดเหลืองฟีเวอร์” ใน 13 เมือง จาก 9 ประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 และล่าสุดก็ถึงคราวที่คนไต้หวันจะได้ยลโฉมความน่ารักของน้องเป็ดยักษ์ตัวนี้บ้าง โดยตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงสิ้นปี 2013 “เป็ดเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ก็ได้ถูกจองตัวเป็นพระเอกในสื่อต่างๆ ของไต้หวันเป็นที่เรียบร้อย

Global Trend

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอากาศร้อนๆ ต้องคู่กับเครื่องดื่มเย็น ส่วนใหญ่ที่เห็นการแข่งขันแรงๆ ในเมืองไทย เป็นแค่โปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายเพียงเท่านั้น แต่ในต่างประเทศการทำแคมเปญครอบคลุมไปถึงสื่ออื่นๆ ด้วย และสื่อนอกบ้านก็เป็นที่นิยมในการทำแคมเปญเช่นกัน

Snicker เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ เวลาออกแคญอะไรใหม่ๆ ว่าแคมเปญนั้นจะสร้างแต่กระแสอย่างเดียว จนลืมคำนึงถึงกระแสสังคมที่ตามมาหรือแปล่า จึงทำให้แบรนด์มีภาพที่ติดลบในสายตาของผู้บริโภคบางกลุ่มอยู่บ้าง

ผู้อ่านไม่ได้ตาฝาดไปหรอก “โค้ก” หรือว่า Coca Cola แบรนด์น้ำดำที่พวกเราคุ้นเคยกันนี่แหละ กำลังจะผลิตยาทาเล็บออกมาขายจริงๆ โดยงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง Coca Cola กับ OPI ( Odontorium Products Inc.,) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาทาเล็บ ผลิตยาทาเล็บที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบสีจากไลน์เครื่องดื่มของโค้ก

People

เป็นที่คุ้นตาคุ้นตาดีกันอยู่แล้วสำหรับ "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" ซีอีโอ วัย 52 ปี คนล่าสุดของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส

วัชร วัชรพล ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของ "ไทยรัฐ" ก้าวขึ้นคุมบังเหียน “ไทยรัฐทีวี” ที่ถือเป็นก้าวสำคัญของหนังสือพิมพ์หัวสีรายใหญ่กระโดดลงมาเล่นธุรกิจทีวีเต็มตัว

เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามของศรีจันทร์สหโอสถ ตัดสินใจรีแบรนด์ “ผงหอมศรีจันทร์” ผลิตภัณฑ์อายุ 60 ปี ให้กลับมามีชีวิตชีวา เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เส้นทางตลาดของสินค้าเก่าแก่ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

Editorials

กองบรรณาธิการ Positioning
102/1 ชั้น 2 อาคารบ้านพระอาทิตย์
ถ.พระอาทิตย์
แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร
กรุงเทพฯ 10200
Email  :    positioningmag@gmail.com
Tel : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4473

PR News

ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
Email  :   pr.positioning@gmail.com

Advertising

ติดต่อฝ่ายขาย  
คุณเฉลิมพล(น็อต) ทิสาลี
Email : Dreamtheater_777@hotmail.com
Tel. : +66 (0) 2629-4488 ext. 1243
Mobile : +66 (0) 81486-0348

Subscription

ติดต่อฝ่ายสมาชิก
คุณวัลลภา สุขใหญ่
Tel. : 0-2629-4488 ext. 1241
Fax : 0-2629-4488